วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

IBM สวนกระแสตลาดงาน ประกาศรับเด็กจบใหม่เพิ่ม 3 เท่า Gen Z มีงานทำ

IBM สวนกระแสตลาดงาน ประกาศรับเด็กจบใหม่เพิ่ม 3 เท่า Gen Z มีงานทำ

ท่ามกลางกระแสความผันผวนของตลาดงานในยุค AI หลายคนพบว่าตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นลดลง เด็กจบใหม่หางานยากมากขึ้นทุกวัน บริษัทเทคโนโลยีมูลค่า 240,000 ล้านดอลลาร์อย่าง IBM กลับเดินเกมตรงข้าม ประกาศเพิ่มการจ้างงาน Gen Z ในตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นถึง 3 เท่า พร้อมปรับบทบาทงานให้สอดคล้องกับยุค AI สะท้อนว่า การตัดคนรุ่นใหม่ออกจากระบบ อาจไม่ใช่กลยุทธ์ที่ยั่งยืนขององค์กร

ตลาดแรงงานสำหรับ Gen Z ในช่วงปีที่ผ่านมาไม่ใช่เรื่องสบายใจนัก อัตราการว่างงานของบัณฑิตจบใหม่ในสหรัฐฯ อยู่ที่ 5.6% ซึ่งถือว่าใกล้แตะระดับสูงสุดในรอบกว่าทศวรรษ (ไม่นับช่วงการระบาดของโควิด-19) ขณะเดียวกัน ผู้บริหารระดับสูงหลายคน ตั้งแต่ ดาริโอ อโมเดอี (Dario Amodei) ซีอีโอของ Anthropic ไปจนถึง จิม ฟาร์ลีย์ (Jim Farley) ซีอีโอของ Ford ต่างออกมาเตือนว่า ปัญญาประดิษฐ์จะทำให้ตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นในองค์กรหายไปจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกบริษัทที่เลือกเดินตามแนวคิด “ลดพนักงานในระดับเริ่มต้น” เพราะเมื่อเร็วๆ นี้ บริษัทเทคโนโลยีมูลค่า 240,000 ล้านดอลลาร์อย่าง IBM ที่ประกาศชัดว่า กำลังเร่งรับพนักงาน Gen Z มากขึ้น โดยเฉพาะตำแหน่งงานระดับเริ่มต้น โดย นิคเคิล ลามอโรซ์ (Nickle LaMoreaux) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลของ IBM ให้สัมภาษณ์ว่า บริษัทที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในอีก 3-5 ปีข้างหน้า คือบริษัทที่กล้าลงทุนกับการจ้างงานระดับเริ่มต้นในช่วงเวลานี้

“เรากำลังเพิ่มการจ้างงานระดับเริ่มต้นเป็นสามเท่า และใช่ นั่นรวมถึงตำแหน่งนักพัฒนาซอฟต์แวร์และงานอื่นๆ ที่หลายคนเคยบอกว่า AI จะเข้ามาทำแทนได้” เธอกล่าว

*หมายเหตุ: นโยบายนี้พบว่าเกิดขึ้นก่อนที่จะมีประกาศลดจำนวนพนักงานราวๆ 1% ของบริษัทในช่วงปลายปีที่ผ่านมา

ลามอโรซ์ยอมรับว่า งานจำนวนไม่น้อยที่เคยเป็นหน้าที่หลักของตำแหน่งระดับเริ่มต้น สามารถใช้ระบบอัตโนมัติและ AI ทำแทนได้แล้ว แต่หากมองอีกมุมหนึ่ง แทนที่จะตัดตำแหน่งพนักงานเหล่านั้นออก IBM เลือกปรับนิยามบทบาทใหม่ให้สอดคล้องกับความสามารถของ AI

