เมื่อปริญญาสายเทคนิคที่เคยเป็น "ตั๋วทอง" สู่สายอาชีพเงินเดือนสูง เริ่มสั่นคลอน ผู้เชี่ยวชาญจาก Microsoft และกูรูจาก Wharton ออกมาเตือนว่า การเรียนสาขาวิชามนุษยศาสตร์ที่เคยถูกมองว่าหางานยาก กำลังจะกลายเป็น 'ยันต์กันตกงาน' ชั้นดีในตลาดแรงงานที่ผันผวน
จำภาพที่ใครๆ ก็แห่ไปเรียนเขียนโปรแกรม โค้ดดิ้ง หรือวิทยาการคอมพิวเตอร์เพราะหวังเงินเดือนสตาร์ทอัพหลักแสน ..กำลังจะเปลี่ยนไป เมื่อโลกเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเต็มตัว ความแน่นอนที่เคยมีกลับกลายเป็นความไม่แน่นอน
ข้อมูลล่าสุดจากธนาคารกลางแห่งนิวยอร์กทำเอาหลายคนตกใจ เมื่อพบว่าอัตราว่างงานของเด็กจบวิศวกรรมคอมพิวเตอร์พุ่งสูงถึง 7.8% ซึ่งถือว่าสูงที่สุดเมื่อเทียบกับเกือบทุกสาขา โดยเป็นรองเพียงแค่สาขามานุษยวิทยาเท่านั้น ขณะที่หากดูตามตารางข้างล่างจะเห็นว่า มีสายงานเด็กจบใหม่สาขาอื่นๆ ในสายศิลป์มีอัตราว่างงานน้อยกว่าสายเทคฯ ด้วย
..นี่คือสัญญาณเตือนภัยว่า แม้แต่สายงานที่ดูปลอดภัยที่สุดก็กำลังโดน AI เข้ามาท้าทายอย่างหนัก
เมื่อ AI คุยภาษาคนได้ ทักษะตั้งคำถามจึงสำคัญกว่าโค้ดดิ้ง
เจมี ทีแวน (Jaime Teevan) หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของ Microsoft ผู้กุมบังเหียนการสร้างนวัตกรรมที่เราใช้กันทุกวันนี้ อย่าง Office, Windows, Surface และ Teams ออกมาให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับคอมพิวเตอร์กำลังเปลี่ยนไป จาก "การสั่งงานตามระบบ" (ที่แค่กดปุ่มแล้วได้ผลลัพธ์) มาเป็น "การคุยกันด้วยภาษาธรรมชาติ"
ทีแวน อธิบายว่าในยุคนี้เราต้องสื่อสารบริบท แสดงเจตจำนง และใช้การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) เพื่อให้ AI ทำงานได้ตรงใจ ซึ่งทักษะเหล่านี้คือหัวใจของ ศิลปศาสตร์ (Liberal Arts) ที่เน้นการอ่านเชิงลึก คิดเชิงลึก และฝึกฝนผ่านความยากลำบากในการวิเคราะห์โลก
ทีแวนไม่ได้พูดในฐานะผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แต่เธอยังพูดในฐานะแม่ที่มีลูกชายถึง 4 คน ซึ่งอยู่ในวัย 17 - 21 ปี และกำลังต้องตัดสินใจเลือกทางเดินในมหาวิทยาลัยตอนนี้พอดี เธอมั่นใจว่าการศึกษาแบบศิลปศาสตร์ดั้งเดิม จะช่วยสร้างทักษะมนุษย์ที่เรียกว่า "ทักษะอภิปัญญา" (Metacognitive Skills) หรือการรู้จักวิธีคิดและปรับตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ยังเลียนแบบได้ยากในขณะนี้
การเรียนรู้แนวราบ คือ ยันต์กันตกงาน เมื่อทักษะเฉพาะทางมีวันหมดอายุ
ด้าน อีธาน มอลลิค (Ethan Mollick) ศาสตราจารย์ชื่อดังจาก Wharton School แห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ผู้คร่ำหวอดในวงการวิจัย AI เสริมว่า ในสภาวะที่ไม่มีใครรู้ว่าพรุ่งนี้ AI จะเก่งขึ้นแค่ไหน การเลือกเรียนแบบเฉพาะทาง หรือเรียนรู้แบบแนวดิ่ง (Overspecialization) มากเกินไป ถือเป็นเรื่องที่อันตราย เขาเปรียบการเรียนสายศิลปศาสตร์ที่เน้นพื้นฐานกว้างๆ ว่าเป็นเหมือน กรมธรรม์ประกันความเสี่ยง ของการศึกษา
