คนทำงาน Gen Z กำลังสร้างนิยามความสำเร็จรูปแบบใหม่ เมื่อผลสำรวจพบว่า พนักงานคนรุ่นใหม่ยอมลดเงินเดือนเพื่อเลิกงานตรงเวลา แต่ในขณะเดียวกันกว่า 90% ยังอยากเติบโตสู่ตำแหน่งผู้บริหาร สะท้อนความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ mindset การทำงาน ที่องค์กรและผู้นำไม่อาจมองข้าม
ภาพจำของความสำเร็จในโลกการทำงานแบบเดิม มักมาพร้อมกับชั่วโมงทำงานที่ยาวนาน การต้องเตรียมพร้อมโดนเรียกทำงานได้ตลอดเวลา (บางสายงาน) และการทุ่มเททุกอย่างเพื่อไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดในองค์กร แต่สำหรับคนทำงานรุ่นใหม่อย่าง Gen Z สมการนี้กำลังจะถูกแก้ไขใหม่อย่างที่คนรุ่นก่อนอาจคาดไม่ถึง
เมื่อผลสำรวจล่าสุดจาก KPMG ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาและบริการวิชาชีพระดับโลกในกลุ่ม “Big Four” (ร่วมกับ Deloitte, PwC และ EY) พบว่า คนรุ่น Gen Z จำนวนมากยอม “เสียสละเงินเดือน” ราว 5,000 ดอลลาร์ต่อปี หรือราวๆ 163,000 บาทต่อปี เพื่อให้ได้ “เวลาเลิกงานที่ชัดเจน” และเพื่อรักษาสมดุลชีวิตและการทำงาน
ขณะเดียวกัน ตัวเลขอีกด้านกลับสะท้อนความทะเยอทะยานที่ไม่ลดลง เมื่อถึง 92% ของผู้ตอบแบบสำรวจคนรุ่นใหม่ รายงานว่าแม้พวกเขาอยากเลิกงานเร็ว แต่ก็ยังคงต้องการเลื่อนตำแหน่งสูงๆ และก้าวไปสู่ตำแหน่งระดับผู้บริหารหรือ C-suite ในอนาคต
ความย้อนแย้งนี้กำลังกลายเป็นคำถามสำคัญของโลกการทำงานว่า คนรุ่นใหม่กำลัง “ไม่อยากทุ่มเท” ให้งาน หรือจริงๆ แล้วพวกเขากำลังนิยามคำว่า “ความสำเร็จ” ใหม่ทั้งหมด
ขอ “เลิกงานเร็ว” แต่ก็อยาก “เลื่อนตำแหน่ง” ความย้อนแย้ง Gen Z ?
ผลสำรวจดังกล่าวซึ่งเก็บข้อมูลจากอินเทิร์นของ KPMG ในสหรัฐฯ จำนวน 361 คน ชี้ให้เห็นภาพที่ชัดเจนว่า คนทำงาน Gen Z ไม่ได้ปฏิเสธความก้าวหน้าในอาชีพ แต่พวกเขากำลังปฏิเสธ “วิธีการแบบเดิมๆ ในการเติบโตทางอาชีพ” ที่ต้องแลกมาด้วยเวลาทั้งชีวิต
ตัวเลขสำคัญสะท้อนแนวคิดนี้ได้อย่างชัดเจน โดยตามรายงานชี้ว่า เกือบ 1 ใน 4 (25%) ต้องการยกเลิกวัฒนธรรม “ต้องพร้อมทำงานตลอดเวลา” และ คนรุ่นใหม่อีก 20% อยากยกเลิกกรอบการทำงานแบบ 9 โมงเช้า - 5 โมงเย็น
ดีเร็ก โธมัส (Derek Thomas) ผู้บริหารด้านการสรรหาบุคลากรของ KPMG อธิบายปรากฏการณ์นี้ว่า Gen Z กำลังนิยามความสำเร็จใหม่ พวกเขาอยากไปถึงจุดสูงสุดในอาชีพ แต่ก็อยากมีชีวิตนอกงานไปพร้อมกัน ซึ่งสะท้อนความเปลี่ยนแปลงเชิงลึกของ Mindset คนทำงานรุ่นใหม่ ที่ไม่ได้มองว่าความสำเร็จต้องแลกด้วยการเสียสมดุลชีวิตเหมือนในอดีต
จาก “วิ่งแข่งเร็ว” สู่ “วิ่งมาราธอน” ความจริงของโลกทำงานเริ่มชัดขึ้น
แม้ความคาดหวังของ Gen Z จะดูย้อนแย้งและสวนทางกัน แต่ โธมัส มองว่า สาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้พวกเขาคิดแบบนี้ก็เป็นเพราะประสบการณ์ของกลุ่มพนักงานรุ่นใหม่ที่ยังไม่มากพอ “มันคือความต่างระหว่างสิ่งที่อยากได้ กับสิ่งที่ต้องทำจริงเพื่อไปให้ถึง”
เขาอธิบายว่า คนรุ่นใหม่จำนวนมากเริ่มต้นอาชีพด้วยมุมมองแบบ “การวิ่งเร็วระยะสั้น” แต่เมื่อเข้าสู่โลกการทำงานจริง จึงเริ่มตระหนักว่า การเติบโตในองค์กรคือ “การวิ่งมาราธอน” ที่ต้องใช้เวลา ความอดทน และการสะสมประสบการณ์
ช่องว่างระหว่างความคาดหวังและความเป็นจริงนี้ กลายเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญที่องค์กรต้องรับมือ โดยเฉพาะเมื่อคนรุ่นใหม่ไม่ต้องการเดินตามเส้นทางเดิมอีกต่อไป
