เวลาพูดถึง “ความสุข” คนส่วนใหญ่มักนึกถึง ภาพชีวิตที่ประสบความสำเร็จ รายได้ที่เพิ่มขึ้น หรือเป้าหมายที่ทำสำเร็จแล้วสักวันเราจะมีความสุขเอง
แต่ในวงการจิตวิทยา งานวิจัยจำนวนมากกลับชี้ไปอีกทางว่า สิ่งที่ทำให้มนุษย์รู้สึกดีอย่างลึกที่สุด ไม่ใช่สถานะทางสังคม ไม่ใช่หน้าตา และไม่ใช่เงิน แต่คือ ความรู้สึกว่ามีใครสักคนรักและใส่ใจเรา
แนวคิดนี้ถูกอธิบายอย่างเป็นระบบในหนังสือ How to Feel Loved: The Five Mindsets That Get You More of What Matters Most (วิธีรู้สึกได้รับความรัก: 5 กรอบความคิดเพื่อสิ่งสำคัญที่สุด) ซึ่งเขียนโดย ศ. ซอนยา ลูโบเมียร์สกี (Sonja Lyubomirsky) นักวิจัยด้านความสุขและศาสตราจารย์จิตวิทยา มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ริเวอร์ไซด์ ร่วมกับ แฮร์รี รีส (Harry Reis) นักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยโรเชสเตอร์
ทั้งสองเสนอว่า แกนกลางของความสุขมนุษย์ ไม่ใช่การมีสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น แต่คือ การรู้สึกว่า “เรามีความผูกพันกับใครบางคน”
‘กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย’ พาผู้อ่านไปสำรวจว่า ทำไม “ความรู้สึกถูกรัก” จึงเป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ ตั้งแต่ระดับชีววิทยา ไปจนถึงสุขภาพจิต ความสัมพันธ์ และคุณภาพชีวิตในระยะยาว รวมถึงวิธีที่เราสามารถสร้างความเชื่อมโยงกับผู้อื่นได้จริงในชีวิตประจำวัน
ทำไมความรักถึงสำคัญกับมนุษย์ขนาดนั้น
หากมองในเชิงชีววิทยา มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ลำพังไม่ได้ตั้งแต่เกิด ทารกไม่มีทางรอดชีวิตหากไม่มีคนดูแล และช่วงเวลาที่ต้องพึ่งพาคนอื่นของมนุษย์ยาวนานกว่าสัตว์แทบทุกชนิด
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ความต้องการนี้ไม่ได้หายไปเมื่อโตขึ้น
แฮร์รี รีส อธิบายว่า มนุษย์ทำงานได้ดีขึ้น มีสุขภาพจิตดีขึ้น และอายุยืนขึ้น เมื่อรู้สึกว่าตัวเอง “เป็นส่วนหนึ่งของใครบางคน” ในทางตรงกันข้าม ความโดดเดี่ยวไม่ได้แค่ทำให้ “เหงา” แต่สัมพันธ์กับประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง ภาวะซึมเศร้า และอัตราการเสียชีวิตที่เร็วขึ้น
ซอนยา ลูโบเมียร์สกี อธิบายว่า ความเหงาคือสัญญาณทางวิวัฒนาการ มันคือสัญญาณเตือนว่า “ความผูกพันทางสังคมของเรากำลังอ่อนลง” ร่างกายต้องการให้เราแก้ไขมัน เหมือนความหิวที่เตือนให้เรากินอาหาร
กล่าวอีกแบบหนึ่ง ความรู้สึกไม่เป็นที่รัก เป็นกลไกเอาตัวรอดของมนุษย์ ให้จำเป็นต้อง ไปเชื่อมโยงกับผู้อื่น เพื่อให้ความสัมพันธ์กลับมาแน่นแฟ้นและปลอดภัยเหมือนเดิม
วงจรอันตรายของความเหงา
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การเหงา แต่อยู่ที่ “เราตอบสนองต่อความเหงาอย่างไร”บางคนเมื่อรู้สึกโดดเดี่ยว จะโทรหาเพื่อน นัดกินข้าว หรือพยายามเชื่อมต่อผู้คน แต่ในคนอีกกลุ่ม ความเหงากลับทำงานตรงกันข้าม พวกเขาอาจเริ่มตีความว่า “ไม่มีใครอยากอยู่กับฉัน” หรือ “ต้องมีอะไรผิดปกติที่ตัวฉัน”
