ทุกวันนี้วัยทำงานจำนวนมากกำลังวิ่งอยู่บน "สายพานทำงานที่ใส่คันเร่งไม่หยุด" ทั้งงานของตัวเองที่ต้องรับผิดชอบ งานด่วนจากเบื้องบน งานแทรกมาใหม่ ทำงานเลิกดึก ทำงานแม้ในวันหยุด ทำเยอะแค่ไหนก็ยังรู้สึกว่างานในมือเต็มไปหมด แต่สุดท้ายกลับไม่เห็นความคืบหน้าชัดเจน ผลลัพธ์ก็ไม่ได้ตามที่หวัง สถานการณ์แบบนี้พบได้บ่อยขึ้นในโลกการทำงานยุคใหม่
หากคุณเป็นอีกคนที่งานยุ่งตลอดเวลา ในทุกๆ วันต้องทำงานแบบเร่งสปีด ทำหลายอย่างพร้อมกัน และพยายามเพิ่มประสิทธิภาพทุกนาที แต่รู้หรือไม่? ขณะที่คุณพยายามจัดการทุกงานอย่างหนัก คุณอาจกำลังเร่งให้ตัวเองเข้าใกล้ภาวะหมดไฟโดยไม่รู้ตัว เพราะงานที่ทำขาดความหมาย หรือพฤติกรรมการทำงานบางอย่างกำลังกัดกินสมาธิและพลังงานโดยที่คุณไม่ทันสังเกต
ปัญหา Burnout ไม่ใช่เรื่องเล็กอีกต่อไป ข้อมูลจาก Gallup ระบุว่า 75% ของคนทำงานรู้สึกหมดไฟ (Burnout) “เป็นบางครั้ง” และอีก 25% บอกว่ารู้สึกหมดไฟ “บ่อยมาก” หรือ “แทบตลอดเวลา” ขณะเดียวกัน การศึกษาระดับโลกของ McKinsey ที่สำรวจคนทำงานกว่า 15,000 คนในหลากหลายอุตสาหกรรม พบว่า มากกว่า 50% ยอมรับว่า แม้จะงานยุ่งแต่ก็รู้สึกว่าตัวเองทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
เข้าใจ Burnout ให้ชัดก่อน เพื่อแก้ไขให้ตรงจุด
ในเชิงจิตวิทยา Burnout มีอาการใกล้เคียงกับ ภาวะซึมเศร้า แต่ก็มีลักษณะบางอย่างแตกต่างกัน สำหรับภาวะหมดไฟการทำงานความรู้สึกหลักคือ “ไร้ประสิทธิภาพ” มองโลกในแง่ลบ และรู้สึกเหมือนติดอยู่กับที่ เราอาจรู้สึกว่าตัวเองทำผลงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร อารมณ์หงุดหงิดง่าย สิ่งเล็กๆ ที่เคยไม่รบกวนใจ แต่กลับทำให้หงุดหงิดมากกว่าปกติ และที่สำคัญคือรู้สึกเหมือนไม่มีทางเติบโตได้ต่อไป
ยิ่งเมื่อเรางานยุ่งเกินไป เราอาจรู้สึกเหมือนวิ่งอยู่ในวงล้อหนูแฮมสเตอร์ ทั้งเหนื่อย ทั้งล้า แต่ไปไหนไม่ได้ จากรายงานล่าสุดของ Microsoft ที่วิเคราะห์ข้อมูล Microsoft 365 จำนวนมหาศาลทั่วโลก สะท้อนความจริงที่น่าตกใจ ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนรูปแบบการทำงานยุคใหม่ได้ชัดเจน กล่าวคือ ผลสำรวจพบว่า สิ่งที่ทำให้พนักงานยุ่งมากเกินไปจนดึงพลังงานไปหมด แต่งานหลักกลับไม่มีประสิทธิภาพ ได้แก่
1. พนักงานต้องเช็กและตอบอีเมลวันละ 117 ฉบับ
2. ถูกรบกวนทุก ๆ 2 นาทีในช่วงเวลาทำงานหลัก
3. 29% ของคนทำงานยังคงต้องเช็กอีเมลหลังสี่ทุ่ม
4. 20% ทำงานในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์
5. 48% รู้สึกว่างานของตน “วุ่นวาย กระจัดกระจาย ทำแค่ไหนก็ไม่เสร็จสักที”
ขณะเดียวกัน ผลสำรวจของ Headway ที่สอบถามคนทำงาน 2,000 คน ก็ฉายภาพความยุ่งเกินเบอร์ของพนักงานคล้ายกัน คือ
