วันพุธ ที่ 25 มีนาคม 2569

Login
Login

เทรนด์ทำงาน Green days off คนรุ่นใหม่ขอลาหยุดไปอยู่กับธรรมชาติ

เทรนด์ทำงาน Green days off คนรุ่นใหม่ขอลาหยุดไปอยู่กับธรรมชาติ

โลกการทำงานในยุคที่ผ่านมาเมื่อพูดถึงการลาพักผ่อน มักหมายถึงวันหยุดประจำปี วันลาป่วย วันลาพักร้อน แต่มาในยุคนี้เริ่มมีวันลางานรูปแบบใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย ล่าสุด.. วัยทำงานรุ่น Gen Z จำนวนมากกำลังพูดถึงวันลาที่เรียกว่า Green days off work หรือ Green Leave หรือ การลาหยุดเพื่อออกไปใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการเดินป่า ไปทะเล ไปสวนสาธารณะ ไปใช้เวลานอกออฟฟิศ ฯลฯ เพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจจากความเครียดในการทำงาน

แนวคิดนี้กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นในโซเชียลมีเดีย และเริ่มถูกพูดถึงในองค์กรจริง หลังผลสำรวจพบว่า คนทำงานจำนวนไม่น้อยรู้สึกอึดอัดกับชีวิตที่ต้องอยู่ในอาคาร หน้าจอ และการประชุมตลอดทั้งวัน จนอยากมีเวลาหยุดเพื่อกลับไปใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายบ้าง

พนักงานเกือบ 50% อยากมีวันหยุด Green Days ทุกเดือน

ผลสำรวจหนึ่งจากบริษัทด้านอาหารออร์แกนิกในสหราชอาณาจักร ได้ทำการสอบถามพนักงานออฟฟิศ 2,000 คน เกี่ยวกับวันลาหยุดที่ต้องการ และพบว่า เกือบครึ่งหนึ่งของกลุ่มตัวอย่าง โดยเฉพาะวัยทำงานคนรุ่นใหม่ มองว่า ควรมีวันหยุดแบบ Green days off work อย่างน้อยเดือนละครั้ง เพื่อให้พนักงานได้ออกไปใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติและพักจากสภาพแวดล้อมการทำงาน โดยในรายงานระบุว่า

- 88% ของพนักงาน Gen Z รายงานว่า การทำงานอยู่ในอาคารทั้งวันส่งผลเสียต่อสุขภาพจิต

- พนักงานรุ่นใหม่ประมาณ 30% บอกว่า การทำงานในออฟฟิศนานๆ รู้สึกเหมือนถูกขังอยู่หลังผนังและหน้าจอ 

- ขณะที่เมื่อถามถึงสภาพแวดล้อมการทำงานในอุดมคติที่พวกเขาอยากได้ คนรุ่นใหม่มากถึง 91% ตอบว่า อยากมีโอกาสทำงานหรือใช้เวลาอยู่กลางแจ้งบ้าง ไม่ใช่อยู่ในออฟฟิศตลอดเวลา

จากความรู้สึกร่วมดังกล่าวข้างต้น ไม่น่าแปลกใจเลยที่ชาว Gen Z อยากจะมีวันลาพักเพื่อไปโอบกอดธรรมชาติบ้าง และดันให้เทรนด์วันลาแบบ Green days มาแรงและถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในโลกโซเชียล ทั้งใน TikTok และแพลตฟอร์มอื่นๆ โดยมีคนทำงานจำนวนมากแชร์ประสบการณ์ผ่านโซเชียลมีเดียว่า การได้ออกไปอยู่กับธรรมชาติช่วยให้สภาพจิตใจดีขึ้นอย่างชัดเจน

บางคนเล่าว่า หลังจากเครียดจากงานหลายวัน การออกไปเดินในป่าหรือการเดินขึ้นเขาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ทำให้รู้สึกโล่งและมีพลังมากขึ้น อีกหลายคนบอกว่าการใช้ชีวิตการทำงานในวัย 20 ปีต้นๆ เริ่มเข้าใจว่า การดูแลสุขภาพจิตใจสำคัญไม่แพ้ความก้าวหน้าในงาน และการได้อยู่กับธรรมชาติเป็นวิธีที่ช่วยรีเซ็ตตัวเองได้ดีที่สุด

งานวิจัยจำนวนมากยืนยัน ธรรมชาติช่วยลดความเครียดได้จริง!

นักวิจัยด้านสุขภาพพบมานานแล้วว่า การใช้เวลาพักผ่อนอยู่กับพื้นที่สีเขียวมีผลต่อความพึงพอใจในชีวิตและช่วยลดความเครียด คนที่อาศัยอยู่ใกล้สวนหรือพื้นที่ธรรมชาติ มักมีระดับความเครียดต่ำกว่า และมีความสุขกับชีวิตมากกว่า

องค์การอนามัยโลกยังระบุว่า ประชากรกว่า 55% ของโลกอาศัยอยู่ในเมือง และตัวเลขนี้อาจเพิ่มเป็น 68% ในอนาคต ซึ่งการอยู่แต่ในอาคาร ไม่มีพื้นที่สีเขียว ทำให้ผู้คนเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บที่เกี่ยวข้องกับความเครียดและการขาดการเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้น

ไม่เพียงเท่านั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพยังบอกอีกว่า การใช้เวลาอยู่กลางแจ้งเพียง 20-90 นาทีต่อวัน ก็ช่วยให้สภาพจิตใจดีขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ

บางบริษัทเริ่มทดลองให้ลางานแบบ Green days  จริง

จากผลสำรวจเดียวกัน บริษัท Ecotone ในสหราชอาณาจักร ได้ประกาศใช้นโยบายให้พนักงานมีวันหยุดแบบ Green days off work ปีละ 3 วัน เพื่อออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งหรือทำงานอาสาสมัครด้านสิ่งแวดล้อม