จากนั้นจึงถอยตัวเองออกจากสังคม อยู่บ้านคนเดียว เล่นเกม ใช้สารเสพติด หรือทำกิจกรรมลำพังมากขึ้น ซึ่งยิ่งทำให้วงจรโดดเดี่ยวรุนแรงขึ้น ที่น่าสนใจคือ คนที่เหงาเรื้อรังมักเริ่มไม่ไว้วางใจความอบอุ่นจากผู้อื่น
แม้ใครจะเข้าหาด้วยความจริงใจ ก็อาจถูกตีความว่า “เขาคงมีจุดประสงค์อื่น” สุดท้ายท่าทีที่ระแวงนี้ทำให้คนรอบข้างถอยห่าง และกลายเป็นคำทำนายที่เป็นจริงด้วยตัวมันเอง
ทำไมความสำเร็จไม่ทำให้เรารู้สึกเป็นที่รัก
ความเชื่อที่พบบ่อยคือ “ถ้าฉันดีพอ เก่งพอ สวยพอ ฉันจะถูกรัก”
ซอนยา ลูโบเมียร์สกี บอกว่า นี่คือความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุด เพราะการรู้สึกเป็นที่รัก ไม่ได้เกิดจากการทำให้ตัวเอง “น่ารักขึ้น” แต่เกิดจากการที่ เราให้คนอื่นรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเรา
หากเราแสดงแต่ด้านดี ปิดบังข้อบกพร่อง คนอื่นจะรู้จักเพียงภาพลักษณ์ ไม่ใช่ตัวเรา และลึก ๆ เราจะไม่มั่นใจเลยว่า “ถ้าเขารู้จักฉันจริง ๆ เขาจะยังรักฉันอยู่ไหม”
แฮร์รี รีส เสริมว่า การเอาเงิน หน้าตา หรือความสำเร็จมาเป็นตัววัด ยิ่งทำให้ไม่รู้สึกดีพอ เพราะจะมีคนที่มากกว่าเราเสมอ ดังนั้นความรักที่ตั้งอยู่บนคุณสมบัติภายนอก จึงไม่มีวันทำให้เรามั่นคงทางใจ
วิธีที่ง่ายที่สุดในการรู้สึกถูกรัก
สิ่งที่ทั้งสองนักจิตวิทยาพบอาจดูขัดสัญชาตญาณ คือ ถ้าอยากรู้สึกว่ามีคนรักคุณ ให้คุณทำให้เขารู้สึกถูกรักก่อน
จุดเริ่มต้นไม่ใช่การพยายามทำให้ตัวเองน่าสนใจขึ้น แต่คือ “ความสนใจต่ออีกคนอย่างแท้จริง”
การถามถึงวันของเขา สนใจความคิด ความกังวล และโลกภายในของเขา และที่สำคัญคือการฟังจริง ๆ ไม่ใช่รอคิวพูดต่อ
แฮร์รี รีส อธิบายว่า เมื่อเราแสดงความใส่ใจ เราจะเริ่มวงจรทางสังคมที่เรียกว่า reciprocity ในทางจิตวิทยา หมายถึง “การตอบแทนกัน” หรือ “การให้แล้วอีกฝ่ายอยากให้กลับ” มนุษย์มีแนวโน้มตอบแทนความรู้สึก เมื่อใครรู้สึกว่าถูกมองเห็น เขาจะอยากมองเห็นเรากลับ
เหมือนกระดานหกในความสัมพันธ์ เมื่อเรายกอีกฝ่ายขึ้น อีกฝ่ายก็จะยกเราขึ้นเช่นกัน
ความสุขที่เรามองข้ามมาตลอด
ความสุข อาจไม่ใช่สิ่งที่รออยู่ปลายทางของความสำเร็จ แต่เป็นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์เล็ก ๆ ทุกวัน ไม่ใช่การมีคนจำนวนมาก แต่คือการมีใครสักคนที่รู้จักเราจริง ๆ และเราก็รู้จักเขา ในโลกที่ผู้คนพยายามพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นตลอดเวลา งานวิจัยนี้ชวนให้มองอีกด้านหนึ่งว่า บางทีสิ่งที่เราต้องพัฒนา ไม่ใช่ภาพลักษณ์ของตัวเอง แต่คือความสามารถในการเชื่อมต่อกับคนอื่นอย่างจริงใจ
เพราะท้ายที่สุด มนุษย์อาจไม่ได้ต้องการชีวิตที่สมบูรณ์แบบ เราต้องการเพียงความรู้สึกง่าย ๆ อย่างหนึ่งว่า เรามีที่อยู่ในหัวใจของใครบางคนเท่านั้นเอง
อ้างอิง washingtonpost





