วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม 2569

Login
Login

แค่ 2 ปี สายงาน AI พุ่ง 1.3 ล้านตำแหน่งทั่วโลก หัวหน้าฝ่าย AI มาแรง!

แค่ 2 ปี สายงาน AI พุ่ง 1.3 ล้านตำแหน่งทั่วโลก หัวหน้าฝ่าย AI มาแรง!

ในช่วงที่หลายคนรู้สึกว่าตลาดแรงงานกำลังซบเซา รายงานล่าสุดจาก LinkedIn กลับเผยภาพอีกด้านหนึ่งของโลกการทำงาน เมื่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังสร้างตำแหน่งงานใหม่มากกว่า 1.3 ล้านตำแหน่งทั่วโลกภายในเวลาเพียง 2 ปี พร้อมเปิดยุคแรงงานแบบ “New-Collar” ที่ให้ความสำคัญกับทักษะจริงมากกว่าวุฒิการศึกษาแบบเดิม โดยหนึ่งในตำแหน่งที่เติบโตเร็วที่สุดคือ “หัวหน้าฝ่าย AI” ซึ่งหลายบริษัทเริ่มตั้งขึ้นเพื่อกำหนดกลยุทธ์เทคโนโลยีขององค์กรโดยเฉพาะ 

AI กำลังสร้างงานใหม่จำนวนมหาศาล

ตามรายงาน Labor Market Report: Building a Future of Work That Works ของ LinkedIn ระบุว่า แม้ภาพรวมของตลาดแรงงานโลกจะดูเหมือนชะลอตัวลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา งานหายาก ตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นหายไป จนหลายฝ่ายมองว่าตลาดงานกำลังถดถอย แต่แท้จริงแล้ว.. สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือ “การหมุนทิศทางใหม่ของตลาดงาน” มากกว่าการถดถอยของตลาดงาน

ตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมา ธุรกิจทั่วโลกต้องเผชิญกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจหลายด้าน ทั้งผลกระทบต่อเนื่องจากโควิด-19 การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ปัจจัยเหล่านี้ทำให้บริษัทจำนวนมากระมัดระวังการจ้างงานมากขึ้น

ข้อมูลของ LinkedIn ระบุว่า ระดับการจ้างงานทั่วโลกยังต่ำกว่าช่วงก่อนการระบาดของโควิดประมาณ 20% ขณะที่อัตราการย้ายงานของพนักงานก็ลดลงจนแตะระดับต่ำที่สุดในรอบเกือบ 10 ปี  อย่างไรก็ตาม ภายใต้ภาพรวมที่ดูนิ่งนั้น เทคโนโลยีใหม่กำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเฉพาะ AI ซึ่งได้กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้เกิดตำแหน่งงานใหม่จำนวนมหาศาล

ในช่วงสองปีที่ผ่านมา LinkedIn พบว่า มีงานใหม่ที่เกี่ยวข้องกับ AI มากกว่า 1.3 ล้านตำแหน่งเกิดขึ้นทั่วโลก ตั้งแต่วิศวกร AI ไปจนถึงตำแหน่งที่เพิ่งเกิดขึ้นในเศรษฐกิจดิจิทัล

อาชีพใหม่ที่แทบไม่มีเมื่อ 5 ปีก่อน แต่มีในยุค AI 

หนึ่งในแนวโน้มสำคัญที่รายงานชี้ให้เห็นคือ การเกิดขึ้นของตำแหน่งงานใหม่ที่แทบไม่มีมาก่อนเมื่อไม่กี่ปีก่อน เช่น
1. ผู้เชื่อมระบบ AI (AI Integrator)
2. วิศวกรที่ทำงานร่วมกับองค์กรโดยตรง (Forward-Deployed Engineer)
3. ผู้เชี่ยวชาญติดป้ายกำกับข้อมูล (Data Annotator)
4. ช่างเทคนิคดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center Technician)

