วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม 2569

Login
Login

หลุดพ้น Toxic ออฟฟิศ สู่ Capybara mode ทำงานเต็มที่แต่ไม่ขอแบกใคร

หลุดพ้น Toxic ออฟฟิศ สู่ Capybara mode ทำงานเต็มที่แต่ไม่ขอแบกใคร

ช่วงนี้เทรนด์ทำงาน Capybara mode เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นในหมู่คนทำงาน โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดียที่เต็มไปด้วยประสบการณ์ของมนุษย์เงินเดือนที่รู้สึกเหมือนตัวเองทำงานหัวหมุนอยู่ตลอดเวลา แต่กลับไม่มีช่วงไหนที่รู้สึกว่างานจบจริงๆ สักที จนต้องขออยู่แบบสงบๆ บ้าง ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่ แต่เพราะโลกการทำงานในชีวิตจริง มักมีงานงอกใหม่ไม่หยุด จนแทบไม่มีเส้นแบ่งระหว่าง “งานของตัวเองจริงๆ” กับ “งานช่วย-งานแผนก-งานแทรกด่วน”

Capybara mode ไม่ได้หมายถึงการทำงานแบบปล่อยผ่าน แต่คือการทำงานแบบนิ่งและมีขอบเขต ทำเฉพาะสิ่งที่เป็นหน้าที่ ไม่รับทุกงานที่ถูกโยนมา ไม่เข้าไปอยู่ในทุกวงประชุม และไม่ปล่อยให้เวลาชีวิตถูกกินไปกับเรื่องที่ไม่จำเป็น  โดยแนวคิดนี้ถูกเปรียบกับคาปิบารา (Capybara) สัตว์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความใจเย็น อยู่ร่วมกับใครก็ได้ แต่ไม่วุ่นวายเกินจำเป็น และไม่ใช้พลังเกินเหตุ

สิ่งที่ทำให้แนวคิดนี้กลายเป็นกระแส ก็เพราะว่าวัยทำงานหลายคนเริ่มรู้สึกตรงกันว่า โลกการทำงานในปัจจุบันเรียกร้องมากเกินไป และถ้าไม่ตั้งขอบเขตให้ตัวเอง สุดท้ายอาจไม่มีแรงเหลือพอทั้งสำหรับงานและชีวิตส่วนตัว

สมัครงานเข้ามาทำหน้าที่นี้ แต่สุดท้ายกลายเป็นต้องช่วยทุกอย่าง?!

คนทำงานจำนวนไม่น้อยเติบโตมากับความเชื่อว่า ถ้าอยากก้าวหน้า ต้องทำให้มากกว่า ต้องรับให้มากกว่า และต้องทุ่มเทให้มากกว่า แต่ในโลกการทำงานยุคใหม่ หน้าที่ของคนหนึ่งคนไม่ได้หยุดอยู่แค่ในคำบรรยายตำแหน่งอีกต่อไป หลายคนคุ้นเคยกับสถานการณ์ที่กำลังทำงานของตัวเองอยู่ดี ๆ แต่มีงานใหม่ถูกโยนเข้ามาเพิ่ม บางครั้งไม่ใช่งานในความรับผิดชอบ แต่ก็ปฏิเสธยาก เพราะหัวหน้าขอ เพื่อนร่วมงานขอ หรือเพียงเพราะเราเป็นคนที่ทำได้ดีที่สุด

คนที่ชอบตกปากรับคำว่า “ได้ครับ ได้ค่ะ” กับทุกงานที่เพื่อนหรือหัวหน้าร้องขอ มักกลายเป็นคนที่ถูกเรียกใช้บ่อยที่สุด จากช่วยครั้งเดียวกลายเป็นต้องช่วยทุกครั้ง จากช่วยบางเรื่องกลายเป็นต้องอยู่ในทุกเรื่อง สุดท้าย..งานของตัวเองก็ไม่เสร็จ งานค้างหลายอย่าง แต่ภาระของคนอื่นกลับวิ่งเข้ามาหาเรื่อยๆ จนเริ่มรู้สึกว่า ตัวเองทำงานทั้งวัน แต่ไม่เคยได้ทำงานของตัวเองจริงๆ เลย

ความรู้สึกแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับคนไม่กี่คน แต่กำลังกลายเป็นประสบการณ์ร่วมของคนทำงานจำนวนมาก และงานวิจัยด้านองค์กรก็พบแนวโน้มเดียวกันว่า ภาระจากการทำงานร่วมกับคนอื่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนทำงานรู้สึกเหนื่อยล้าและหมดไฟ

วิจัย Harvard ชี้ คนส่วนน้อยแบกงานส่วนใหญ่ จนทั้งองค์กรล้า

ร็อบ ครอส (Rob Cross) ศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะผู้นำ และรองประธานอาวุโสฝ่ายวิจัย เผยข้อมูลงานวิจัยผ่าน Harvard Business Review ระบุว่า ในองค์กรส่วนใหญ่ พนักงานจำนวนน้อย ประมาณ 3-5% กลับต้องรับภาระงานที่เกี่ยวข้องกับการประสานงาน (Collaboration) มากถึง 20-35% ของทั้งองค์กร

ภาระที่เพิ่มขึ้นไม่ได้มาจากงานของตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการต้องเข้าประชุม ตอบอีเมล โทรคุย แก้ปัญหา และช่วยงานคนอื่นอยู่ตลอดเวลา จนทำให้ผู้จัดการและพนักงานสายความรู้จำนวนมากต้องใช้เวลากว่า 85% ของสัปดาห์ไปกับการสื่อสารและการประสานงาน ขณะที่เวลาสำหรับการทำงานของตัวเองจริงๆ กลับเหลือน้อยมาก

สาเหตุเพราะโครงสร้างองค์กรที่ซับซ้อนขึ้น การทำงานแบบข้ามทีม เครื่องมือสื่อสารที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความคาดหวังที่สูงขึ้นจากทั้งหัวหน้า ลูกค้า และเพื่อนร่วมงาน ทำให้การทำงานในปัจจุบันไม่ได้มีแค่งานในหน้าที่ แต่เต็มไปด้วยสิ่งที่ต้องตอบสนองอยู่ตลอดเวลา

ผลที่ตามมาคือ หลายคนรู้สึกเหมือนกำลังทำงานทั้งวัน แต่ไม่เคยได้โฟกัสกับงานสำคัญจริงๆ ความคิดสร้างสรรค์ลดลง การตัดสินใจช้าลง ความเครียดเพิ่มขึ้น และความรู้สึกหมดไฟเริ่มเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว

คนเก่งยิ่งโดนเรียกใช้มาก จนเริ่มไม่มีพื้นที่ให้ตัวเอง

งานวิจัยยังพบว่า ภาระการประสานงานไม่ได้กระจายเท่ากันในองค์กร คนที่มีความสามารถสูงหรือเป็นที่พึ่งของทีม มักถูกดึงเข้าไปอยู่ในเครือข่ายงานมากกว่าคนอื่น ยิ่งทำได้ ยิ่งถูกเรียก ยิ่งรับผิดชอบได้ดี ก็ยิ่งมีคนเข้ามาขอความช่วยเหลือมากขึ้นเรื่อยๆ 

จนหลายคนเริ่มรู้สึกเหมือนตัวเองไม่มีทางเลือก ต้องตอบสนองคำร้องขอทุกอย่าง ต้องช่วยทุกเรื่อง และต้องอยู่ในทุกวงประชุม เพราะกลัวว่าจะถูกมองว่าไม่ร่วมมือ หรือไม่ทุ่มเทพอ แต่เมื่อปล่อยให้สถานการณ์เป็นแบบนี้นานเข้า ตารางงานก็แน่นขึ้นเรื่อยๆ จนแทบไม่มีพื้นที่สำหรับงานของตัวเอง หรือแม้แต่เวลาส่วนตัว

นักวิจัยชี้ว่า ภาระงานจำนวนมากไม่ได้เกิดจากองค์กรอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่คนทำงานจำนวนมากไม่ตั้งขอบเขตให้ตัวเอง ไม่กล้าปฏิเสธ และปล่อยให้คนอื่นกำหนดเวลาแทนโดยไม่รู้ตัว

Capybara mode ไม่ใช่ขี้เกียจ แต่ตั้งขอบเขตให้อยู่ต่อไหว

แนวคิด Capybara mode จึงกลายเป็นวิธีคิดที่คนทำงานจำนวนมากเริ่มหันมาใช้ ไม่ใช่เพราะอยากทำงานน้อยลง แต่เพราะอยากทำงานให้อยู่ได้นานขึ้น ทำงานของตัวเองให้ดี แต่ไม่รับทุกอย่างที่ถูกโยนมา ไม่เข้าไปอยู่ในทุกวงสนทนา ไม่ตอบทุกข้อความ และไม่เอาความสามารถของตัวเองไปแบกทั้งระบบ

หลายคนที่เริ่มตั้งขอบเขตให้ชีวิตพบว่า สิ่งที่เคยกลัวไม่ได้เกิดขึ้นอย่างที่คิด งานยังเดินต่อ คนอื่นปรับตัวได้ และองค์กรก็ยังทำงานได้ เพียงแต่บทบาทของแต่ละคนชัดขึ้น และเวลาของตัวเองกลับมาอยู่ในมือมากขึ้น

4 ปรัชญา Capybara Mode เป็นมิตร ตั้งใจทำงาน แต่ไม่ขอแบกเพิ่ม

ข้อมูลจาก Medium ระบุเพิ่มเติมเกี่ยวกับลักษณะการเข้าโหมดทำงานแบบ Capybara Mode ไว้ว่า คือแนวคิดการทำงานที่ตั้งขอบเขตชัดเจน ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี เป็นมิตรกับทุกคน แต่ไม่รับภาระที่ไม่จำเป็น และไม่ปล่อยให้ตัวเองกลายเป็นคนที่ต้องแก้ปัญหาให้ทั้งทีมอยู่ตลอดเวลา โดยแนวทางของคนที่ทำงานแบบ Capybara mode มักมีลักษณะร่วมกันดังนี้

1. ทำงานตัวเองเต็มที่ ไม่ขอ “แบก” คนอื่น

หลายคนคงรู้ดีว่า “รางวัลของคนทำงานเสร็จเร็ว คือการโดนสั่งงานเพิ่ม” หรือหากใครเป็นพนักงานที่ใจดีกับทุกคนโดยไม่ตั้งขอบเขต ก็มักจะต้องถูกขอให้ช่วยงานคนอื่น สุดท้ายก็ Burnout ก่อนใคร

วิถีคาปิบารา: เลือกทำงานตัวเองก่อน จะไม่รับทุกงานที่ถูกโยนมาโดยอัตโนมัติ ทำงานตามหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ 100% คุณภาพครบ ส่งตรงเวลา จะแต่ปฏิเสธงานล่วงเวลาที่ไม่ได้ค่าตอบแทนเพิ่ม หรือปฏิเสธงานที่คนอื่นขอให้ช่วย ถ้างานตนเองยังไม่เสร็จ นี่ไม่ใช่การปฏิเสธแบบไร้เหตุผล แต่เป็นการทำให้งานไปอยู่กับคนที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้ภาระไปกองอยู่ที่คนเดียว

2. ทำงานตามเวลา ไม่เอาทั้งชีวิตทุ่มไปกับงาน

บางครั้งพนักงานออฟฟิศมักเจอการสั่งงานหลังเวลาเลิกงาน หรือโดนตามงานหรือต้องเช็กอีเมลในช่วงนอกเวลางาน หรือแม้แต่ขอให้ทำงานต่อดึกๆ ดื่นๆ นอกเหนือเวลางานโดยที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนล่วงเวลาหรือ ค่า OT สิ่งนี้เป็นปัจจัยที่ต้องพิจารณาพูดคุยกับผู้จัดการให้เข้าใจ

วิถีคาปิบารา: ทำงานให้เสร็จภายในเวลางาน ไม่ทำล่วงเวลาโดยไม่จำเป็น และไม่รู้สึกผิดที่ต้องมีเวลาส่วนตัว เพราะเวลางานคือเวลาที่บริษัทจ่ายให้ ส่วนเวลานอกเหนือจากนั้นคือเวลาชีวิต การรักษาสมดุลแบบนี้ช่วยให้ทำงานได้ระยะยาวโดยไม่หมดไฟเร็วเกินไป

3. ไม่ต้องเก่งทุกเรื่อง และไม่ต้องช่วยทุกครั้ง

คนที่ทำงานเก่งมักถูกเรียกใช้บ่อยที่สุด จนกลายเป็นคนที่ต้องอยู่ในทุกโปรเจกต์ ทุกประชุม และต้องคอยแก้ทุกปัญหาของทีม เช่น หากคุณทำแผนนำเสนอเก่ง ทุกคนก็คอยแต่จะให้คุณช่วย 

วิถีคาปิบารา: บางครั้งต้องแกล้งไม่รู้บ้าง เพราะคุณก็อาจไม่ได้มีเวลาช่วยได้ทุกคนขนาดนั้น ต่อให้เราทำงานนั้นๆ ได้ดี ก็ไม่จำเป็นต้องช่วยไปทุกครั้ง การยอมรับว่านั่นไม่ใช่หน้าที่ของตัวเอง หรือมีคนที่เหมาะสมกว่า ไม่ได้ทำให้ดูแย่ แต่ช่วยป้องกันไม่ให้ตัวเองต้องแบกรับงานเกินกำลัง

4. เป็นมิตร แต่ไม่เข้าไปอยู่ในวงดราม่า

ทุกที่ทำงานมักมีข่าวลือ ความขัดแย้ง หรือเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นเสมอ เวลาเพื่อนที่ทำงานชวนคุย ก็สามารถพูดคุยได้เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีในที่ทำงาน แต่ถ้าเมื่อไหร่รู้สึกว่าการพูดคุยเริ่มบานปลายไปสู่วงนินทา ก็ควรปลีกตัวออกมา วิจัยจาก BMC Psychology (2024) ค้นพบว่า การนินทาเชิงลบในที่ทำงาน ทำให้พนักงานเกิดความกังวล ส่งผลให้พฤติกรรมการทำงานเชิงรุกของพนักงานลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

วิถีคาปิบารา:  คาปิบาราเข้ากับสัตว์ได้ทุกชนิดบนโลก เช่นกัน คนทำงานสไตล์นี้ส่วนใหญ่จะเป็นมิตรกับทุกคน ยิ้มแย้ม ซื้อขนมฝาก ช่วยเหลือเมื่อจำเป็น แต่ถ้าเจอวงนินทา จะเลือกวางตัวนิ่ง ไม่เข้าไปมีส่วนร่วมโดยไม่จำเป็น ไม่เอาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์ที่สร้างความเครียดเพิ่ม เพราะพลังงานที่ใช้ไปกับเรื่องเหล่านี้ มักไม่ได้ช่วยให้งานดีขึ้นเลย

ในโลกการทำงานที่เต็มไปด้วยการประชุม อีเมล และงานที่ไม่รู้จบ การพยายามทำทุกอย่างให้เสร็จไปพร้อมกัน อาจแต่อาจเป็นหนทางสู่การหมดไฟ คนทำงานที่เข้าสู่ภาวะ Capybara mode คือคนที่เริ่มเรียนรู้ที่จะอยู่ให้รอดในระบบที่เรียกร้องมากขึ้นเรื่อยๆ และบางครั้ง การทำงานให้ดี ไม่ได้หมายถึงการทำให้มากที่สุด แต่อาจหมายถึงการรู้ว่าอะไรคือหน้าที่ของเรา และอะไรที่ไม่จำเป็นต้องเป็นของเราตั้งแต่แรก

 

 

 

อ้างอิง: HBR.org, Linkedin, Medium, Job BKK