เมื่อ "คาแรกเตอร์" เป็นได้มากกว่าผลงานศิลปะ แต่สามารถต่อยอดสู่ธุรกิจ ทั้งการสร้างแบรนด์สินค้า และขยายสู่แพลตฟอร์มและความร่วมมือรูปแบบใหม่ ในยุค Creator Economy
ในวันที่ “งานศิลปะ” ไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างสรรค์ผลงาน แต่ขยายไปสู่การสร้างตัวตนและโอกาสทางธุรกิจ ศิลปินไทยจำนวนมากกำลังปรับบทบาทสู่การเป็น “เจ้าของแบรนด์” ที่สามารถต่อยอดผลงานให้เกิดรายได้อย่างเป็นรูปธรรม
เวที “SE-ED PLAYGROUND x ARTIST: ศิลปินยุคใหม่ สร้างงาน สร้างแบรนด์ สร้างรายได้” ภายในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ สะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านนี้ ผ่านประสบการณ์ของศิลปินและครีเอเตอร์ที่นำ “คาแรกเตอร์” มาพัฒนาเป็นสินทรัพย์ทางธุรกิจในหลากหลายรูปแบบ
เมื่อคาแรกเตอร์กลายเป็นมากกว่าผลงาน
เริ่มต้นจากค่ายเก่าแก่อย่าง "ขายหัวเราะ" นำโดย พิมพ์พิชา อุตสาหจิต CEO วิธิตากรุ๊ป ขึ้นเวทีฉายภาพการต่อยอดแบรนด์ “ขายหัวเราะ” ที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 50 ปี ว่าการปรับตัวเป็นสิ่งจำเป็น ท่ามกลางพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
แม้ว่า “อารมณ์ขัน” ยังคงเป็นหัวใจสำคัญ แต่รูปแบบการนำเสนอและช่องทางต้องทันสมัยมากขึ้น
"เราตระหนักดีว่า 'อารมณ์ขัน' และพฤติกรรมการเสพสื่อของคนไทยเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ปัจจุบันเราจึงมุ่งเน้นการยกระดับใน 2 มิติหลัก คือ การสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่สร้างรอยยิ้มในรูปแบบที่ทันสมัย และการขยายพรมแดนของคาแรกเตอร์ขายหัวเราะไปสู่ธุรกิจที่หลากหลายผ่านการทำ Collaboration ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจต่าง ๆ
สำหรับในปีนี้ แฟนๆ จะได้เห็นขายหัวเราะในโฉมใหม่ที่ครอบคลุมทุกช่องทางออนไลน์ รวมถึงผลิตภัณฑ์ Merchandise และบริการใหม่ๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะโปรเจกต์มาสคอตอย่าง 'หนูหิ่น' ในลุคใหม่ที่ปรับเปลี่ยนสไตล์ได้ตลอดเวลา ซึ่งได้รับกระแสตอบรับที่ดีมาก เราพร้อมที่จะพาคาแรกเตอร์ที่ทุกคนคุ้นเคยไปทำความรู้จักกับกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ และสร้างความสุขให้คนไทยต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด" พิมพ์พิชา กล่าว
รากวัฒนธรรม สู่โอกาสทางเศรษฐกิจ
ต่อด้วยอีกหนึ่งตำนานคาแรกเตอร์ช่วงวัยเด็กของเหล่า Gen X จนถึง Gen Y เมืองไทย อย่าง "เจ้าขุนทอง" ขึ้นเวทีคู่กันโดย ครูอ้าว เกียรติสุดา และ ผาล ภิรมย์ ผู้สร้าง “เจ้าขุนทอง” ร่วมสะท้อนอีกมุมของการพัฒนาคาแรกเตอร์ไทย โดยเน้นการสร้างตัวละครจากสัตว์ไทยและเรื่องราวใกล้ตัว เพื่อให้เด็กและผู้ชมรู้สึกผูกพัน
ทั้งสองมองว่า จุดแข็งของคาแรกเตอร์ไทยคือความคุ้นเคยและความเป็นตัวแทนของสังคม ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่สื่อรูปแบบใหม่ รวมถึงความร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อขยายฐานผู้ชมในยุคปัจจุบัน
“ความพิเศษของเจ้าขุนทองคือการนำกลุ่ม 'สัตว์ไทย' ที่คนคุ้นเคยมาทำเป็นคาแรกเตอร์ที่มีชีวิตชีวา ไม่ว่าจะเป็นสุนัข ควาย หรือจระเข้ ซึ่งในยุคหนึ่งเรามักจะเห็นแต่สื่อจากต่างประเทศเป็นหลัก คุณแม่ (ครูอ้าว-ผู้ก่อตั้ง) จึงมีความตั้งใจที่จะสร้างรายการของคนไทย เพื่อเด็กไทยโดยเฉพาะ ทำให้ตัวละครอย่าง 'ฉงน' กลายเป็นตัวแทนของคนในสังคมที่มีความหลากหลาย ทำให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่รู้สึกใกล้ชิดและผูกพันมาจนถึงปัจจุบัน" ผาล ภิรมย์ เอ่ย