โดยเฉพาะในปีที่ผ่านมา LinkedIn พบว่ามีการสร้างตำแหน่งงานใหม่ในกลุ่ม ดาต้าเซ็นเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI มากกว่า 600,000 ตำแหน่งทั่วโลก

งานเหล่านี้กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้หลายประเทศลงทุนสร้าง ดาต้าเซ็นเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง

“หัวหน้าฝ่าย AI” ตำแหน่งใหม่ที่องค์กรกำลังต้องการ จ้างงานสูงทั่วโลก

อีกหนึ่งสัญญาณสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงาน คือการเกิดขึ้นของตำแหน่งบริหารใหม่ในองค์กร LinkedIn พบว่าหลายบริษัทเริ่มเปิดตำแหน่งใหม่ขึ้นมา เช่น ตำแหน่ง Head of AI หรือ หัวหน้าฝ่าย AI เพื่อดูแลกลยุทธ์การใช้ AI ภายในองค์กรโดยเฉพาะ ทั้งนี้ ในช่วงปีที่ผ่านมา มีบริษัทจำนวนมากที่ก่อตั้งตำแหน่งนี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในหลายประเทศทั่วโลก เช่น

ออสเตรเลีย เพิ่มขึ้น 32%
แคนาดา เพิ่มขึ้น 31%
อินเดีย เพิ่มขึ้น 30%
เยอรมนี เพิ่มขึ้น 30%
สหราชอาณาจักร เพิ่มขึ้น 30%
สหรัฐ เพิ่มขึ้น 28%

ตำแหน่งงาน หัวหน้าฝ่าย AI เหล่านี้สะท้อนว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น ยุทธศาสตร์หลักขององค์กร

ยุคแรงงาน “New-Collar” มาแรง! แซงหน้า White-Collar Blue-Collar

การเกิดขึ้นของตำแหน่งงานใหม่เหล่านี้ยังนำไปสู่แนวคิดเรื่องแรงงานยุคใหม่ที่เรียกว่า “New-Collar” ซึ่งมีลักษณะโดดเด่น คือ แรงงานกลุ่มนี้เป็นคนทำงานที่แนวผสมผสาน มีทักษะเทคโนโลยีขั้นสูง มีความรู้เชิงดิจิทัล และยังคงความสามารถแบบมนุษย์

สิ่งที่แตกต่างจากอดีตคือ หลายตำแหน่งงานในยุคนี้ ไม่ได้ต้องการปริญญามหาวิทยาลัยเป็นเงื่อนไขหลักในการสมัครงาน 

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐ (U.S. Bureau of Labor Statistics) คาดการณ์ว่า ภายในปี 2030 งานใหม่ถึง 60% จะมาจากอาชีพที่โดยทั่วไปไม่ได้ต้องใช้วุฒิการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย อีกทั้งหลายตำแหน่งในกลุ่มนี้ยังมีรายได้ค่อนข้างสูง และกลายเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลยุคใหม่

แม้ตลาดงานชะลอตัว แต่ AI ไม่ใช่ตัวการของปัญหานี้

ในช่วงที่ผ่านมา หลายคนกังวลว่า AI อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ตลาดแรงงานชะลอตัวลง กล่าวคือ คิดว่า AI มาแย่งงานมนุษย์ อย่างไรก็ตาม LinkedIn ระบุว่า AI ไม่ใช่ตัวการหลักของการจ้างงานที่ลดลง เนื่องจากผลสำรวจฉบับดังกล่าวพบว่า แนวโน้มการจ้างงานในตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับ AI และตำแหน่งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ AI นั้น มีรูปแบบใกล้เคียงกัน

ส่วนสาเหตุสำคัญจริงๆ ที่ทำให้การจ้างงานชะลอตัว คือ ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก, การปรับนโยบายการเงิน และอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ส่งผลให้ประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยระดับการจ้างงานลดลง 20-35% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด

ในทางกลับกัน ตลาดเกิดใหม่กลับมีการเติบโตของการจ้างงานอย่างแข็งแกร่ง เช่น การจ้างงานในอินเดีย เพิ่มขึ้น 40% และ การจ้างงานในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพิ่มขึ้น 37% 