กลยุทธ์ที่ มอลลิค แนะนำคือ "การสร้างความรู้ที่ทั้งกว้างและลึก" เพื่อให้เรามีความยืดหยุ่นพอที่จะกระโดดข้ามสายงานได้ เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เขาแนะนำให้สร้างพื้นฐานทักษะการแก้ปัญหาและการสื่อสารเอาไว้ให้ดี เพราะจะช่วยให้วัยทำงานสามารถข้ามสายงานไปมาได้หลากหลาย ซึ่งคำแนะนำนี้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่บริษัทหลายแห่งเริ่มมองหาคนที่ปรับตัวเก่ง เก่งหลายอย่าง มากกว่าคนที่เก่งเพียงแค่เรื่องเดียว
McKinsey เริ่มขยับ เด็กสายภาษา-สังคม กลับมาเนื้อหอมอีกครั้ง
สัญญาณที่ชัดเจนที่สุดไม่ได้มาจากแค่ห้องเรียน แต่มาจากห้องสัมภาษณ์งาน บริษัทที่ปรึกษาระดับโลกอย่าง แมคคินซีย์ (McKinsey) เริ่มเปลี่ยนเกณฑ์การคัดคนเข้าทำงาน โดยหันมาดูว่าผู้สมัครสามารถทำงานร่วมกับเครื่องมือ AI ได้ดีเพียงใด มากกว่าจะดูแค่ความรู้ทางเทคนิคเหมือนแต่ก่อน แม้แต่ซีอีโอของแมคคินซีย์เองยังยอมรับว่า ตอนนี้บริษัทหันมาให้ความสำคัญกับบัณฑิตสายศิลปศาสตร์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่พวกเขาเคยลดความสำคัญลงในอดีต
ไม่เว้นแม้แต่ ระวี กุมาร เอส (Ravi Kumar S) ซีอีโอของ Cognizant Technology Solutions ยักษ์ใหญ่ด้านไอที ก็ยืนยันว่า เขาได้ปรับเปลี่ยนวิธีการรับคนเข้าทำงานนับตั้งแต่ AI เข้ามามีบทบาท เพราะองค์กรโหยหาคนที่เข้าใจบริบทมนุษย์ สามารถตีความสิ่งที่ AI ทำออกมาได้อย่างมีจริยธรรม และสามารถจัดการกับความซับซ้อนที่เครื่องจักรทำไม่ได้
5 ทักษะสายศิลป์ที่ AI ยังยอมสยบ และ Gen Z ยุคนี้ต้องมี!
1. Critical Thinking 2.0: ไม่ใช่แค่การรับข้อมูล แต่ต้องกล้าตั้งคำถามและวิเคราะห์ความถูกต้องของสิ่งที่ AI ประมวลผลออกมา
2. Human Communication: การสื่อสารที่มีความลุ่มลึก เข้าใจบริบทสังคม และสามารถถ่ายทอดความหมายที่ละเอียดอ่อนได้
3. Metacognitive Skills: ทักษะการเรียนรู้ที่จะเรียนรู้ มีความยืดหยุ่นสูง พร้อมสลัดความรู้เก่าเพื่อรับความรู้ใหม่ได้ทันทีท่ามกลางความผันผวน
4. Empathy & Human Touch: การเข้าใจความต้องการและความรู้สึกของมนุษย์ ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่หุ่นยนต์ยังเข้าไม่ถึงในเชิงลึก
5. Ethics & Responsibility: การใช้ดุลยพินิจด้านจริยธรรมและความรับผิดชอบในการตัดสินใจเรื่องสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อผู้คน
การที่เหล่าผู้นำเทคโนโลยีระดับโลก เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับ สายศิลปศาสตร์ ไม่ใช่การบอกว่าเทคโนโลยีไม่สำคัญ แต่เป็นการเตือนสติว่าในวันที่เครื่องจักรทำงานได้เหมือนมนุษย์มากขึ้น มนุษย์เราก็ยิ่งต้องดึงศักยภาพที่เป็นจุดเด่นของเราออกมาให้ชัดเจนที่สุด
ในอนาคตอันใกล้ ปริญญาสายเทคฯ อาจไม่ได้เป็นเพียงใบเบิกทางสู่เงินเดือนสูงๆ อีกต่อไป แต่มันจะกลายเป็นเครื่องมือฝึกสมองให้รู้จักการตั้งคำถามที่แหลมคม การเจรจาต่อรองที่ลุ่มลึก และการตัดสินใจในเรื่องที่ AI ไม่มีวันเข้าใจ สุดท้ายแล้ว..อาชีพที่ตลาดแรงงานต้องการที่สุดอาจไม่ใช่คนที่เขียนโค้ดได้เร็วที่สุด แต่คือคนที่รู้ว่าทำไมเราถึงต้องสร้างเทคโนโลยีนั้นขึ้นมาเพื่อมวลมนุษย์ และนั่นคือโอกาสทองที่เด็กสายศิลป์จะได้กลับมาเป็นพระเอกในโลกการทำงานอย่างเต็มภาคภูมิ
อ้างอิง: Fortune, The Wall Street Journal, NewyorkFed, McKinsey





