วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม 2569

Login
Login

Isometric Exercise ทางเลือกออกกำลังกาย ใช้แค่ 14 นาที ช่วยลดความดันเกือบเท่ากินยา

Isometric Exercise ทางเลือกออกกำลังกาย ใช้แค่ 14 นาที ช่วยลดความดันเกือบเท่ากินยา

ภาพจำของการออกกำลังกายในสายตาของหลายคน มักมาพร้อมกับความเหนื่อย การเคลื่อนไหวต่อเนื่อง และเวลาหลายชั่วโมงในยิม

แต่ในชีวิตที่เร่งรีบ “เวลา” กลายเป็นข้อจำกัดสำคัญ ทำให้หลายคนไม่มีโอกาสดูแลสุขภาพอย่างที่ตั้งใจ ทั้งที่รู้ดีว่า การออกกำลังกายส่งผลดีทั้งต่อร่างกายและจิตใจ

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ระดับการไม่เคลื่อนไหวของประชากรทั่วโลกเพิ่มขึ้นต่อเนื่องแตะ 31% ในช่วงปี 2010 - 2022

คำถามที่หลายคนเริ่มมองหาคำตอบจึงไม่ใช่ว่า “ควรออกกำลังกายไหม” แต่คือ “มีวิธีที่ง่าย ใช้เวลาน้อย และยังได้ผลจริงหรือเปล่า”

หนึ่งในคำตอบที่กำลังถูกพูดถึงมากขึ้นในวงการวิทยาศาสตร์สุขภาพ คือ “isometric exercise” หรือการออกกำลังกายแบบ “เกร็งค้าง” โดยแทบไม่มีการเคลื่อนไหวของข้อ เช่น plank (แพลงก์), wall sit (ทำท่านั่งพิงกำแพง) หรือ squat (สควอท) แบบค้างท่าไว้

งานวิจัยล่าสุดชี้ว่า วิธีนี้อาจมีประสิทธิภาพที่โดดเด่นต่อสุขภาพหัวใจ และที่น่าสนใจคือ ใช้เวลาเพียง 14 นาทีต่อครั้ง สัปดาห์ละ 3 วัน ก็อาจเพียงพอสำหรับการเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน

“กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย” ชวนผู้อ่านไปสำรวจแนวคิดนี้อย่างใกล้ชิด และทำความเข้าใจว่าเหตุใด ออกกำลังกายแบบ “เกร็งค้าง” อาจกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการดูแลสุขภาพในยุคปัจจุบัน

Isometric Exercise ทางเลือกออกกำลังกาย ใช้แค่ 14 นาที ช่วยลดความดันเกือบเท่ากินยา

งานวิจัยชี้ ใช้เวลาเพียง 14 นาที แต่ผลลัพธ์น่าจับตา

หลักฐานสำคัญจาก meta-analysis ปี 2023 ที่รวบรวมงานวิจัยตั้งแต่ปี 1990 - 2023 จากผู้เข้าร่วมเกือบ 16,000 คน ซึ่งออกกำลังกายต่อเนื่องอย่างน้อย 2 สัปดาห์ การศึกษานี้มุ่งเน้น isometric exercise 3 รูปแบบหลัก ได้แก่

  • Handgrip (บีบอุปกรณ์หรือลูกบอล)
  • Wall squat (ท่าสควอทพิงกำแพง)
  • Leg extension (ท่านั่งเตะขาเหยียดตรงไปด้านหน้า)

โดยรูปแบบการฝึกในหลายการทดลองมีความคล้ายคลึงกัน คือ

  • ทำท่าค้าง 2 นาที จำนวน 4 รอบ
  • พักระหว่างรอบ 1 - 2 นาที
  • รวมระยะเวลาทั้งหมดเพียงประมาณ 14 นาทีต่อครั้ง สัปดาห์ละ 3 ครั้ง

ผลลัพธ์ที่ได้พบว่า

  • การออกกำลังกายแบบแอโรบิก (cardio) สามารถลดความดันโลหิตได้เฉลี่ย 4.49 / 2.53 mmHg
  • การออกกำลังกายแบบ isometric exercise ลดได้ถึง 8.24 / 4.00 mmHg
  • ในขณะที่ยาลดความดันโลหิตโดยทั่วไป สามารถลดได้ประมาณ 9 / 4.00 mmHg

กล่าวได้ว่า ประสิทธิภาพของ isometric exercise อยู่ในระดับที่ “ใกล้เคียงกับการใช้ยา”

Isometric Exercise ทางเลือกออกกำลังกาย ใช้แค่ 14 นาที ช่วยลดความดันเกือบเท่ากินยา

ทำไมแค่ “เกร็งค้าง” ถึงได้ผล?

