วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

ผู้นำที่ดีห้ามอดนอน เมื่อนาฬิกาชีวภาพส่งผลต่อความสำเร็จซีอีโอ

ผู้นำที่ดีห้ามอดนอน เมื่อนาฬิกาชีวภาพส่งผลต่อความสำเร็จซีอีโอ

ในโลกธุรกิจที่ผลลัพธ์การทำงานคือตัวชี้วัดคุณภาพของผู้นำ และเป็นบันไดสู่การประสบความสำเร็จในเส้นทางอาชีพ ผู้บริหารระดับสูงและซีอีโอจำนวนมากจึงพยายามค้นหาวิธีเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ตนเองอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคดูแลสุขภาพแบบใหม่ เทคโนโลยีปรับปรุงสุขภาพ เครื่องมือเพิ่มสมาธิ หรือกลยุทธ์การทำงานขั้นสูง ฯลฯ

แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและประสิทธิภาพการทำงานกลับชี้ว่า หนึ่งในปัจจัยที่ทรงพลังที่สุดต่อความสามารถในกระบวนการคิด การตัดสินใจ และการนำทีม ที่หลายคนมักมองข้ามไป ก็คือ การรักษาสมดุลของ “Circadian rhythm” หรือจังหวะนาฬิกาชีวภาพของร่างกายคนเรานี่เอง 

เนื่องจาก นาฬิกาชีวภาพ เป็นตัวกำหนดว่าเมื่อไรเราควรตื่น ควรใช้สมอง ควรกิน ควรพัก และควรฟื้นฟูพลังงานหลังจากใช้งานร่างกายจนเหนื่อยล้า หากจังหวะนาฬิกาชีวภาพทำงานไม่สอดคล้องกันหรือไม่สมดุล ประสิทธิภาพของผู้นำอาจค่อยๆ ลดลงโดยไม่รู้ตัว หลายครั้งสิ่งที่เราทำผิดพลาดและคิดว่าเป็นผลจากอายุที่มากขึ้นหรือความเครียดจากงาน แท้จริงแล้วอาจเกิดจากร่างกายทำงานไม่ตรงกับจังหวะธรรมชาติของตัวเองต่างหาก

ผู้นำที่ดีห้ามอดนอน เมื่อนาฬิกาชีวภาพส่งผลต่อความสำเร็จซีอีโอ

Circadian Rhythm ตัวกำหนดประสิทธิภาพพื้นฐานของผู้นำ

ก่อนที่จะมีห้องประชุม อีเมล หรือสมาร์ตโฟน ระบบประสาทของมนุษย์พัฒนามาให้ทำงานตามสัญญาณทางธรรมชาติที่คุ้นเคยและคาดเดาได้ เช่น แสง ความมืด การเคลื่อนไหว และการพักผ่อน อย่างไรก็ตาม แม้โลกสมัยใหม่จะเปลี่ยนไปมาก (มีไฟฟ้าและแสงสว่างตลอดเวลาทั้งกลางวัน-กลางคืน) แต่ระบบประสาทของมนุษย์ ยังคงควบคุมการทำงานของสมอง ฮอร์โมน ระบบเผาผลาญ และหัวใจในรูปแบบเดิมอยู่

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Circulation ระบุว่า หากระบบนาฬิกาชีวิภาพของคนเราถูกรบกวนจนไม่สมดุล การเข้านอน-ตื่นนอนผิดเพี้ยนจากกลไกธรรมชาติ ไม่ได้รับแสงธรรมชาติยามเช้า ก็จะส่งผลเสียต่อการควบคุมฮอร์โมน ระบบเผาผลาญ ระบบหัวใจและหลอดเลือด ทุกอย่างในร่างกายทำงานแปรปรวนไปหมด แม้ในคนที่มีสุขภาพดีเป็นพื้นฐานก็ตาม

สำหรับผู้บริหาร เรื่องนี้สำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานไม่สอดประสานกันขึ้นมา ความคิดเชิงกลยุทธ์ ความนิ่งทางอารมณ์ ความอึด และความสามารถในการตัดสินใจก็จะย่ำแย่ลง ซึ่งล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลงานขององค์กร ในทางกลับกัน หากจังหวะนาฬิกาชีวิตสมดุล ประสิทธิภาพการทำงานก็ดีขึ้น สมองทำงานได้ดีขึ้น และการตัดสินใจต่างๆ ก็จะเฉียบคมขึ้น

ผู้นำที่ดีห้ามอดนอน เมื่อนาฬิกาชีวภาพส่งผลต่อความสำเร็จซีอีโอ

ทำไม “แสงธรรมชาติ” ยามเช้า จึงส่งผลประสิทธิภาพการทำงาน ?

ถ้า Circadian rhythm คือพื้นฐานของร่างกาย แสงแดดธรรมชาติก็คือสัญญาณหลักที่ตั้งเวลาให้ระบบนี้ทำงานได้โดยอัตโนมัติ กล่าวคือ แสงแดดจะส่งสัญญาณบอกสมองว่า เมื่อไหร่เราควรตื่นตัว เมื่อไรควรหลั่งฮอร์โมน เมื่อไรควรพัก และเมื่อไรควรฟื้นฟูพลังงาน

มีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Communications Psychology ซึ่งศึกษาพฤติกรรมการรับแสงแดดธรรมชาติในชีวิตประจำวัน พบว่า คนที่ได้รับแสงสว่างในช่วงกลางวันอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอ สมองของพวกเขามักจะสามารถประมวลผลได้อย่างรวดเร็วกว่าคนทั่วไป อีกทั้งยังตอบสนองได้ไวกว่า และรู้สึกง่วงนอนระหว่างวันน้อยกว่าด้วย