ทักษะ AI กลายเป็น “พื้นฐานใหม่” ของโลกการทำงาน

อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือ ทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการ กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ยกตัวอย่างแค่ในสหรัฐเพียงประเทศเดียว ก็พบว่าทักษะงานที่ตลาดต้องการอย่าง "ทักษะความเข้าใจ AI (AI Literacy)" เพิ่มขึ้นถึง 70% ภายในหนึ่งปี 

ขณะเดียวกัน บริษัททั่วโลกกว่า 75% ระบุว่าทักษะด้านมนุษย์ยังคงมีความสำคัญมากขึ้นในยุค AI เช่น
- ความสามารถในการปรับตัว
- การคิดเชิงวิเคราะห์
- การแก้ปัญหา
- การสื่อสารและการทำงานร่วมกับผู้อื่น

องค์กรที่สามารถผสมผสาน ทักษะเทคโนโลยีเข้ากับความสามารถของมนุษย์ ได้ดี จะมีความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว 

คนรุ่นใหม่อยากเป็น Founder-Creator มากกว่าลูกจ้าง

ไม่เพียงเท่านั้น สภาพตลาดแรงงานที่แข่งขันสูงยังทำให้คนทำงานจำนวนมาก โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เริ่มหันไปมองเส้นทางอาชีพอื่นนอกเหนือจากงานประจำ LinkedIn พบว่า สมาชิกที่เพิ่มคำว่า “Founder” ในโปรไฟล์ เพิ่มขึ้น 60% ภายในหนึ่งปี 

ขณะที่ ผู้ที่ใช้คำว่า “Creator” เพิ่มขึ้นเกือบ 90% ระหว่างปี 2021 ถึงกลางปี 2025 ขณะเดียวกัน เกือบ 4 ใน 10 ของคนรุ่น Gen Z ระบุว่า พวกเขาสนใจที่จะเป็นเจ้านายตัวเองในอนาคตอันใกล้นี้ 

แดน ชาเปโร (Dan Shapero) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ LinkedIn บอกว่า “ตอนนี้เราอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่เทคโนโลยีกำลังขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้านบุคลากร AI ไม่ได้เป็นสาเหตุของตลาดการจ้างงานที่ชะลอตัว แต่กำลังเปลี่ยนว่าที่ไหนจะเกิดโอกาสงานใหม่”

ด้าน คารีน คิมโบรห์ (Karin Kimbrough) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ LinkedIn อธิบายว่า “ตลาดแรงงานโลกชะลอตัวมานานหลายปี แต่ตอนนี้ AI กำลังกลายเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้เกิดบทบาทงานใหม่ การพัฒนาทักษะ และการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน”

ต้องหมั่นพัฒนาทักษะ กุญแจสำคัญให้วัยทำงานอยู่รอด

รายงานยังระบุว่า ในตลาดแรงงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การพัฒนาทักษะใหม่ (Upskilling) และการสร้างเครือข่ายอาชีพกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขัน ยกตัวอย่างเช่น พนักงานในองค์กรที่ใช้ LinkedIn Learning สามารถพัฒนาทักษะ AI ได้เร็วกว่า 3.4 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้ใช้เครื่องมือดังกล่าว

ขณะที่ผู้สมัครงานที่มีเครือข่ายเชื่อมโยงกับพนักงานในบริษัทผ่าน LinkedIn มีโอกาสได้รับการจ้างงานมากกว่า 3.6 เท่า

ดังนั้น พูดได้ว่าในโลกการทำงานยุคใหม่ คนที่สามารถเรียนรู้ทักษะใหม่ ปรับตัวกับเทคโนโลยี และพัฒนาความสามารถของตนเองอย่างต่อเนื่อง จะเป็นกลุ่มที่มีโอกาสคว้าโอกาสจากตลาดแรงงานแห่งอนาคตได้มากที่สุด

 

 

อ้างอิง: News LinkedInWeforum.org