วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม 2569

Login
Login

ญี่ปุ่นยังจ้างงานบูมเมอร์ต่อ แม้ปรับตัวไม่ทันโลก แต่ไม่ปลดออก

ญี่ปุ่นยังจ้างงานบูมเมอร์ต่อ แม้ปรับตัวไม่ทันโลก แต่ไม่ปลดออก

ในขณะที่บริษัทในสหรัฐฯ และยุโรปบังคับพนักงานกลับเข้าออฟฟิศเต็มเวลา เร่งประสิทธิภาพ และลดคนด้วยเหตุผลด้าน AI ญี่ปุ่นกลับเลือกอีกทางหนึ่ง จ่ายเงินให้พนักงานสูงวัยบางส่วนมานั่งทำงานเบาๆ ไม่ต้องมาทำโปรเจกต์ใหญ่ๆ และแทบไม่มีความรับผิดชอบสำคัญ เพื่อแลกกับความมั่นคงและความปลอดภัยทางใจของคนทั้งองค์กร

หากเปรียบเทียบกับโลกการทำงานในยุโรปและสหรัฐ พบว่า ยุคนี้ซีอีโอฝั่งตะวันตกมักพูดถึง “super-AI productivity” และการปรับลดพนักงาน ปลดคนที่ไม่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีออก เพื่อความคล่องตัว แต่บริษัทต่างๆ ในญี่ปุ่นกำลังส่งสัญญาณที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง

โดยที่ญี่ปุ่นจะมีวัฒนธรรมที่ให้พนักงานวัยเกษียณยังทำงานต่อในองค์กร โดยไม่ปลดออกไป แม้พวกเขาจะปรับตัวไม่ทันโลกยุคใหม่แล้วก็ตาม ซึ่งพนักงานกลุ่มนี้มีคำเรียกเฉพาะว่า “Madogiwazoku” หรือ “ชนเผ่าริมหน้าต่าง” พนักงานกลุ่มนี้กำลังเป็นที่พูดถึงในโลกออนไลน์

ชนเผ่าริมหน้าต่าง คือพนักงานกลุ่มไหน ทำงานอะไร?

ชนเผ่าริมหน้าต่าง (Madogiwazoku) คำนี้ใช้เรียกพนักงานอาวุโสที่ถูกลดบทบาท-ลดตำแหน่งลง และถูกย้ายไปนั่งโต๊ะใกล้หน้าต่าง แล้วให้ทำงานเล็กๆ น้อยๆ มักเป็นงานที่ไม่สำคัญ ไม่ได้ถือโปรเจกต์ใหญ่ หรือมีบทบาทตัดสินใจหลักเหมือนในอดีต

พวกเขาส่วนใหญ่เป็นผู้ชายวัย 50 ปลายๆ ถึง 60 ปี รุ่น Gen X และเบบี้บูมเมอร์ ที่เข้าทำงานในยุคที่บริษัทสัญญาจ้างงานตลอดชีพตามระบบ shushin koyo และจ่ายค่าตอบแทนตามอายุงาน

วันนี้ แทนที่พวกเขาจะเป็นหัวหน้าทีมหรือทำหน้าที่ปิดดีลสำคัญๆ แต่พวกเขาถูกลดบทบาทลงมาเป็นพนักงานตอบอีเมล จัดเอกสาร ทำงานธุรการทั่วไป ยังได้รับเงินเดือนในระดับที่มั่นคง แต่ถูกกีดกันออกจากความรับผิดชอบหลักขององค์กรอย่างเงียบๆ

ไม่ไล่ออก แต่ “ให้ย้ายไปนั่งหลบมุม” ถูกลดบทบาท แต่ยังมีงานทำ มีเงินเดือน

อินฟลูเอนเซอร์ชาวญี่ปุ่นวัย 74 ปี รายหนึ่งอธิบายบน TikTok ว่า ในสหรัฐฯ คุณอาจได้ยินคำว่า “You’re fired” แต่ในญี่ปุ่น วัฒนธรรมองค์กรไม่เลือกใช้วิธีนั้น

หากพนักงานทำงานได้ไม่ดี หรือไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง บริษัทมักย้ายเขาไปทำงานเบาลง แต่ไม่ปลดออก เพราะพนักงานกลุ่มนี้ไม่ใช่ตัวปัญหา แต่เป็นคนทำงานเงียบๆ ซื่อสัตย์ เพียงแต่ทักษะอาจไม่สอดคล้องกับยุคใหม่ แนวทางนี้ทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นหนึ่งในประเทศพัฒนาแล้วที่มีอัตราการจ้างงานผู้สูงอายุสูงที่สุด

โดยมากกว่า 1 ใน 4 ของคนอายุ 65 ปีขึ้นไป ยังคงทำงานอยู่ในปี 2022 เทียบกับสหรัฐฯ ที่มีไม่ถึง 1 ใน 5 และสหราชอาณาจักรที่มีพนักงานสูงวัยทำงานต่อในองค์กรเพียงประมาณ 1 ใน 10 เท่านั้น 