จากวรรณคดี สู่การ์ดเกมและคอมมูนิตี้
อีกหนึ่งคาแรกเตอร์มาแรงที่ไม่พูดถึงไม่ได้ นั่นคือ จักรวาลตัวละครภายใต้โปรเจกต์ “Battle of Talingchan” ซึ่งมี นรวิชญ์ ธารากิจ จาก TOYLAXY ขึ้นเวทีเล่าถึงการพัฒนาโปรเจกต์ดังกล่าวที่นำตัวละครจากวรรณคดีไทยมาตีความใหม่ในรูปแบบการ์ดเกม ที่กำลังโด่งดังอย่างมาก ณ ตอนนี้
เขาอธิบายว่า การเติม “ความสนุก” และ “ความร่วมสมัย” ลงไปในเนื้อหา ช่วยให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันยังตั้งเป้าให้โปรเจกต์นี้เป็นพื้นที่เปิดสำหรับศิลปินไทยได้แสดงผลงาน และสร้างคอมมูนิตี้ของคนทำงานสร้างสรรค์ไปพร้อมกัน
"เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่การเติบโตเพียงลำพัง แต่เราอยากให้ Battle of Talingchan เป็นแพลตฟอร์มที่เป็นเหมือน 'แกลเลอรี' ให้กับศิลปินและอาร์ทติสไทยได้โชว์ฝีมือ เราพร้อมที่จะผลักดันอุตสาหกรรมเกมและคอมมูนิตี้คนทำงานสร้างสรรค์ให้เติบโตไปพร้อมๆ กับเราครับ”
ความเรียบง่ายที่สร้างการเชื่อมต่อ
ในฝั่งของครีเอเตอร์ดิจิทัล aibig เจ้าของเพจ “แมวน่าเบื่อเพื่อนรัก” ร่วมสะท้อนเส้นทางของครีเอเตอร์ยุคใหม่ว่า “เพจ 'แมวหน้าเบื่อ' (This is Boring Day) ซึ่งเริ่มต้นบนความเชื่อมั่นใน 'พลังของความเรียบง่าย' โดย ตั้งใจออกแบบคาแรคเตอร์และเนื้อหา หยิบยกเรื่องราวใกล้ตัวในชีวิตประจำวันที่ทุกคนพบเจอมาเล่าใหม่ เพราะเชื่อว่าคอนเทนต์ที่ดีไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แต่ต้องเป็นสิ่งที่ผู้ชมดูแล้วรู้สึกว่า 'นี่คือเรื่องของเรา'
"ความเรียบง่ายนี้เองที่เป็นหัวใจสำคัญในการเชื่อมโยงเราเข้ากับคนรุ่นใหม่ เมื่อเนื้อหาเข้าใจง่ายและน่าประทับใจ ผู้ชมก็จะเกิดความสนุกและพร้อมที่จะแบ่งปันเรื่องราวเหล่านั้นต่อให้กับคนรอบข้างอย่างเป็นธรรมชาติ" เจ้าของเพจ แมวน่าเบื่อฯ กล่าว
ศิลปินยุคใหม่ ในบทบาทผู้ประกอบการ
ตบท้ายด้วยเจ้าบ้าน อย่าง รุ่งกาล ไพสิฐพานิชตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้จัดเวทีเสวนาครั้งนี้ ระบุถึงฟังก์ชั่นของซีเอ็ดในการทำงานเคียงคู่ไปกับเหล่าครีเอเตอร์ว่า พื้นที่อย่าง “SE-ED Playground” ถูกออกแบบมาเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้คนได้ทดลอง เรียนรู้ และต่อยอดความคิดสร้างสรรค์
“ซีเอ็ดต้องการเป็นมากกว่าร้านหนังสือ แต่เป็นพื้นที่ที่ช่วยเปิดโอกาสให้ผู้คนได้เรียนรู้ ทดลอง และต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ ‘SE-ED Playground’ จึงถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่สำหรับทุกคนที่อยากพัฒนาตัวเองและสร้างสิ่งใหม่”
ภาพรวมจากเวทีนี้สะท้อนชัดว่า “คาแรกเตอร์” ไม่ได้เป็นเพียงผลงานศิลปะ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างแบรนด์และระบบธุรกิจที่ต่อยอดได้หลากหลาย ตั้งแต่คอนเทนต์ สินค้า ไปจนถึงความร่วมมือเชิงพาณิชย์
ในยุคครีเอเตอร์ เส้นทางของศิลปินจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสร้างผลงานอีกต่อไป แต่กำลังขยายไปสู่การสร้างมูลค่าใหม่ ที่ผสานความคิดสร้างสรรค์เข้ากับโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน





