วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน 2569

Login
Login

คนไม่มีเพื่อนในออฟฟิศ เสี่ยงหมดไฟ งานแย่ บริษัทเสียเงินปีละแสน

คนไม่มีเพื่อนในออฟฟิศ เสี่ยงหมดไฟ งานแย่ บริษัทเสียเงินปีละแสน

ความเหงาไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในชีวิตส่วนตัวอีกต่อไป แต่กำลังลุกลามเข้าสู่ที่ทำงาน ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ผู้คนใช้เวลาอยู่ร่วมกันมากที่สุดในแต่ละวัน ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมองค์กรเตือนว่า พนักงานจำนวนมากกำลังรู้สึกโดดเดี่ยว ไม่ผูกพันกับงาน และไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำมีคุณค่าอย่างไร ซึ่งไม่เพียงกระทบต่อสุขภาพจิตของคนทำงาน แต่ยังส่งผลต่อประสิทธิภาพและต้นทุนขององค์กรในระดับที่หลายบริษัทอาจคาดไม่ถึง

ดร.เทรซี บราวเออร์ (Tracy Brower) นักสังคมวิทยา นักเขียนเจ้าของหนังสือ Critical Connections และนักเขียนผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีพการงานของ Forbes ระบุว่า ปัญหาความโดดเดี่ยวกำลังกลายเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของโลกการทำงานยุคใหม่ โดยเฉพาะช่วงหลังโควิดหลายปีที่ผ่านมา รูปแบบการทำงานเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โครงสร้างองค์กรที่มีความยืดหยุ่น เกิดเทรนด์การทำงานทางไกล ระบบไฮบริด ทำงานที่บ้าน ทำให้ผู้คนแยกตัวจากสังคมมากกว่าที่เคยเป็นมา

คนทำงานจำนวนมากรู้สึกว่างานที่ทำอยู่ไม่มีความหมาย

ข้อมูลจากการสำรวจระดับโลกของ PWC พบว่า พนักงานถึง 50% รู้สึกว่างานที่ตนเองทำอยู่ไม่ได้ทำให้ชีวิตมีความหมาย ขณะที่ผลสำรวจจาก Pew Research Center ระบุว่า 38% ของผู้ตอบแบบสอบถามยอมรับว่าทำงานเพียงเพื่อให้มีรายได้ ไม่ได้รู้สึกผูกพันกับหน้าที่ของตัวเองอย่างแท้จริง

ความรู้สึกห่างเหินไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับตัวงานเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นกับความสัมพันธ์ในที่ทำงานด้วย ผลสำรวจของ HR Grapevine พบว่า 64% ของพนักงานเคยรู้สึกเหงาในที่ทำงาน และเกือบครึ่งหนึ่งอยากสนิทกับเพื่อนร่วมงานมากกว่านี้

ขณะที่ข้อมูลจาก KPMG ยังพบผลลัพธ์ที่น่าสนใจว่า พนักงานจำนวนมากยอมลดเงินเดือนลงถึง 20% หากแลกกับการมีเพื่อนในที่ทำงานหรือมีความสัมพันธ์ที่ดีในทีม

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า สำหรับคนทำงานยุคใหม่ เงินเดือนหรือสวัสดิการอาจไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่กำหนดความสุขในการทำงานอีกต่อไป แต่ความรู้สึกว่า “ตัวเองมีตัวตน” และ “เป็นส่วนหนึ่งขององค์กร” กลับมีความสำคัญไม่แพ้กัน

ยิ่งพนักงานเหงาประสิทธิภาพยิ่งแย่ลง องค์กรสูญเสียเงินมหาศาล

ดร.บราวเออร์อธิบายว่า เมื่อพนักงานรู้สึกไม่เชื่อมโยงกับเพื่อนร่วมงานหรือไม่เห็นคุณค่าของสิ่งที่ทำ แรงจูงใจในการทำงานจะลดลงอย่างชัดเจน เพราะมนุษย์มีแนวโน้มทำงานได้ดีขึ้นเมื่อรู้ว่ามีคนกำลังพึ่งพา หรือมีความสัมพันธ์กับคนที่ได้รับผลจากงานของเรา

ข้อมูลจาก Sunny Workplace ประเมินว่า ความเหงาในที่ทำงานทำให้บริษัทต้องสูญเสียเงินเฉลี่ยประมาณ 13,300 ดอลลาร์ต่อพนักงานหนึ่งคนต่อปี (ราวๆ 4 แสนบาทต่อคนต่อปี) จากปัญหาหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการขาดงานบ่อยขึ้น สุขภาพจิตที่แย่ลง ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้น รวมถึงอัตราการลาออกที่สูงขึ้น

ในทางกลับกัน งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยบริคัม ยัง (Brigham Young University) พบว่า ความสัมพันธ์ที่ดีในที่ทำงานสามารถช่วยเพิ่มทั้งความผูกพันกับองค์กร ระดับการมีส่วนร่วมของพนักงาน ความร่วมมือภายในทีม และความพึงพอใจในชีวิตการทำงาน จนผู้วิจัยบางคนเรียกความเชื่อมโยงทางสังคมในที่ทำงานว่าเป็นเหมือน “ยาครอบจักรวาล” สำหรับองค์กร

เมื่อรูปแบบการทำงานเปลี่ยน ความสัมพันธ์ก็เปลี่ยนตาม

ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชีพหลายคนชี้ว่า ปัญหาความเหงาในที่ทำงานยิ่งชัดเจนขึ้นหลังจากโลกการทำงานเปลี่ยนไปสู่รูปแบบที่ยืดหยุ่นมากขึ้น แคโรไลน์ แคสทริลลอน (Caroline Castrillon) โค้ชด้านอาชีพ ระบุว่า หลายองค์กรกำลังใช้วิธีที่เรียกว่า “Hybrid creep” คือค่อยๆ เพิ่มจำนวนวันที่ต้องเข้าออฟฟิศ โดยผูกกับโอกาสเลื่อนตำแหน่งหรือการประเมินผลงาน ซึ่งสะท้อนว่าบริษัทเองก็เริ่มตระหนักว่าการที่พนักงานไม่เจอกันเลย อาจทำให้ความผูกพันในทีมลดลง

ในอีกด้านหนึ่ง แจสมิน บราวลีย์ (Jasmine Browley) นักเขียนสายอาชีพของ Forbes ระบุว่า คนรุ่นมิลเลนเนียลจำนวนไม่น้อยที่ถูกเลย์ออฟในช่วงหลัง เลือกหันไปทำธุรกิจส่วนตัวหรือทำงานอิสระ เพราะรู้สึกว่าไม่ต้องการกลับไปอยู่ในระบบองค์กรที่ตัวเองไม่รู้สึกเชื่อมโยง

ขณะที่ ไบรอัน โรบินสัน (Bryan Robinson) นักจิตบำบัด แนะนำว่า การจัดเวลาทำงานเป็นช่วงๆ ตามแนวคิด “90-minute mindset” ซึ่งนักกีฬาระดับโลกใช้ สามารถช่วยให้คนทำงานมีสมาธิและรู้สึกควบคุมชีวิตได้มากขึ้น ลดความเครียดและความรู้สึกหมดไฟในการทำงาน

ทำไมการมีเพื่อนในที่ทำงานจึงสำคัญกว่าที่คิด

ดร.บราวเออร์อธิบายว่า ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม เป็นสิ่งพื้นฐานของมนุษย์ และส่งผลโดยตรงต่อทั้งชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงาน เมื่อเรามีความสัมพันธ์ที่ดีในที่ทำงาน เราจะเข้าใจชัดขึ้นว่างานของเรามีความหมายต่อใคร มีคนกำลังรอผลลัพธ์จากสิ่งที่เราทำ และมีคนเห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำ ความรู้สึกเช่นนี้ช่วยให้เกิดแรงจูงใจ และทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตมีเป้าหมายมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เธอย้ำว่า ความสัมพันธ์ในที่ทำงานไม่จำเป็นต้องสนิทสนมกันเหมือนเพื่อนสนิทเสมอไป แต่ควรเป็นความสัมพันธ์ที่ไว้ใจ เปิดใจ และให้ความเคารพกัน เพราะสิ่งสำคัญคือการรู้ว่าเราสามารถพึ่งพาใครได้เมื่อทำงานร่วมกัน

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า การสร้างความสัมพันธ์ในที่ทำงานต้องอาศัยความตั้งใจ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เวลาพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน รับฟังกันมากขึ้น ชวนกันทำกิจกรรมเล็กๆ นอกเวลางาน หรือเปิดโอกาสให้คนในทีมได้ร่วมมือกันในโปรเจกต์ใหม่ๆ ฯลฯ แม้จะดูเป็นเรื่องเล็ก แต่การมีปฏิสัมพันธ์เหล่านี้ช่วยให้พนักงานรู้สึกเชื่อมโยงกับองค์กร และช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยวที่กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ในโลกการทำงานยุคปัจจุบัน

ในวันที่หลายคนเชื่อว่าเงินเดือนคือสิ่งสำคัญที่สุดของงาน แต่ผลวิจัยจำนวนมากกลับชี้ว่า สิ่งที่ทำให้คนอยากอยู่กับองค์กรจริงๆ คือความรู้สึกว่า “เราเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่” มากกว่า

งานที่ให้รายได้ดีอาจทำให้เราอยู่ได้ แต่ความสัมพันธ์ที่ดีในที่ทำงานต่างหาก ที่ทำให้เราอยากอยู่ต่อ และสำหรับองค์กรเอง การสร้างทีมที่คนรู้สึกเชื่อมโยงกันก็ไม่ใช่แค่เรื่องบรรยากาศในการทำงาน แต่เป็นเรื่องของประสิทธิภาพ ต้นทุน และความอยู่รอดในระยะยาวของธุรกิจ

 

 

อ้างอิง: Forbes, PWC Survay, Pew Research, KPMG, HRgrapevineGoSunny.org