วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

ได้คุมบริษัทเมื่อไหร่ Gen Z จะสั่งนโยบาย “ทำงานที่บ้าน” แทน RTO

ได้คุมบริษัทเมื่อไหร่ Gen Z จะสั่งนโยบาย “ทำงานที่บ้าน” แทน RTO

แม้หลายบริษัทกำลังเร่งใช้คำสั่งให้พนักงานกลับเข้าออฟฟิศ แต่ข้อมูลล่าสุดจากสหรัฐฯ ชี้ว่า ชัยชนะของนโยบาย Return-to-Office (RTO) อาจเป็นเพียงกระแสช่วงสั้นๆ เพราะเมื่อผู้บริหาร Gen X และ Baby Boomer เกษียณอายุออกไป คนรุ่นมิลเลนเนียล (Gen Y) และ Gen Z ที่ขึ้นมาครองตำแหน่งบริหารแทน มีแนวโน้มหนุนการทำงานทางไกลมากกว่าอย่างชัดเจน วิจัยชี้ชัด บริษัทเกิดใหม่ที่ทีซีอีโออายุน้อย มักจะมีนโยบายให้พนักงานทำงานที่บ้านมากกว่า

วิจัยดังกล่าวเป็นการศึกษาของสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติสหรัฐฯ (National Bureau of Economic Research: NBER) ซึ่งได้ติดตามแบบสำรวจแรงงานสหรัฐฯ รายเดือนจำนวน 8,000 คน อายุระหว่าง 20-64 ปี ตลอดปี 2025 พบข้อเท็จจริงที่สอดคล้องกันอย่างน่าสนใจ 2 ข้อ คือ

ข้อแรก คือ พนักงานในบริษัทที่ก่อตั้งใหม่ มีแนวโน้มทำงานที่บ้านมากกว่าบริษัทเก่าอย่างชัดเจน โดยบริษัทที่ก่อตั้งหลังปี 2015 มีสัดส่วนการทำงานจากที่บ้าน “เกือบ 2 เท่า” เมื่อเทียบกับบริษัทที่ก่อตั้งก่อนปี 1990

ส่วนข้อที่สอง คือ บริษัทที่มีซีอีโออายุน้อย เปิดโอกาสให้พนักงานทำงานที่บ้านมากกว่าองค์กรที่มีผู้นำอายุมากกว่า โดยรายงานข้างต้นรายงานระบุไว้ชัดเจนว่า “พนักงานในบริษัทที่ก่อตั้งใหม่ และบริษัทที่มีซีอีโออายุน้อย มีแนวโน้มทำงานจากที่บ้านมากกว่าองค์กรที่เก่าแก่หรือมีผู้นำอายุมาก”

ได้คุมบริษัทเมื่อไหร่ Gen Z จะสั่งนโยบาย “ทำงานที่บ้าน” แทน RTO

เมื่อดูข้อมูลเชิงลึก จะเห็นแนวโน้มชัดว่า ยิ่งอายุซีอีโอลดลง จำนวนวันที่บังคับให้เข้าออฟฟิศก็ลดลงตามไปด้วย และพนักงานที่ทำงานภายใต้ผู้นำวัยยี่สิบต้น ๆ เป็นกลุ่มที่ทำงานจากที่บ้านมากที่สุด พูดอีกอย่างคือ อนาคตของการเดินทางเข้าออฟฟิศ อาจไม่ได้ขึ้นกับนโยบาย HR เท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับ “ปีเกิดของผู้บริหารองค์กร” ด้วย

ชัยชนะของ RTO อาจเป็นเพียงกระแสชั่วคราว

ปัจจุบัน บริษัทขนาดใหญ่อย่าง Amazon และ JPMorgan กำลังผลักดันให้พนักงานกลับเข้าออฟฟิศเต็มเวลา ทำให้หลายคนมองว่า ยุคทำงานที่บ้านกำลังถอยหลัง แต่ผลการศึกษานี้มองต่างออกไป นักวิจัยสรุปว่า เมื่อผู้บริหารรุ่น Baby Boomer และ Gen X ค่อยๆ เกษียณออกไป และคนรุ่นมิลเลนเนียลกับ Gen Z ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำแทนแล้ว ในเวลานั้น นโยบายทำงานทางไกล หรือ Remote work จะมีแนวโน้มกลับมาเป็นกระแสหลักอีกครั้ง

สำหรับใครที่ไม่อยากรอเป็นสิบปี ในรายงานยังให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ เอาไว้ชัดเจนว่า หากต้องการเพิ่มโอกาสทำงานจากที่บ้าน ควรมองหาบริษัทอายุน้อย และบริษัทที่มีผู้บริหารอายุน้อย แทนการหางานในบริษัทที่มีอายุเก่าแก่

แม้หลายบริษัทอ้างว่า การทำงานในออฟฟิศช่วยให้พนักงานรุ่นใหม่ได้เรียนรู้และสร้างความสัมพันธ์แบบพบหน้า แต่ทีมวิจัยชี้ว่า คนรุ่นใหม่คือกลุ่มที่ปรับตัวกับเทคโนโลยีได้เร็วที่สุด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การทำงานทางไกลเป็นไปได้จริง

Gen Z และ Gen Y ไม่ได้มองรูปแบบการทำงานระยะไกลเป็นแค่ “สวัสดิการพิเศษ” แต่พวกเขามองเป็นวิธีทำงานปกติใหม่ในยุคนี้ไปแล้ว เพราะพวกเขาเติบโตมากับเครื่องมือที่ช่วยให้ทำงานที่ไหนก็ได้อย่าง Slack, Zoom และระบบทำงานผ่านคลาวด์ตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ

งานวิจัยยังพบความเชื่อมโยงชัดเจนระหว่างผู้นำอายุน้อยกับองค์กรที่เป็นทั้ง “flexible-first” และ “digital-first” กล่าวคือ บริษัทที่เปิดรับรูปแบบการทำงานระยะไกล มักเป็นบริษัทเดียวกับที่เปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ไปพร้อมกันด้วย

ผู้นำธุรกิจ เตือน บริษัทที่ไม่รับ AI จะหายไปจากตลาด

มาร์ก ดิกสัน (Mark Dixon) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอบริษัท อินเตอร์เนชันแนล เวิร์กเพลซ กรุ๊ป (International Workplace Group: IWG) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการพื้นที่ทำงานแบบยืดหยุ่นในกรุงลอนดอน ให้ความเห็นว่า ประเด็นไม่ได้อยู่ที่พนักงานทำงานที่ไหน แต่อยู่ที่องค์กรปรับตัวกับเทคโนโลยีหรือไม่

เขามองว่า ผู้นำองค์กรควรเลิกโฟกัสว่าคนทำงานที่ไหนสักที บริษัทส่วนใหญ่จะอยู่ไม่รอด ถ้าไม่ยอมรับเอา AI เข้ามาช่วยงานในบริษัท ซึ่งเมื่อใช้เทคโนโลยีมาช่วยงานแล้ว ไม่ว่าจะทำงานที่ไหนก็ย่อมได้ผลลัพธ์เหมือนกัน

ดิกสันมองว่า บริษัทที่จะอยู่รอดในอนาคต คือบริษัทที่ใช้เทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบ รวมทั้งการทำงานแบบยืดหยุ่น การเลือกสถานที่ทำงานได้ และการใช้เครื่องมือดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของทีม เขาย้ำว่า “บริษัทที่ชนะคือบริษัทที่ยอมรับเทคโนโลยี เพราะพวกเขาโฟกัสที่คน ไม่ใช่แค่สถานที่

วัฒนธรรมแบบยึดติดออฟฟิศ อาจกลายเป็นจุดอ่อนในโลก AI

อีกเสียงหนึ่งที่สนับสนุนแนวคิดนี้คือ ไบรอัน โอเคลลี (Brian O’Kelley) ผู้ก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยี Scope3 ซึ่งเคยขายบริษัท AppNexus ให้กับ AT&T ในปี 2018 ด้วยมูลค่า 1,600 ล้านดอลลาร์ เขามองว่า บริษัทที่ยังยึดติดกับวัฒนธรรม “ต้องเข้าออฟฟิศ” กำลังทำร้ายตัวเอง

บริษัทที่ดีที่สุดจะเลิกยึดติดกับการบังคับพนักงานเข้าออฟฟิศ แล้วเรียนรู้การทำงานร่วมกับทีมที่ไม่ได้อยู่ในสถานที่เดียวกัน ใครก็ตามที่ยังยึดวัฒนธรรมที่ต้องทำงานในออฟฟิศเท่านั้น กำลังทำให้องค์กรของตัวเองเสียเปรียบ

โอเคลลีอธิบายว่า การมีทีมงานกระจายอยู่หลายโซนเวลา ไม่เพียงช่วยให้บริษัทสามารถให้บริการลูกค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่ยังบังคับให้ทีมพึ่งพาเทคโนโลยีและกระบวนการที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ

“ถ้าคุณสร้างวัฒนธรรมแบบทำงานทางไกลและไม่ต้องรองานทุกขั้นตอนพร้อมกัน คุณกำลังสร้างวัฒนธรรมที่ AI ช่วยเสริมทีมให้เติบโตต่อไปได้ แต่ถ้าคุณสร้างวัฒนธรรมที่ยึดออฟฟิศเป็นศูนย์กลาง คุณไม่ได้สร้างระบบองค์กรที่พร้อมสำหรับ AI เลย”

การทำงานที่บ้านจะกลับมาไหม? คำตอบอยู่ที่ผู้บริหารรุ่นถัดไป

แม้สภาพเศรษฐกิจปัจจุบันและตลาดแรงงานที่แข่งขันสูง ทำให้องค์กรมีอำนาจต่อรองมากพอจะเรียกพนักงานกลับเข้าออฟฟิศ แต่แนวโน้มระยะยาวอาจต่างออกไป เมื่อผู้นำรุ่นใหม่ที่ก้าวขึ้นมาบริหารแทนคนรุ่นก่อน ซึ่งพวกเขามักให้ความสำคัญกับสมดุลชีวิตและเทคโนโลยี AI อย่างมาก คราวนี้เมื่อวันนั้นมาถถึง การทำงานจากที่บ้านอาจไม่ใช่ข้อยกเว้นอีกต่อไป

ในระยะสั้น นโยบายเข้าออฟฟิศอาจยังเดินหน้า แต่ในระยะยาว ทิศทางการทำงานอาจขึ้นอยู่กับว่า ใครคือคนที่ได้นั่งเก้าอี้ผู้บริหารในอีก 10 ปีข้างหน้า และหากดูจากข้อมูลฉากทัศน์ในวันนี้  ก็คงต้องยอมรับกันแล้วล่ะว่า Gen Z มีคำตอบของพวกเขาไว้แล้วว่าอยากจะบริหารงานด้วยวัฒนธรรมองค์กรแบบไหน

 

 

อ้างอิง: Fortune, Inc.com