ผลสำรวจยังพบว่า 80% ของแรงงานญี่ปุ่นต้องการทำงานต่อหลังเกษียณ และราว 70% อยากอยู่กับนายจ้างเดิมมากกว่าจะเริ่มต้นใหม่ รัฐบาลญี่ปุ่นจึงปรับกฎหมายส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุ และสนับสนุนเงินอุดหนุนให้บริษัทจัดหาตำแหน่งงานรองรับพนักงานถึงอายุ 70 ปี

คนรุ่นใหม่ตั้งคำถาม คนแก่ไม่เกษียณ ทำบรรยากาศออฟฟิศแย่ลง

อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้ไม่ได้ได้รับเสียงสนับสนุนจากทุกฝ่าย โดยจากการสำรวจพนักงานวัย 20-39 ปี ในบริษัทขนาดใหญ่ 300 คน โดยบริษัทที่ปรึกษา Shikigaku พบว่า 49.2% ระบุว่า ที่ทำงานของตนมี “ลุงที่ไม่ทำงาน

เมื่อถามว่าพนักงานกลุ่มนี้ทำอะไรในแต่ละวัน คำตอบยอดนิยมคือ พักสูบบุหรี่บ่อย คุยเล่น ใช้อินเทอร์เน็ต หรือเหม่อลอย

เกือบ 90% ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่า พนักงานกลุ่มนี้ส่งผลลบต่อบรรยากาศการทำงาน ทำให้ขวัญกำลังใจลดลง เพิ่มภาระให้คนอื่น และสร้างต้นทุนค่าแรงที่สูงเกินความจำเป็น  และแม้ในสังคมที่ให้ความเคารพผู้สูงวัยอย่างญี่ปุ่น ความอดทนของคนรุ่นใหม่ก็มีขีดจำกัด

องค์กรต้องเลือก “ประสิทธิภาพสูงสุด” หรือ “ความมั่นคงระยะยาว” 

ในสายตาคนนอก ระบบการอุปถัมภ์กลุ่มพนักงานวัยเกษียณให้มีงานทำต่อไป ด้วยการให้ทำงานเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งอาจดูไม่มีประสิทธิภาพ แต่ก็มีด้านที่หลายองค์กรตะวันตกไม่มี นั่นคือ “ความปลอดภัยทางจิตใจ”

เมื่อบริษัทเลือกดูแลพนักงานกลุ่มนี้ต่อไป แทนที่จะปลดออกทันที อาจทำให้พนักงานรุ่นอื่นๆ ในองค์กรรู้สึกมั่นคงมากขึ้นว่าพวกเขาจะไม่ถูกละเลยแม้อายุมากขึ้น เมื่อความผิดพลาดในงานเล็กน้อยหรือทักษะที่ล้าสมัย ไม่ได้แปลว่าชีวิตการทำงานจะจบลงทันที

ในยุคที่หลายองค์กรใช้ AI เป็นเหตุผลลดจำนวนพนักงาน “ชนเผ่าริมหน้าต่าง” ของญี่ปุ่นอาจถูกมองว่าไม่สร้างมูลค่า แต่สำหรับพนักงานที่เหลืออยู่ในอาคารเดียวกัน มันคือหลักประกันเงียบๆ ว่า องค์กรยังเห็นคุณค่าของคน มากกว่าตัวเลขประเมินประสิทธิภาพเพียงอย่างเดียว

ในโลกการทำงานฝั่งตะวันตก คุณอาจถูกคาดหวังให้พิสูจน์ประสิทธิภาพงานของคุณทุกวัน มิฉะนั้นอาจถูกแทนที่ด้วย AI แต่วัฒนธรรมการทำงานในญี่ปุ่น หากเป็นคนสูงวัยก็แค่ถูกย้ายไปนั่งริมหน้าต่าง แต่ยังมีงานให้ทำ มีรายได้ และมีศักดิ์ศรีในฐานะสมาชิกองค์กร

มันคงไม่มีคำตอบแน่ชัดว่าแบบไหนถูกหรือผิด แต่อยู่ที่ว่า องค์กรของคุณกำลังให้คุณค่ากับอะไร ระหว่าง "ต้องการประสิทธิภาพสูงสุด และเท่าทันเทคโนโลยี" หรือ "อยากมอบความมั่นคงระยะยาวให้บุคลากร" สุดท้ายแล้ว การเลือกบริหารกำลังคนให้เหมาะสมกับบริบทขององค์กรคงเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะแต่ละองค์กรย่อมมีเป้าหมายแตกต่างกันไปนั่นเอง

 

 

อ้างอิง: Fortune, ItsFinacialEducator, @papafromjapan, WeForum