วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน 2569

Login
Login

เปิดโลก 'กีฬาที่แพงที่สุดในโลก' แค่เก่งไม่พอ ต้องรวยด้วย!

เปิดโลก 'กีฬาที่แพงที่สุดในโลก' แค่เก่งไม่พอ ต้องรวยด้วย!

ในโลกที่การออกกำลังกายกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ คนจำนวนมาก อาจนึกถึงภาพการวิ่งในสวนสาธารณะ เล่นฟิตเนส หรือเข้าคลาสพิลาทิส แต่ในอีกมุมหนึ่งของโลกกีฬา ยังมีการแข่งขันที่ “ต้นทุน” ไม่ได้วัดกันแค่ความฟิตของร่างกาย หากวัดกันด้วยเทคโนโลยี วิศวกรรม โลจิสติกส์ระดับโลก และงบประมาณระดับมหาศาล

เพราะสำหรับกีฬาบางประเภท แค่มีพรสวรรค์อย่างเดียวอาจไม่พอ ผู้เล่นต้องมีทีมวิศวกร เครื่องจักรเฉพาะทาง การเดินทางข้ามทวีป หรือแม้แต่ “สัตว์เลี้ยงนักกีฬา” ที่มูลค่าหลายสิบล้านบาทร่วมแข่งขันด้วย

ข้อมูลจากการศึกษาในปี 2026 โดย Boss Homes ระบุว่า กีฬาที่แพงที่สุดในโลกบางประเภท มีค่าใช้จ่ายต่อฤดูกาลของนักกีฬา และทีมแข่งขันสูงถึง “หลักหลายร้อยล้านดอลลาร์” ต่อปี

‘กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย’ พาผู้อ่านไปสำรวจว่า กีฬาที่แพงที่สุดในโลกมีอะไรบ้าง และอะไรคือ เหตุผลที่ทำให้มันกลายเป็นสนามแข่งขันของชนชั้นนำระดับโลก

เปิดโลก 'กีฬาที่แพงที่สุดในโลก' แค่เก่งไม่พอ ต้องรวยด้วย!

10 กีฬาที่แพงที่สุดในโลก (2026)

1) แข่งรถฟอร์มูลาวัน (Formula 1 Racing) - มากกว่า 100 ล้านดอลลาร์/ฤดูกาล

กีฬาที่ถูกยกให้แพงที่สุดในโลกอย่างแท้จริงคือ Formula 1 การแข่งขันรถยนต์ทางเรียบระดับสูงสุดของโลก แข่งขันกันในสนามมาตรฐานนานาชาติหลายประเทศต่อฤดูกาล โดยทีมแข่งจะพัฒนารถสูตรเฉพาะตามกติกาทางวิศวกรรมและเทคโนโลยีอย่างเข้มงวด

ทีมชั้นนำต้องใช้เงินหลายร้อยล้านดอลลาร์เพื่อพัฒนารถแข่งเพียงหนึ่งฤดูกาล โดยรถหนึ่งคัน มีมูลค่าเฉลี่ย 12 - 20 ล้านดอลลาร์ ยังไม่รวมทีมวิศวกร นักวิเคราะห์ข้อมูล และการวิจัยเทคโนโลยีอากาศพลศาสตร์ นี่ไม่ใช่แค่กีฬา แต่เป็น “สนามทดลองเทคโนโลยียานยนต์” ระดับโลกด้วย

เปิดโลก 'กีฬาที่แพงที่สุดในโลก' แค่เก่งไม่พอ ต้องรวยด้วย!

2) แข่งเรือยอช์ต (Yacht Racing) - มากกว่า 80 ล้านดอลลาร์/แคมเปญ

การแข่งขันเรือยอช์ต โดยเฉพาะรายการ America's Cup ที่เป็นการแข่งขันเรือยอช์ตระดับโลกที่เก่าแก่ที่สุด จัดครั้งแรกในปีค.ศ.1851 เป็นการชิงถ้วยระหว่างทีมผู้ท้าชิงจากประเทศต่างๆ กับทีมแชมป์เก่า

เป็นอีกหนึ่งเวทีที่ต้องใช้ทุนมหาศาล เรือแข่งถูกออกแบบเฉพาะทาง ต้องใช้ทีมลูกเรือมืออาชีพ และการขนส่งอุปกรณ์ข้ามประเทศหลายครั้งต่อปี ความยากของกีฬานี้ ไม่ได้อยู่แค่การบังคับเรือ แต่คือ การผสมผสานวิศวกรรม เข้ากับอุตุนิยมวิทยา และกลยุทธ์

เปิดโลก 'กีฬาที่แพงที่สุดในโลก' แค่เก่งไม่พอ ต้องรวยด้วย!