32% รู้สึกกดดันว่าต้องพร้อมทำงานตลอดเวลา
24% ตั้งขอบเขตงานกับชีวิตส่วนตัวไม่ได้
18% เครียดกับความเร็วของงาน
11% อยากลดจำนวนงานที่รับผิดชอบ
ที่น่ากังวลคือ 22% บอกว่าเป้าหมายตอนนี้คือ “แค่ทำงานเอาตัวรอดไปวันๆ” สิ่งนี้สะท้อนว่า เราต้องการงานที่มีประสิทธิภาพ แต่กลับตกหลุมพรางของความยุ่งที่บั่นทอนทั้งผลงานและความพึงพอใจ
นิยามของ “งานที่มีประสิทธิภาพ” อาจล้าสมัยไปแล้ว
แคล นิวพอร์ต (Cal Newport) นักเขียนและศาสตราจารย์จาก Georgetown University ที่เชี่ยวชาญด้านการจัดการสมาธิ, ประสิทธิภาพการทำงาน และผลกระทบของเทคโนโลยีต่อชีวิต ชี้ว่า เราอาจกำลังยึดติดกับนิยามของคำว่า ประสิทธิภาพแบบเดิม คือ เอาผลงานไปเทียบกับปริมาณแรงหรือเวลาที่ใส่ลงไป ซึ่งอาจใช้ได้กับงานที่วัดผลเป็นชิ้นๆ ชัดเจน
แต่มันไม่สอดคล้องกับงานความรู้ที่เน้นคุณภาพในยุคปัจจุบัน งานจำนวนมากในยุคนี้ ไม่ได้วัดกันที่ทำได้กี่ชิ้นต่อวัน แต่คือในช่วงเวลาหนึ่งๆ เราสร้างสิ่งที่ “มีคุณค่า” อะไรขึ้นมาบ้าง นั่นต่างหากคือสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ
ฮาวทู 3 เคล็ดลับ ลดภาระงานล้นมือ เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะหมดไฟ
หากอยากหลุดจากวงจรงานล้นมือและภาวะหมดไฟ นิวพอร์ตเสนอแนวทางที่ช่วยให้เรากลับมาควบคุมวิธีทำงานของตัวเองได้อีกครั้ง ดังนี้
1. หยุดทำงานหลายอย่างพร้อมกัน สมองแย่ งานพัง!
ลดการสลับทำงานไปมา หรือที่เรียกว่า context switching มันเป็นกลไกที่เกิดขึ้นเมื่อพยายามทำ Multi-tasking คือการเปลี่ยนโฟกัสจากงานหนึ่งไปอีกงานหนึ่งอย่างรวดเร็ว ซึ่งมักทำให้สมองล้าและประสิทธิภาพลดลงถึง 40% เพราะสมองต้องใช้เวลาปรับตัว (recalibrate) ทุกครั้งที่เปลี่ยนงาน
เมื่อเราเปลี่ยนจากงานหนึ่งไปอีกงานหนึ่ง สมองต้องใช้เวลาประมาณ 10-20 นาที กว่าจะกลับมาโฟกัสได้เต็มที่ ช่วงเวลานี้คือช่วงที่สมาธิหาย ประสิทธิภาพลด และพลังงานถูกใช้ไปโดยไม่จำเป็น
2. ตั้งกรอบเวลาโฟกัสงานจริงจัง ครั้งละ 60-90 นาที
วางแผนวันทำงานให้ชัดเจนด้วยการแบ่งช่วงเวลาโฟกัสกับงาน ใช้สมาธิสูง เช่น กำหนดช่วงทำงานลึกครั้งละ 60-90 นาที แล้วโฟกัสกับงานเดียวให้เต็มที่ แทนการปล่อยให้ตัวเองไล่ตอบอีเมล หรือทำงานตามสิ่งที่เด้งเข้ามาตลอดเวลา วิธีนี้ช่วยให้เรากำหนดจังหวะการทำงานเอง ไม่ใช่ปล่อยให้สิ่งรอบตัวกำหนดแทน
3. เผื่อเวลางาน อย่าตึงจัด ช่วยลดความเครียด
ประเมินเวลาให้เผื่อไว้มากกว่าที่คิด หากคิดว่างานจะเสร็จในหนึ่งชั่วโมง ลองกันเวลาไว้สองชั่วโมง เพราะในความเป็นจริง เรามักมีเวลาน้อยกว่าที่ประเมินไว้เสมอ การเผื่อเวลาไม่ใช่การทำงานช้า แต่คือการวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อลดความเครียดและความเร่งรีบที่ไม่จำเป็น