เมื่อ AI เข้ามาเปลี่ยนเกม บันไดอาชีพอาจไม่เหมือนเดิม
อีกปัจจัยที่ทำให้ภาพความสำเร็จของ Gen Z เปลี่ยนไป คือการเข้ามาของ เทคโนโลยี AI ที่กำลังสั่นคลอนโครงสร้างงานแบบเดิม จากผลสำรวจข้างต้น พบว่า 80% ของผู้ตอบแบบสอบถามมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของ AI ต่อการทำงาน และ 10% ระบุว่ากังวลอย่างมาก โดยเฉพาะในตำแหน่งระดับเริ่มต้น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเติบโตในสายอาชีพ
ข้อมูลจากธนาคารกลางนิวยอร์ก ยังชี้ว่า อัตราการว่างงานของบัณฑิตจบใหม่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของแรงงานทั้งหมด ขณะที่งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดพบว่า งานในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจาก AI สูง มีการจ้างงานลดลงถึง 13% ในกลุ่มอายุ 22-25 ปี
อย่างไรก็ตาม Gen Z ไม่ได้ปฏิเสธเทคโนโลยี ตรงกันข้าม คนส่วนใหญ่กลับพร้อมเรียนรู้และทำงานร่วมกับ AI เนื่องจาก พวกเขารู้ว่า AI จะเปลี่ยนโลกการทำงาน และพวกเขาเลือกที่จะปรับตัว เพราะรู้ว่านี่คือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
จาก “บันไดองค์กร” สู่ “Monkey Bars” เส้นทางอาชีพที่ไม่เป็นเส้นตรง
โธมัสเสนอว่า โลกการทำงานในปัจจุบันไม่สามารถอธิบายด้วยภาพ “บันไดองค์กร” ที่เป็นแนวดิ่งแบบเดิมได้อีกต่อไป แต่ควรถูกมองเป็น “Monkey Bars” หรือโครงปีนป่ายในสนามเด็กเล่น ที่ต้องเคลื่อนไหวไปมา เปลี่ยนจังหวะ และปรับทิศทางอยู่ตลอดเวลา
“การเติบโตของเส้นทางอาชีพในวันนี้ไม่ได้เป็นแค่การไต่ขึ้นอย่างเดียว แต่คือการขยับตัวไปข้างหน้า ปรับตัว และเปลี่ยนทิศทางตามสถานการณ์”
แนวคิดนี้สะท้อนโลกการทำงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องการทักษะการปรับตัวที่สูงขึ้นเช่นกัน สะท้อนความจริงของตลาดแรงงานยุคใหม่ ที่เส้นทางอาชีพไม่ได้ขึ้นตรงอย่างเป็นขั้นตอน แต่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนบทบาท ย้ายสายงาน และเรียนรู้ทักษะใหม่อย่างต่อเนื่อง
ไม่ใช่ “ขี้เกียจ” แต่คนรุ่นนี้ขอ “เลือกใช้ชีวิตแบบใหม่”
เมื่อพิจารณาในภาพรวม ความต้องการที่ย้อนแย้งของ Gen Z อาจไม่ใช่เรื่องของการไม่อยากทุ่มเทให้งานอย่างที่หลายคนมอง แต่คือการตั้งคำถามกับระบบการทำงานแบบเดิม ที่เคยผูกความสำเร็จเข้ากับการเสียสละเวลาชีวิต คนรุ่นใหม่ยังคงมีความทะเยอทะยาน อยากเติบโต และอยากเป็นผู้นำ แต่พวกเขาก็ต้องการรักษาคุณภาพชีวิตไปพร้อมกัน ไม่ใช่รอให้ “ประสบความสำเร็จแล้วค่อยใช้ชีวิต”
สำหรับองค์กร นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนสำคัญว่า การดึงดูดและรักษาคนเก่งในยุคต่อไป อาจไม่ใช่แค่เรื่องของเงินเดือนหรือตำแหน่ง แต่คือการออกแบบวิธีทำงานใหม่ ที่ทำให้ “ความสำเร็จ” และ “ชีวิตที่ดี” สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้จริง
เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ประเด็นที่ต้องคิดต่ออาจไม่ใช่ว่า Gen Z เป็นพวกชอบคิดย้อนแย้ง เป็นพนักงานที่รับมือยาก แล้วมัวแต่จะมองหาวิธีแก้ไขพวกเขา แต่หากมองลึกลงไปคำถามสำคัญกว่านั้นคือ รูปแบบการทำงานแบบเดิมๆ ยังตอบโจทย์คนทำงานรุ่นใหม่ที่จะเป็นกำลังหลักในอนาคตขององค์กรได้หรือเปล่า เพราะคนที่ไปได้ไกล อาจไม่ใช่คนที่ทุ่มทุกอย่างให้กับงาน แต่คือคนที่ “ไปได้อย่างยั่งยืน” ต่างหาก
อ้างอิง: Fortune, KPMG, NewYorkfed research, Digitaleconomy stanford