แม้จะดูเหมือนเป็นการออกกำลังกายแบบนิ่ง ๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในร่างกายกลับทำงานหนักกว่าที่คิด

ขณะเราค้างท่าและเกร็งกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อจะไปกดหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลผ่านได้น้อยลงชั่วคราว

ส่งผลให้บริเวณนั้นมีออกซิเจนลดลง และเกิดการสะสมของของเสีย

ร่างกายจึงตอบสนองทันที ด้วยการพยายามส่งเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อให้มากขึ้น ทำให้ความดันโลหิต “สูงขึ้นเล็กน้อยในช่วงสั้น ๆ”

แต่เมื่อเราคลายท่า หลอดเลือดจะเปิดกว้างอีกครั้ง เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น และความดันก็จะลดลง

การสลับระหว่าง “เกร็ง” และ “คลาย” แบบนี้ซ้ำ ๆ จึงเหมือนการฝึกให้หลอดเลือดยืดหยุ่นและทำงานได้ดีขึ้ น ซึ่งอาจช่วยลดความดันโลหิตในระยะยาว

นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานว่าการออกกำลังกายลักษณะนี้ ช่วยลดความแข็งตัวของหลอดเลือด และส่งผลดีต่อการทำงานของหัวใจโดยรวมอีกด้วย

ไม่ใช่แค่ดีต่อหัวใจ แต่ยังช่วยเพิ่มแรงกล้ามเนื้อ

นอกจากเรื่องความดันโลหิต isometric exercise ยังช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อได้ด้วย

กลไกสำคัญอยู่ที่การกระตุ้น motor units หรือ กลุ่มเส้นประสาทที่ควบคุมการหดตัวของกล้ามเนื้อ

ศาสตราจารย์ แดน กอร์ดอน (Dan Gordon) นักสรีรวิทยาการออกกำลังกาย จาก Anglia Ruskin University อธิบายว่า เมื่อเราเกร็งกล้ามเนื้อค้างไว้ ร่างกายจะ “เปิดใช้งาน” motor units มากขึ้น ซึ่งช่วยให้กล้ามเนื้อสามารถสร้างแรงได้ดีขึ้นในระยะต่อมา

เขายกตัวอย่างจากประสบการณ์ส่วนตัว ในช่วงที่ฝึกปั่นจักรยานระดับทีมชาติอังกฤษ โดยการสควอทค้างพร้อมน้ำหนักประมาณ 150 กิโลกรัม ก่อนเริ่มปั่นว่า

“ทันทีที่ปล่อยน้ำหนักแล้วขึ้นจักรยาน ผมสามารถเร่งความเร็วได้ดีขึ้นอย่างชัดเจน”

แนวคิดนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่นักกีฬา แต่ยังสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้

เช่น ผู้สูงอายุที่ลุกจากเก้าอี้ได้ยาก อาจเริ่มจากการ “กดแขนเก้าอี้ค้างไว้สักครู่” เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อ ก่อนลุกขึ้นจริง

วิธีง่าย ๆ แบบนี้ อาจช่วยให้การเคลื่อนไหวในชีวิตประจำวันทำได้ง่ายและมั่นคงมากขึ้น

การออกกำลังกายที่ “เข้าถึงได้จริง”

มลานี รีส์-โรเบิร์ตส์ (Melanie Rees-Roberts) นักวิจัยจาก University of Kent อธิบายว่า การออกกำลังกายรูปแบบนี้เข้าถึงได้ง่ายมาก

“คุณสามารถทำได้ที่บ้าน ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ ไม่ต้องออกไปข้างนอกตอนฝนตก และแทบไม่ทำให้เหงื่อออกมาก”

ขณะที่ จิม ไวลส์ (Jim Wiles) ผู้ร่วมวิจัย เสริมว่า ท่าสควอทพิงกำแพงแบบ isometric หากทำอย่างถูกวิธีอาจมีความปลอดภัยมากกว่าการออกกำลังกายที่มีแรงกระแทก โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีปัญหาข้อต่อ เคลื่อนไหวลำบาก หรือไม่สามารถออกกำลังกายหนักได้

ผู้ที่สนใจเริ่มต้น งานวิจัยส่วนใหญ่ใช้รูปแบบการฝึกที่ค่อนข้างชัดเจน คือ การค้างท่าให้ได้ ประมาณ 2 นาทีต่อรอบ

หากยังไม่สามารถทำได้ในช่วงแรก ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ “ลดความเข้มข้น” แทนการลดเวลา

เช่น การปรับมุมของท่า wall squat จากระดับ 90 องศา ให้สูงขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 110 - 130 องศา เพื่อให้ร่างกายสามารถค้างท่าได้ครบตามระยะเวลา

มีงานทดลองขนาดเล็กในปี 2025 ที่พบว่าการทำท่า แพลงก์ 2 นาที จำนวน 4 รอบ สามารถช่วยลดความดันโลหิตได้ภายใน 24 ชั่วโมง

แต่นักวิจัยก็ยังย้ำว่า จำเป็นต้องมีการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่ขึ้น และติดตามผลในระยะยาว เพื่อยืนยันผลลัพธ์ให้ชัดเจนมากขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญแนะ ใช้ร่วมกับการออกกำลังกายรูปแบบอื่น

แม้ isometric exercise จะโดดเด่นในเรื่องการช่วยลดความดันโลหิต แต่นักวิจัยเตือนว่าไม่ควรใช้แทนการออกกำลังกายประเภทอื่นทั้งหมด

เนื่องจากการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ ยังมีบทบาทสำคัญต่อการเผาผลาญพลังงาน การเพิ่มค่า VO2 max และการเสริมความทนทานของร่างกาย

ดังนั้น แนวทางที่เหมาะสมที่สุด คือการ “ผสมผสาน” การออกกำลังกายหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ประโยชน์ที่ครอบคลุมมากที่สุด

 

อ้างอิง pmc , bbc