แม้ความแตกต่างจะดูไม่มากแต่ก็ส่งผลดีต่อประสิทธิภาพการทำงานอย่างมหาศาล โดยจากงานวิจัยดังกล่าวพบว่า คนที่ได้อาบแสงธรรมชาติเป็นประจำจะมีความเร็วในการคิดและประมวลผลเพิ่มขึ้นประมาณ 7-10% สำหรับผู้บริหารที่ต้องตัดสินใจจำนวนมากในแต่ละวัน ความได้เปรียบเพียงเล็กน้อยนี้สามารถสะสมจนกลายเป็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ งานวิจัยในวารสาร International Journal of Environmental Research and Public Health ยังพบว่า การได้รับแสงแดดน้อยเกินไป อาจเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงของความผิดปกติด้านระบบการเผาผลาญไขมัน เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ ภาวะอักเสบในร่างกาย และปัญหาสุขภาพเรื้อรังอื่นๆ อีกมากมาย

อย่างไรก็ตาม สำหรับบางคนการจะปรับนาฬิกาชีวภาพให้กลับมาสมดุลดังเดิมอาจไม่ง่าย เมื่อปัญหาคือ.. รูปแบบและชั่วโมงการทำงานในปัจจุบันมักสวนทางกับธรรมชาติของร่างกายอยู่เสมอ

ไม่แปลกถ้าคุณจะเห็นผู้บริหารจำนวนมากใช้เวลาทั้งวันอยู่ในอาคาร แทบไม่ได้เจอแสงแดด ต้องจ้องหน้าจอจนดึกดื่น และพักผ่อนไม่เป็นเวลา พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้นาฬิกาชีวิตถูกรบกวนโดยไม่รู้ตัว และส่งผลต่อทั้งสุขภาพและประสิทธิภาพในการทำงาน

ผู้นำที่ดีห้ามอดนอน เมื่อนาฬิกาชีวภาพส่งผลต่อความสำเร็จซีอีโอ

นาฬิกาชีวิตที่สมดุล คือข้อได้เปรียบของผู้นำยุคใหม่

ในระดับผู้บริหารระดับสูง ซีอีโอ และผู้นำองค์กร ผลงานและประสิทธิภาพการทำงานของใครดีไม่ดี ไม่ได้วัดจากใครทำงานหนักกว่ากัน แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครคิดแก้ปัญหาได้เฉียบคมมากกว่า ควบคุมอารมณ์ได้ดีกว่า และมีพลังทำงานได้ต่อเนื่องนานกว่า

งานวิจัยในวารสาร Sleep Health พบว่า คนทำงานที่ได้รับแสงในช่วงเช้ามากกว่า มักนอนหลับได้ดีขึ้น อารมณ์ดีขึ้น และมีระดับความเครียดต่ำกว่า นั่นหมายความว่า การเริ่มต้นวันที่ดีของผู้นำ สามารถส่งผลต่อทั้งอารมณ์ สมาธิ และคุณภาพการตัดสินใจไปตลอดทั้งวัน รวมถึงอาจส่งผลต่อทิศทางขององค์กรในระยะยาว

แนวคิดเรื่องการปรับนาฬิกาชีวิตให้สมดุล จึงไม่ใช่แค่เรื่องการนอนหลับให้เพียงพอ แต่เป็นการจัดเวลา กิจวัตร และสภาพแวดล้อมให้สอดคล้องกับธรรมชาติของร่างกาย เพื่อให้สมองและร่างกายทำงานได้เต็มประสิทธิภาพทุกวัน เมื่อทำได้อย่างต่อเนื่อง พลังงานจะสม่ำเสมอขึ้น ความคิดชัดขึ้น และอารมณ์นิ่งขึ้น ซึ่งล้วนเป็นคุณสมบัติสำคัญของผู้นำที่ต้องตัดสินใจภายใต้ความกดดันอยู่ตลอดเวลา

อ่านมาถถึงตรงนี้ ซีอีโอยุคใหม่หลายคนคงรู้แล้วว่า ตัวช่วยเพื่อเสริมการทำงานให้เก่งขึ้น ให้มีความคิดเฉียบคมขึ้น อาจไม่ต้องไปหาเอาจากเทคโนโลยี เครื่องมือ หรือกลยุทธ์ใหม่ใดๆ เลย แต่จุดเริ่มต้นของการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่แท้จริง มาจากสิ่งพื้นฐานที่สุดของร่างกายเรา นั่นคือการทำให้ร่างกายทำงานสอดคล้องกับจังหวะธรรมชาติของตัวเอง 

ผู้นำที่ดูแลนาฬิกาชีวิตของตนเองให้สมดุล มักมีความคิดที่ชัดเจนกว่า มีพลังงานในการทำงานได้อย่างสม่ำเสมอมากกว่า ควบคุมอารมณ์ได้ดีกว่า และรับมือกับความกดดันได้มากกว่า เมื่อเวลาผ่านไป ความแตกต่างเล็กๆ เหล่านี้จะค่อยๆ สะสม จนกลายเป็นข้อได้เปรียบที่เห็นผลชัด ทั้งในเรื่องสุขภาพ การตัดสินใจ และผลลัพธ์ขององค์กร

 

 

อ้างอิง: Forbes, AHA Journals, Relationships between light exposure, Insufficient Sun Exposure, ResearchGate