วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน 2569

Login
Login

ซีอีโอ Dairy Queen เผยบทเรียน วอร์เรน บัฟเฟตต์ ผู้นำแค่เก่งไม่พอ!

ซีอีโอ Dairy Queen เผยบทเรียน วอร์เรน บัฟเฟตต์ ผู้นำแค่เก่งไม่พอ!

ซีอีโอ Dairy Queen เผยบทเรียนสำคัญจากการสัมภาษณ์งานกับ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่เปลี่ยนมุมมองเรื่องความสำเร็จไปตลอดชีวิต ตั้งแต่การให้คุณค่ากับ “แพสชัน” มากกว่าความฉลาด ไปจนถึงการเป็นผู้นำที่ไม่หยุดเรียนรู้ พร้อมสะท้อนว่า ในโลกธุรกิจยุคใหม่ Mindset อาจสำคัญกว่า IQ

ในโลกธุรกิจที่เต็มไปด้วยการแข่งขันสูง หลายองค์กรยังคงยึดติดกับความเชื่อเดิมว่า “คนที่ฉลาดที่สุด” คือคนที่มีโอกาสประสบความสำเร็จมากที่สุด แต่ประสบการณ์ของผู้นำระดับโลกจำนวนไม่น้อยกำลังชี้ไปในทิศทางตรงกันข้ามว่า ความสำเร็จในระยะยาวอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับความฉลาดเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นเรื่องของทัศนคติ ความมุ่งมั่น และความสามารถในการเรียนรู้ 

แนวคิดนี้ถูกตอกย้ำอีกครั้งจาก ทรอย เบเดอร์ (Troy Bader) ซีอีโอของ Dairy Queen ที่เล่าถึงบทเรียนสำคัญที่เขาได้รับจากการสัมภาษณ์งานกับ Warren Buffett นักลงทุนระดับตำนาน และอดีตผู้นำของ Berkshire Hathaway ซึ่งบทเรียนดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงคำแนะนำทั่วไป แต่เป็นแนวคิดที่พลิกมุมมองเรื่องการสร้างธุรกิจและการเป็นผู้นำไปอย่างสิ้นเชิง

โดยเฉพาะประเด็นสำคัญที่ว่า “ความหลงใหลในสิ่งที่ทำ” อาจมีพลังมากกว่าความฉลาด และการเป็น “ผู้เรียนรู้ตลอดเวลา” คือคุณสมบัติที่ผู้นำทุกคนต้องมีในโลกการทำงานยุคใหม่

“คนที่มีแพสชัน” มักไปได้ไกลกว่า “คนที่ฉลาดที่สุด”

ทรอย เบเดอร์ เล่าว่า หนึ่งในบทเรียนสำคัญที่เขาได้รับจากบัฟเฟตต์คือ การสร้างธุรกิจให้เติบโตไม่ได้ขึ้นอยู่กับไอเดียที่ดีเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับพลังขับเคลื่อนภายในของผู้นำองค์กรหรือผู้บริหารด้วย

แม้หลายคนจะเชื่อว่า ความฉลาดคือข้อได้เปรียบสูงสุดในโลกธุรกิจ แต่บัฟเฟตต์กลับมองต่างออกไป เขาเชื่อว่าคนที่มีความหลงใหลในสิ่งที่ทำ มีพลัง มีความตั้งใจ และมีความผูกพันกับงาน จะสามารถผลักดันองค์กรไปได้ไกลกว่าคนที่เก่งแต่ขาดแรงขับภายใน

เขาสรุปบทเรียนสำคัญจากบัฟเฟตต์ได้อย่างชัดเจนว่า “การเป็นคนที่ฉลาดที่สุดในห้อง อาจไม่ได้ชนะคนที่มีแพสชันมากที่สุด

แนวคิดนี้สะท้อนภาพการทำงานยุคใหม่อย่างชัดเจน เมื่อองค์กรไม่ได้ต้องการแค่ “คนเก่ง” แต่ต้องการ “คนที่อยากทำ” และ “คนที่พร้อมจะลงมือทำจริง” เพราะในระยะยาว ความทุ่มเทและความต่อเนื่องมักเป็นตัวแปรที่สำคัญกว่าความสามารถเพียงอย่างเดียว

บทเรียนสำคัญจากบัฟเฟตต์ ขนาดมหาเศรษฐีระดับนี้ยังไม่หยุดเรียนรู้

หนึ่งในช่วงเวลาที่เบเดอร์จดจำได้ดีที่สุด คือวันสัมภาษณ์ในปี 2017 ซึ่งเขายอมรับว่าเป็นสถานการณ์ที่กดดันอย่างมาก เพราะต้องนั่งพูดคุยกับนักลงทุนระดับโลกอย่างบัฟเฟตต์

แต่สิ่งที่เขาพบ กลับไม่ใช่ภาพของผู้นำที่วางตัวเหนือกว่าคนอื่น ตรงกันข้าม บัฟเฟตต์ใช้เวลาช่วงแรกของการสัมภาษณ์ในการตั้งคำถามและเรียนรู้จากเบเดอร์เกี่ยวกับธุรกิจอื่นๆ ที่เขากำลังสนใจ ประสบการณ์ในครั้งนั้นทำให้เบเดอร์ตระหนักถึงบทเรียนสำคัญอีกข้อ นั่นคือ ไม่ว่าเราจะอยู่ในตำแหน่งใด ทุกคนล้วนมีสิ่งที่เราไม่รู้ และสามารถเรียนรู้จากกันได้เสมอ