3) จักรยานอาชีพ (Cycling) - มากกว่า 20 ล้านดอลลาร์/ทีม

การแข่งขันจักรยานระดับโลก เช่น ตูร์เดอฟรองซ์ (Tour de France) ซึ่งเป็นการแข่งขันจักรยานทางไกลระดับโลก จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีที่ประเทศฝรั่งเศส และถือเป็นรายการที่ยิ่งใหญ่ และยากที่สุดในวงการจักรยานอาชีพ

การแข่งขันกินเวลาประมาณ 3 สัปดาห์ นักปั่นต้องปั่นผ่านเส้นทางหลายภูมิประเทศ ทั้งทางราบ ภูเขาสูง และทางลงเขา รวมระยะทางหลายพันกิโลเมตร นักกีฬาต้องลงทุนในจักรยานคาร์บอนไฟเบอร์ระดับสูง ทีมแพทย์ นักโภชนาการ โคช และการเดินทางตลอดทั้งปีนักปั่นระดับอาชีพไม่ได้มีแค่จักรยานหนึ่งคัน แต่มีหลายคันสำหรับภูมิประเทศต่างกัน

เปิดโลก 'กีฬาที่แพงที่สุดในโลก' แค่เก่งไม่พอ ต้องรวยด้วย!

4) โปโล (Polo) - มากกว่า 10 ล้านดอลลาร์/ฤดูกาล

โปโล คือ กีฬาขี่ม้าตีลูกแบบทีม ผู้เล่นขี่ม้าและใช้ไม้ยาวตีลูกบอลให้เข้าประตูฝ่ายตรงข้าม แข่งขันทีมละ 4 คน โดยแบ่งการเล่นเป็นช่วง ๆ เรียกว่า chukker

กีฬาชนิดนี้มีต้นกำเนิดในเปอร์เซียโบราณ และมักถูกเรียกว่า “Sport of Kings” เนื่องจากในอดีตนิยมเล่นในหมู่ราชวงศ์และชนชั้นสูง

ผู้เล่นต้องมีม้าโปโลหลายตัว (เพราะม้าหนึ่งตัวเล่นทั้งเกมไม่ได้) พร้อมค่าฝึก ค่าคอกม้า และค่าสมาชิกสโมสรระดับไฮเอนด์ ในบางกรณี ม้าโปโลระดับแข่งขัน มีราคาหลายล้านดอลลาร์ต่อตัว

เปิดโลก 'กีฬาที่แพงที่สุดในโลก' แค่เก่งไม่พอ ต้องรวยด้วย!

5) กีฬาขี่ม้า อีเควสเทรียน (Equestrian) - มากกว่า 200,000 ดอลลาร์/ปี

Equestrian คือ “กีฬาขี่ม้าแข่งขัน” เป็นกีฬาที่นักกีฬา และม้าต้องทำงานร่วมกันเป็นทีม ไม่ใช่แค่นั่งขี่ แต่ต้องควบคุมจังหวะ ท่าทาง และการสื่อสารกับม้าอย่างแม่นยำมาก เช่น Show Jumping และ Dressage

ค่าใช้จ่ายหลักคือ ม้าแข่งขันระดับเอลีต การดูแลสัตวแพทย์ ประกัน การเดินทาง และอุปกรณ์ ส่วนม้าแข่งขันระดับโลกตัวหนึ่งราคาหลักล้านดอลลาร์ต่อตัว เช่นกันกับโปโล

เปิดโลก 'กีฬาที่แพงที่สุดในโลก' แค่เก่งไม่พอ ต้องรวยด้วย!