ยกตัวอย่างเช่น วิศวกรซอฟต์แวร์จะใช้เวลาน้อยลงกับการเขียนโค้ดซ้ำๆ และหันไปให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับลูกค้า และการแก้ปัญหาเชิงระบบมากขึ้น ขณะที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลจะไม่ต้องตอบคำถามทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่จะทำหน้าที่กำกับและปรับปรุงการทำงานของแชตบอตที่ตนเองดูแลอยู่ เป็นต้น

การเปลี่ยนแปลงนี้ ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงลดต้นทุน แต่เพื่อสร้างทักษะที่ยั่งยืนกว่าให้พนักงาน และเพิ่มมูลค่าในระยะยาวให้กับบริษัท

ตัดพนักงานระดับต้นวันนี้ อาจขาดหัวหน้าระดับกลางในวันหน้า

ในปี 2026 ที่สภาพตลาดแรงงานสำหรับคนรุ่นใหม่ยังมีแนวโน้มตึงตัว งานหายาก แข่งขันสูง แต่ผู้สมัครที่จะได้งานเร็ว คือผู้สมัครที่แสดงให้เห็นถึงความคุ้นเคยกับ AI และความพร้อมในการเรียนรู้เครื่องมือใหม่ๆ คนกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่โดดเด่นกว่าใคร ตามข้อมูลของ LinkedIn ชี้ว่า ทักษะด้านความเข้าใจ AI (AI literacy) เป็นทักษะที่เติบโตเร็วที่สุดในสหรัฐฯ ขณะนี้

ในมุมของหลายองค์กร การลดตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นดูเหมือนเป็นทางเลือกที่ง่ายที่สุด เมื่อ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และกดดันให้บริษัทต้องรัดเข็มขัดควบคุมต้นทุน รายงานจาก Korn Ferry ระบุว่า 37% ขององค์กรมีแผนจะใช้ AI แทนตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นเป็นส่วนใหญ่

แต่ลามอโรซ์เตือนว่า กลยุทธ์เช่นนี้อาจสร้างปัญหาระยะยาวให้องค์กร การลดจำนวนพนักงานระดับต้นมากเกินไป เสี่ยงทำให้ในอนาคตขาดแคลนผู้จัดการระดับกลาง เพราะไม่มีใครเติบโตขึ้นมาจากภายในองค์กร หากต้องหาคนจากภายนอกเข้ามาแทน ก็มีต้นทุนสูงกว่า และใช้เวลานานกว่าจะปรับตัวเข้ากับระบบและวัฒนธรรมองค์กรได้

“การจ้างงานระดับเริ่มต้นเป็นความรับผิดชอบของฝ่ายทรัพยากรบุคคลในการอธิบายเหตุผลทางธุรกิจให้ชัดเจน แม้ในวันนี้อาจดูไม่จำเป็นนัก เพราะ AI ทำให้งานบางอย่างง่ายขึ้น แต่ในอีก 3 ปีข้างหน้า มันจะเห็นผลชัดเจน” เธอกล่าว

ขณะที่ อาร์วินด์ กฤษณะ (Arvind Krishna) ซีอีโอของ IBM ก็แสดงจุดยืนไปในทิศทางเดียวกัน โดยให้สัมภาษณ์กับ CNN ว่า ขณะที่หลายบริษัทพูดถึงการเลิกจ้างหรือการหยุดรับคนเพิ่ม เขากลับมองตรงกันข้าม “ผมคาดว่าในอีก 12 เดือนข้างหน้า เราจะรับเด็กจบใหม่มากกว่าหลายปีที่ผ่านมา” เขาแสดงมุมมองในฐานะผู้นำ

อย่างไรก็ตาม เพียงหนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้น IBM ก็ประกาศลดพนักงานหลายพันตำแหน่งภายในสิ้นปี เพื่อปรับโฟกัสไปยังธุรกิจซอฟต์แวร์และ AI ที่เติบโตสูง โฆษกบริษัทระบุว่า การเลิกจ้างครั้งนี้กระทบพนักงานของบริษัททั่วโลกในสัดส่วนเปอร์เซ็นต์เลขหลักเดียวที่ต่ำ และเมื่อรวมกับการจ้างงานใหม่แล้ว จำนวนพนักงานในสหรัฐฯ จะยังใกล้เคียงเดิม