พฤติกรรมอยากเรียนรู้เสมอ กลายเป็นบทเรียนสำคัญที่ติดตัวเบเดอร์มาจนถึงวันนี้ เขาย้ำว่า “ไม่ว่าคุณจะเจอใครก็ตาม (คนในแวดวงธุรกิจหรือสายงานอื่น) ผมไม่สนว่าเขาจะเป็นใคร ทุกคนล้วนมีบางอย่างที่คุณอาจยังไม่รู้”

แนวคิดนี้อาจดูเรียบง่าย แต่ในโลกการทำงานจริง กลับเป็นสิ่งที่ผู้นำจำนวนไม่น้อยมองข้าม โดยเฉพาะเมื่อยิ่งอยู่ในตำแหน่งสูง ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะ “สอนคนอื่น” มากกว่า “ฟังคนอื่น” ทั้งที่การเปิดรับมุมมองใหม่ๆ คือสิ่งที่ทำให้องค์กรเติบโต

ผู้นำที่ดี ไม่ได้แค่เก่ง แต่ต้อง “อยากรู้” และ “อยากเรียน”

ซีอีโอ Dairy Queen อธิบายว่า สิ่งที่ทำให้บัฟเฟตต์แตกต่างจากผู้นำทั่วไป คือการเป็น “ผู้เรียนรู้ตลอดเวลา” ไม่ว่าคู่สนทนาจะเป็นใคร แนวคิดนี้สอดคล้องกับผู้นำระดับโลกคนอื่นๆ เช่นกัน ที่ต่างก็ยอมรับว่า พวกเขานำคำแนะนำของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ไปใช้ในการทำงานจริง

ยกตัวอย่างเช่น เมลินดา เฟรนช์เกตส์ (Melinda French Gates) นักธุรกิจหญิงและนักการกุศลผู้มีอิทธิพลระดับโลก เล่าว่า เธอเองก็เคยได้รับคำแนะนำจากบัฟเฟตต์เช่นกันในแง่การทำงานที่ว่า ผู้นำควรโฟกัสสิ่งที่สำคัญที่สุดของงาน  แล้วปล่อยวางสิ่งที่ไม่จำเป็นไปซะ เพื่อรักษาพลังและโฟกัสให้ชัดเจน ซึ่งเป็นแนวคิดที่ช่วยลดความเครียดและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้อย่างมาก

ขณะที่ สตีเฟน สเควรี (Stephen Squeri) ซีอีโอของ American Express ได้รับคำแนะนำจากบัฟเฟตต์ในช่วงวิกฤติโควิด-19 ที่ชี้ว่า ในยามวิกฤติผู้นำต้องยึดหลักการง่ายๆ แต่ทรงพลังสองอย่าง นั่นคือ “ปกป้องลูกค้า และปกป้องแบรนด์” ซึ่งกลายเป็นเข็มทิศสำคัญในการตัดสินใจในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอน

โลกการทำงานยุคใหม่ ต้องการผู้นำที่มี “Mindset” มากกว่า “IQ”

บทเรียนทั้งหมดจากบัฟเฟตต์สะท้อนภาพใหญ่ของโลกการทำงานปัจจุบัน ที่มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นรวดเร็ว ว่า องค์กรไม่ได้ต้องการเพียงคนที่มีความสามารถสูง แต่ต้องการคนที่มีทัศนคติที่เหมาะสม เพราะความรู้ความเชี่ยวชาญที่เรามี มันล้าสมัยได้เร็วกว่าเดิม แต่ทักษะใช้ได้เสมอทุกยุคทุกสมัย คือ ความสามารถในการเรียนรู้ ปรับตัว และรักษาแรงขับภายใน

ผู้นำที่ยึดติดกับความเก่งของตัวเอง อาจหยุดพัฒนาโดยไม่รู้ตัว ขณะที่ผู้นำที่เปิดรับการเรียนรู้ และฝึกตั้งคำถามอยู่เสมอ มักเป็นคนที่สามารถพาองค์กรไปได้ไกลกว่า จริงอยู่ที่ความฉลาดอาจทำให้คุณเริ่มต้นได้ดี แต่สิ่งที่จะพาคุณไปได้ไกล คือความสม่ำเสมอ ความตั้งใจ และทัศนคติที่เปิดกว้าง

ในท้ายที่สุด คำถามที่ผู้นำและคนทำงานควรถามตัวเองอาจไม่ใช่ว่า “ฉันเก่งพอหรือยัง” แต่คือ “ฉันยังอยากเรียนรู้อยู่หรือเปล่า” และ “ฉันยังมีพลังกับสิ่งที่ทำอยู่ไหม” เพราะในโลกการทำงานยุคใหม่ คนที่ประสบความสำเร็จ อาจไม่ใช่คนที่ฉลาดที่สุด แต่คือคนที่ยังไม่หยุดเติบโต

 

 

อ้างอิง: Fortune, Business Insider