6) แข่งม้า (Horse Racing) - มากกว่า 100,000 ดอลลาร์/ปี

นอกจากค่าซื้อม้าแข่งแล้ว ยังมีค่าเทรนเนอร์ โภชนาการ การดูแลสัตวแพทย์ และการบริหารคอกม้าแบบมืออาชีพ ตั้งแต่การฝึกซ้อมรายวัน โปรแกรมออกกำลังกาย ไปจนถึงการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ

ม้าแข่งชั้นนำบางตัวมีมูลค่าสูงมาก และยังมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น ค่าประกัน ค่าขนส่งไปสนามแข่งในแต่ละประเทศ และค่าลงทะเบียนแข่งขัน ทำให้เจ้าของต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี

ด้วยเหตุนี้ การแข่งม้าจึงไม่ได้เป็นเพียงกีฬา แต่ยังเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการเพาะพันธุ์ การซื้อขายสายเลือด และธุรกิจฟาร์มม้าในระดับนานาชาติอีกด้วย

เปิดโลก 'กีฬาที่แพงที่สุดในโลก' แค่เก่งไม่พอ ต้องรวยด้วย!

7) บ็อบสเลด (Bobsled) - 100,000 ดอลลาร์/เลื่อน

บ็อบสเลด (Bobsled หรือ Bobsleigh) คือ กีฬาฤดูหนาวในโอลิมปิกที่นักกีฬาทีม 2 หรือ 4 คน ผลักเลื่อนความเร็วสูงก่อนกระโดดขึ้นไปนั่ง และไถลลงตามรางน้ำแข็งโค้งยาวด้วยความเร็วมากกว่า 120 - 150 กิโลเมตร/ชั่วโมง แข่งขันกันที่เวลา ใครใช้เวลาน้อยที่สุดเป็นผู้ชนะ

เลื่อนบ็อบสเลดโอลิมปิกหนึ่งลำ มีราคาสูงถึงประมาณ 100,000 ดอลลาร์ เพราะต้องผลิตจากวัสดุน้ำหนักเบาและออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์อย่างละเอียด อีกทั้งยังต้องปรับแต่งให้เหมาะกับน้ำหนักและตำแหน่งนักกีฬาแต่ละคน

นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายด้านชุดแข่งขันเฉพาะทาง หมวกกันกระแทก รองเท้า และการฝึกซ้อมในสนามน้ำแข็งมาตรฐาน ซึ่งมีอยู่เพียงไม่กี่แห่งในโลก ทีมส่วนใหญ่จึงต้องเดินทางไปต่างประเทศเพื่อฝึกซ้อม ทำให้กีฬานี้มีต้นทุนสูงจากทั้งอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานที่เข้าถึงได้ยาก

เปิดโลก 'กีฬาที่แพงที่สุดในโลก' แค่เก่งไม่พอ ต้องรวยด้วย!

8) เทนนิส (Tennis) - มากกว่า 100,000 ดอลลาร์/ปี

แม้จะดูเป็นกีฬาที่พื้นๆ ที่สุดในลิสต์ 10 อันดับนี้ แต่ถ้าจะเล่นแบบจริงจัง “เทนนิส” ก็ถือเป็นกีฬาอาชีพที่มีค่าใช้จ่ายสูงมาก โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นอาชีพ นักกีฬาต้องรับผิดชอบค่าโคช ค่าเดินทางข้ามประเทศ ค่าที่พัก อุปกรณ์ และค่าสมัครแข่งขันในทัวร์นาเมนต์ต่าง ๆ ด้วยตนเองก่อนจะมีสปอนเซอร์สนับสนุน

นอกจากนี้ นักเทนนิสต้องลงแข่งหลายรายการต่อปีเพื่อสะสมคะแนนอันดับโลก ทำให้ต้องเดินทางแทบตลอดทั้งฤดูกาล ค่าใช้จ่ายจึงเพิ่มขึ้นทั้งด้านทีมงานฟิตเนส นักกายภาพบำบัด และการดูแลร่างกายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เส้นทางสู่อาชีพนี้ต้องอาศัยทั้งความสามารถและทุนสนับสนุนไม่น้อย จึงไม่น่าแปลกใจที่นักเทนนิสระดับโลกจำนวนมากมาจากครอบครัวที่มีฐานะดี

เปิดโลก 'กีฬาที่แพงที่สุดในโลก' แค่เก่งไม่พอ ต้องรวยด้วย!