ไม่ใช่แค่ IBM ที่เดิมพันกับ Gen Z แต่หลายบริษัทก็คิดตรงกัน

IBM ไม่ได้เป็นบริษัทเดียวที่มองว่า คนรุ่นใหม่อาจเป็นกำลังหลักในการเร่งใช้ AI ภายในองค์กร เมลานี โรเซนวาสเซอร์ (Melanie Rosenwasser) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลของบริษัท Dropbox ให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg ว่า พนักงาน Gen Z มาพร้อมทักษะด้าน AI ที่เหนือกว่าคนรุ่นก่อนอย่างเห็นได้ชัด “มันเหมือนพวกเขาปั่นจักรยานอยู่ใน Tour de France ขณะที่คนรุ่นเราๆ ยังใช้ล้อพยุงอยู่เลย” เธอกล่าว

ทั้งนี้ Dropbox เตรียมขยายโครงการฝึกงาน และโปรแกรมรับเด็กจบใหม่เพิ่มขึ้น 25% เพื่อใช้ประโยชน์จากความคล่องแคล่วด้าน AI ของคนรุ่นใหม่

ในทำนองเดียวกัน ราวี กุมาร เอส (Ravi Kumar S) ซีอีโอของบริษัทไอที Cognizant ก็ให้สัมภาษณ์กับ Fortune เมื่อปีที่ผ่านมา ว่า เขาจะเปิดรับคนรุ่นใหม่เข้ามาทำตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นเพิ่มขึ้น เพราะเชื่อมั่นในศักยภาพของ Gen Z

“โครงสร้างองค์กรแบบพีระมิดที่มีบัณฑิตจบใหม่อยู่ฐานล่าง จะกว้างขึ้นและเตี้ยลง เส้นทางสู่ความเชี่ยวชาญจะเร็วขึ้น” เขาอธิบาย พร้อมเสริมว่า AI ไม่ใช่เครื่องมือแทนที่มนุษย์ แต่เป็นตัวขยายศักยภาพของมนุษย์มากกว่า

โลกการทำงานอาจไม่ปิดประตูใส่ "เด็กจบใหม่" อย่างที่คิด

กระแสความกังวลว่า AI จะทำให้ตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นหายไป อาจเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของภาพทั้งหมด เพราะอีกครึ่งหนึ่งคือ องค์กรที่กำลังปรับบทบาทงานใหม่ แล้วพร้อมอ้าแขนรับคนรุ่นใหม่ที่เชี่ยวชาญการใช้ AI เข้ามาร่วมงานมากขึ้น แทนที่จะตัดตำแหน่งเหล่านี้ทิ้งไป

ดังนั้น สิ่งสำคัญในการพัฒนาองค์กรให้เติบโตยั่งยืนในวันนี้ คือ องค์กรควรจะหันมาออกแบบงานระบบใหม่ เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้เติบโตไปพร้อมกับวัฒนธรรมการทำงานที่ใช้ AI เป็นเครื่องมือและผู้ช่วย ไม่ใช่การนำ AI เข้ามาแทนที่คน 100% หากบริษัทใดมองการจ้างงานเด็กจบใหม่เป็นต้นทุนระยะสั้นเพียงอย่างเดียว อาจต้องเผชิญต้นทุนที่สูงกว่าในอนาคต เมื่อขาดบุคลากรที่เติบโตจากภายในระบบของตนเอง

ในวันที่โลกงานกำลังเปลี่ยนเร็ว บางทีการลงทุนกับคนรุ่นใหม่ อาจไม่ใช่ความเสี่ยง แต่เป็นกลยุทธ์ระยะยาวที่ชัดเจนที่สุด

 

 

อ้างอิง: Fortune, CNN, CNBC, LinkedIn, Bloomberg