ฝ่ายทรัพยากรบุคคลของบริษัทระบุว่า คนรุ่นใหม่จำนวนมากรู้สึกอึดอัดกับชีวิตออฟฟิศสมัยใหม่ และการให้เวลาหยุดพักท่ามกลางธรรมชาติไม่ได้ช่วยแค่เรื่องสุขภาพใจเท่านั้น แต่ยังช่วยเรื่องความคิดสร้างสรรค์และประสิทธิภาพในการทำงาน แนวคิดนี้จึงถูกมองว่าอาจเป็นทางออกที่ทำให้ทั้งพนักงานและองค์กรได้ประโยชน์ร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม เทรนด์นี้ไม่ได้มีแค่ความเห็นในแง่บวก แต่ในทางตรงกันข้ามก็มีเสียงวิจารณ์ว่า คนทำงานรุ่นใหม่กำลังอยากหนีงานมากเกินไป แม้จะมีเหตุผลด้านสุขภาพรองรับ แต่กระแส Green days off work ก็ถูกคนทำงานรุ่นก่อนและผู้บริหารบางส่วนมองว่าเป็นการร้องขอ "วันหยุด" ที่ไม่เหมาะสม

ก่อนหน้านี้มีผลสำรวจที่พบว่า นายจ้างจำนวนมากมองว่า Gen Z เป็นกลุ่มที่ทำงานด้วยยากที่สุด เพราะขาดการสื่อสารที่ชัดเจน ขาดสมาธิ และรับมือกับความกดดันได้ไม่ดี และเมื่อเกิดเทรนด์การลาหยุดไปอยู่กับธรรมชาติระหว่างสัปดาห์ จึงมีคนมองว่า นี่อาจสะท้อนว่าคนรุ่นใหม่ไม่พร้อมสำหรับโลกการทำงานที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อเนื่อง

คนทำงานที่เป็น Burnout เริ่มรู้สึกว่าอยู่ในออฟฟิศทั้งวันไม่ไหว

หนึ่งในกลุ่มพนักงานที่พูดถึง Green days off work มากที่สุด คือคนทำงานที่รู้สึกหมดไฟจากการทำงานรูปแบบเดิมๆ ที่ไม่มีความยืดหยุ่น โดยมีพนักงานจำนวนไม่น้อยต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในห้องประชุม ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ในอาคารสำนักงานด้วยชั่วโมงที่ยาวนาน และต้องทำงานซ้ำๆ ภายใต้แรงกดดันเรื่องเวลาและผลงาน

เมื่อใช้ชีวิตแบบนี้ต่อเนื่องหลายปี หลายคนเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่มีเวลาได้พักจริงๆ  แม้จะมีวันหยุดตามปกติ ..สำหรับคนกลุ่มนี้ การได้ออกไปอยู่กับธรรมชาติไม่ใช่แค่การได้ท่องเที่ยว แต่ยังเป็น "วิธีฟื้นฟูตัวเอง" เพื่อให้กลับมาทำงานได้โดยไม่หมดแรงก่อนเวลา

อีกกลุ่มที่สนับสนุนแนวคิด Green days off work คือคนที่รู้สึกว่าการทำงานในออฟฟิศแบบเดิมไม่ตอบโจทย์ชีวิต หลายคนไม่ได้อยากทำงานน้อยลง แต่ไม่อยากใช้เวลาทั้งหมดอยู่ในอาคาร หรือจดจ่ออยู่แต่กับหน้าจอ พวกเขาอยากมีรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น อยากมีเวลาทำกิจกรรมกลางแจ้ง และอยากใช้ชีวิตที่ไม่ต้องรู้สึกว่า วันๆ มีแต่ทำงานอย่างเดียว

สำหรับคนกลุ่มนี้ Green days off work จึงถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของการทำงานยุคใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพใจพอๆ กับผลงาน

คนอยากหนีออฟฟิศ ไม่ใช่เพราะขี้เกียจ แต่อยากมีชีวิตสมดุลกว่านี้

หากลองเปิดใจกว้างและมองในภาพใหญ่จะพบว่า เทรนด์วันหยุดแบบ Green days off work กำลังสะท้อนให้เห็นถึง วัฒนธรรมโลกการทำงานยุคใหม่ที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน คนรุ่นใหม่ไม่ได้มองว่างานคือทุกอย่างเหมือนในอดีต แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่อยากทำงาน

ในขณะเดียวกัน องค์กรเองก็ต้องรักษาประสิทธิภาพ ผลิตภาพของงาน และไม่สามารถให้พนักงานหยุดได้ตามใจโดยไม่มีระบบรองรับ ดังนั้น ทางออกของเรื่องนี้จึงอาจไม่ใช่การปฏิเสธแนวคิดนี้ทั้งหมด หรือยอมตามทุกอย่าง แต่คือการออกแบบรูปแบบการทำงานใหม่ให้ยืดหยุ่นขึ้น เช่น การมีวันพักฟื้นจิตใจ การทำงานแบบไฮบริด หรือการให้พนักงานมีเวลาพักจริง ๆ ระหว่างปี

เมื่อพนักงานรู้สึกว่าตัวเองมีพื้นที่หายใจ องค์กรก็มีโอกาสได้คนที่มีพลังกลับมาทำงานมากขึ้น และในระยะยาว ความสมดุลระหว่างงานกับชีวิต อาจไม่ใช่สิทธิพิเศษของคนรุ่นใหม่ แต่อาจกลายเป็นสิ่งจำเป็นของการทำงานในโลกยุคนี้และในอนาคตต่อไป

 

 

อ้างอิง: Dailymail, NewYorkpost, AOL