9) ปีนเขาสูง (Mountaineering) - 60,000 ดอลลาร์/ครั้ง

Mountaineering หรือการปีนเขาสูงคือ กีฬาผจญภัยที่นักปีนต้องไต่ระดับความสูงหลายพันเมตรในสภาพอากาศรุนแรง โดยเฉพาะการพิชิตยอดเขาสูงกว่า 8,000 เมตร เช่น เอเวอเรสต์ ซึ่งถือเป็นความท้าทายสูงสุดของนักปีนเขาทั่วโลก

ค่าใช้จ่ายไม่ได้มีเพียงอุปกรณ์ปีนเขา แต่รวมถึงค่าธรรมเนียมใบอนุญาตขึ้นเขา ค่ามัคคุเทศก์เชอร์ปา ค่าถังออกซิเจน เสื้อผ้าและอุปกรณ์กันหนาวเฉพาะทาง ระบบสื่อสาร รวมถึงการตั้งแคมป์ตามจุดพักบนภูเขา การเดินทาง และการฝึกซ้อมก่อนขึ้นเขาก็ใช้เวลาหลายสัปดาห์ และมีต้นทุนสูง

ด้วยความเสี่ยงจากสภาพอากาศ เบาบางของออกซิเจน และการเข้าถึงพื้นที่ ที่ยากลำบาก Mountaineering จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันทางร่างกาย แต่เป็นการสำรวจธรรมชาติในสภาพสุดขั้ว ที่ต้องอาศัยทั้งประสบการณ์ การวางแผน และงบประมาณจำนวนมาก

เปิดโลก 'กีฬาที่แพงที่สุดในโลก' แค่เก่งไม่พอ ต้องรวยด้วย!

10) กอล์ฟ (Golf) - มากกว่า 50,000 ดอลลาร์/ปี

แม้ใครๆ ก็สามารถเริ่มเล่นกอล์ฟได้ในระดับพื้นฐาน แต่การเล่นอย่างจริงจังต้องใช้อุปกรณ์คุณภาพสูง ชุดไม้กอล์ฟเฉพาะบุคคล ลูกกอล์ฟ สนามซ้อม รวมถึงค่าโคช และค่าสมัครแข่งขันอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันค่าสมาชิกสนามกอล์ฟระดับพรีเมียมก็มีราคาสูง โดยเฉพาะสนามเอกชน

สำหรับนักกีฬาระดับแข่งขัน ยังมีค่าเดินทาง และการฝึกซ้อมตลอดทั้งปี ทำให้ต้นทุนสะสมสูงมาก นอกจากนี้ กอล์ฟยังถูกมองว่าเป็นพื้นที่สร้างเครือข่ายทางธุรกิจและสังคม จึงเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมในหมู่นักธุรกิจและชนชั้นนำทั่วโลก

เปิดโลก 'กีฬาที่แพงที่สุดในโลก' แค่เก่งไม่พอ ต้องรวยด้วย!

ทำไมกีฬาเหล่านี้ถึงมีราคาที่สูงมาก

งานศึกษาชี้ว่า ต้นทุนมหาศาลมาจาก 3 ปัจจัยหลัก

  • อุปกรณ์เฉพาะทาง และเทคโนโลยีขั้นสูง
  • การบำรุงรักษา และทีมผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก
  • การเดินทางระหว่างประเทศตลอดฤดูกาลแข่งขัน

กล่าวอีกนัยหนึ่ง บางกีฬาไม่ได้แข่งขันกันแค่ “ความสามารถของนักกีฬา” แต่แข่งขันกันที่ ศักยภาพของทุน

อุปสรรคของการเข้าถึง

กีฬากลุ่มนี้จึงมักจำกัดอยู่ในกลุ่มชนชั้นนำ เพราะเงินทุนสามารถกำหนดโอกาสในการแข่งขันได้ตั้งแต่จุดเริ่มต้น งานศึกษาเดียวกันยังระบุว่า กีฬาใช้งบประมาณสูงอื่นๆ ได้แก่ ฟันดาบ ฮอกกี้น้ำแข็ง รวมถึงมอเตอร์สปอร์ตอย่าง MotoGP และ NASCAR

ในท้ายที่สุด โลกกีฬาจึงสะท้อนโครงสร้างสังคมอย่างน่าสนใจ บางสนามแข่งวัดกันที่ความเร็ว บางสนามวัดกันที่ความอึด แต่บางสนามวัดกันตั้งแต่ “ใครมีโอกาสได้เริ่มต้นก่อน” และนี่คือ อีกด้านหนึ่งของคำว่า “สปอร์ต” ที่ไม่ได้หมายถึงแค่สุขภาพ แต่ยังหมายถึงเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และชนชั้นในสังคมโลกด้วยเช่นกัน

 

อ้างอิง linkedin

พิสูจน์อักษร....สุรีย์   ศิลาวงษ์