แล้วเทคโนโลยีช่วยให้เราทำงานดีขึ้นจริงหรือไม่? นิวพอร์ตมองว่า เราอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่น่ากังวล เพราะเทคโนโลยี AI กำลังสร้างจังหวะการทำงานแบบใหม่ที่ทำให้เรารู้สึกว่าสะดวกขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้สมาธิขาดๆ หายๆ เพราะโฟกัสของเราถูกแบ่งไปหาสิ่งรอบตัวตลอดเวลา เครื่องมือที่เราใช้ยังไม่ได้ช่วยให้เรามีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างแท้จริง หากเราไม่รู้จักจัดการวิธีทำงานของตัวเอง
งานที่ดี ไม่ใช่ “ทำงานนี้ยังไง” แต่คือ “ทำงานนี้ไปเพื่ออะไร”
นอกเหนือจากเทคนิคการทำงานแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “ความหมายของงาน” ยืนยันจากงานวิจัยของ Wharton School พบว่า องค์กรที่มีเป้าหมายชัดเจน และสร้างความรู้สึกเป็นทีมที่ดี มีผลประกอบการทางการเงินที่ดีกว่าองค์กรที่ขาดสิ่งเหล่านี้
ส่วนงานวิจัยอีกชิ้นที่ตีพิมพ์ใน Journal of Psychosomatic Research ยังพบว่า คนที่รู้สึกว่าชีวิตมีเป้าหมาย จะมีความเสี่ยงโรคหัวใจต่ำกว่าและมีแนวโน้มอายุยืนยาวขึ้น ขณะที่การศึกษาของ University of Sussex ระบุว่า ความรู้สึกมีจุดมุ่งหมายในชีวิตสัมพันธ์กับความสุขและประสิทธิภาพในการทำงานที่สูงขึ้น
สำหรับนิวพอร์ต ความหมายในงานไม่ได้มาจากความเร็ว หรือจำนวนงานที่ทำได้ แต่เกิดจากสิ่งที่เราสร้างขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และมีคุณค่าจริง เขาเรียกแนวคิดนี้ว่า “embracing quality” หรือการให้ความสำคัญกับคุณภาพงาน และพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เหนือสิ่งอื่นใด ความหมายที่แท้จริงเกี่ยวข้องกับผู้คน งานไม่ใช่แค่ตัวเลขกำไรหรืออัตราการเติบโต แต่คือการสร้างคุณค่าที่ส่งผลต่อชีวิตของคนอื่น และการตระหนักว่าผลงานของเรามีความหมายต่อใครบางคน
โดยสรุปคือ งานที่ดีจริงๆ อาจไม่ใช่การเร่งทำงานทุกอย่างเพื่อให้พ้นมือไปวันๆ แต่การรู้จักชะลอจังหวะการทำงาน รู้จักวางแผนเวลางาน และตั้งใจเลือกวิธีทำงานที่เหมาะสม อาจทำให้เราสร้างผลงานได้ดีกว่า และมีเวลาเหลือสำหรับสิ่งที่สำคัญจริงๆ มากขึ้น
อีกทั้ง การกลับมาทบทวนว่าอะไรคือแรงจูงใจของเรา และงานของเราสร้างความแตกต่างหรือสร้างคุณค่าให้สังคมอย่างไร จะช่วยให้เราไม่จมอยู่กับความยุ่งที่ไร้ทิศทาง และหลีกเลี่ยง Burnout ได้ดีกว่าเดิม เพราะในโลกการทำงานยุคใหม่ การยุ่งตลอดเวลาไม่ใช่เครื่องหมายของความสำเร็จ หากแต่ความชัดเจน โฟกัส และความหมายต่างหาก ที่จะพาเราไปไกลกว่าอย่างยั่งยืน
อ้างอิง: Forbes, McKinsey, Gallup, Microsoft





