ในโลกธุรกิจยุค 2026 ที่การแข่งขันสูงลิ่ว หลายองค์กรพยายามเฟ้นหานวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำสมัยมาสร้างความได้เปรียบ แต่แท้จริงแล้ว “อาวุธลับ” ที่ทรงพลังที่สุดอาจอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด นั่นคือ ‘สุขภาวะคนทำงาน’ รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เปิดข้อมูลสำคัญบนเวที Thailand People Management & Well-Being Award 2025 เพื่อย้ำเตือนว่า สุขภาวะที่ดีไม่ใช่เพียงสวัสดิการ แต่คือเข็มทิศความยั่งยืนที่ทุกองค์กรต้องยกระดับให้เป็นยุทธศาสตร์หลัก
จากการบรรยายในหัวข้อ "The Science of Well-being: How Healthy People Drive Organizational Growth" รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ ได้อธิบายถึงกลไกทางวิทยาศาสตร์ที่เปลี่ยนความสุขให้กลายเป็นผลกำไร โดยชี้ให้เห็นว่าสุขภาวะที่ดีจะช่วยลดระดับความเครียดสะสม ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) และเป็นรากฐานสำคัญของนวัตกรรม
ในทางกลับกัน ความเสี่ยงทางสุขภาพของพนักงาน เช่น โรคอ้วนเกินเกณฑ์ หรือป่วยด้วยโรคเรื้อรัง หรือแม้แต่โรคภูมิแพ้ ไม่เพียงแต่จะทำให้พนักงานขาดงานมากขึ้น แต่ยังนำไปสู่ภาวะมาทำงานโดยไม่พร้อม ทำให้ได้งานที่ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อกำไรและผลประกอบการโดยรวมขององค์กรมากกว่าที่คิด
สุขภาวะไม่ใช่แค่สวัสดิการ แต่คือ "ยุทธศาสตร์" สู่ความสำเร็จ
หลายองค์กรอาจมองว่าการทำนโยบาย Well-being ในบริษัท เป็นเพียงการจัดกิจกรรมสันทนาการหรือแค่ให้สวัสดิการเพิ่มเติม แต่สำหรับคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เรื่องนี้ถูกยกระดับให้เป็นยุทธศาสตร์หลัก
หมอจิรุตม์เน้นย้ำว่า "คนทำงาน เป็นหัวใจขององค์กร... ที่จุฬาฯ เราใช้เรื่องขององค์กรสุขภาวะเป็นยุทธศาสตร์หนึ่งเลยในการขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน ไม่ใช่เรื่องของสวัสดิการหรือว่าเรื่องที่ต้องทำตามกระแส แต่มันเป็นยุทธศาสตร์จริงๆ"
คณะบดีแพทย์จุฬาฯ ยังได้อธิบายถึงหัวใจสำคัญของ Well-being ในที่ทำงานคือการขับเคลื่อนผ่าน 7 Dimensions of Well-being Organization (เฟรมเวิร์กสุขภาวะ 7 ด้าน) ซึ่งเป็นงานวิจัยเชิงวิชาการจากภาควิชาวิทยาศาสตร์ป้องกันและสังคมที่ถูกนำมาใช้จริง ได้แก่
1. สุขภาวะทางจิตใจ (Mental Well-being)
2. สุขภาวะทางจิตวิญญาณ (Spiritual Well-being)
3. สุขภาวะทางกายภาพ (Physical Well-being)
4. สุขภาวะทางการเงิน (Financial Well-being)
5. สุขภาวะทางอาชีพ (Career Well-being)
6. สุขภาวะทางสิ่งแวดล้อม (Environmental Well-being)
7. สุขภาวะทางสังคม (Social Well-being)
หมอจิรุตม์เสริมว่าการดูแลพนักงานทั้ง 7 ด้านนี้ ต้องทำแบบ "บูรณาการ" เข้ากับทุกเรื่องในองค์กร เพราะเมื่อคนมีความสุข ผลที่ตามมาคือความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ที่จะนำไปสู่นวัตกรรมใหม่ๆ มาสู่องค์กร นำไปสู่การแข่งขันได้และเติบโตอย่างยั่งยืน
หลักฐานวิทยาศาสตร์ ชี้ ประสิทธิภาพงานดี-ไม่ดี เช็คจากสูตร 48/7
ข้อมูลที่ทำเอาคนทำงานหลายคนต้องอึ้งก็คือ มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันว่า "ยิ่งชั่วโมงงานล้นมาก ประสิทธิภาพงานก็ยิ่งลดลง" (More work hours, Less Effectiveness) ผลการศึกษาในไทยพบปัจจัยวิกฤติ 2 เรื่องหลักที่มีผลต่อสุขภาวะและการทำงานโดยตรง ได้แก่
1. การทำงานเกิน 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์: หากพนักงานทำงานในชั่วโมงการทำงานที่เกินกว่านี้ ประสิทธิภาพจะเริ่มถดถอยลง และกระทบต่อ Performance โดยรวมขององค์กร
2. การนอนไม่ถึง 7 ชั่วโมงต่อคืน: ในทางวิทยาศาสตร์ การนอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมงในแต่ละคืน จะส่งผลเสียต่อสมาธิและประสิทธิภาพการทำงานอย่างชัดเจน
หากพนักงานในบริษัทขาดสุขภาวะสองข้อหลักข้างต้น ก็จะเป็นสาเหตุให้ขาดความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการสร้างนวัตกรรมในองค์กร การที่พนักงานอดนอนหรือทำงานหนักเกินไปจะทำให้ปัจจัยเหล่านี้หายไป ไม่เพียงเท่านั้น หากพนักงานป่วยบ่อยหรือเครียดสูง ก็จส่งผลให้เกิดการขาดงาน (Absenteeism) สูงขึ้น และทำให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลรวมถึงเบี้ยประกันสุขภาพขององค์กรพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย
รวมไปถึง เกิดปัญหาสุขภาพจิตและเริ่งอัตราลาออก เนื่องจากชั่วโมงการทำงานที่ล้นเกินไป เป็นสาเหตุสำคัญของภาวะ Burn out และเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อความต้องการลาออก (Intent to leave) ของพนักงาน
สุดท้ายภาระนี้ก็กลายเป็นความเสี่ยงระดับชาติ เมื่อความเครียดจากการทำงานที่หนักเกินไป (Workforce stress) จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตของคนงาน และเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศ หากองค์กรไม่ดูแลสุขภาวะพนักงาน ก็จะยิ่งลดทอนศักยภาพการเติบโตขององค์กรในระยะยาว
คณบดีแพทย์จุฬาฯ ย้ำว่า "ความเสี่ยงทางสุขภาพของพนักงาน ที่ส่งผลกระทบต่อ Performance และผลกำไรองค์กร ยังรวมถึงพฤติกรรมการกินอาหารที่ไม่ดี (Poor Diet) และน้ำหนักตัวเกิน (BMI สูง) ความเครียดสูง (Stress) และอารมณ์ที่ไม่แจ่มใสมาจากบ้าน ภาวะติดบุหรี่ ป่วยโรคเบาหวาน หรือแม้แต่ 'โรคภูมิแพ้' และ 'โรคไส้ปั่นป่วน (IBS)' ก็ล้วนส่งผลต่อประสิทธิภาพงานทั้งสิ้น"
Toxic Behavior "ฟางเส้นสุดท้าย" ที่พนักงานไม่ทนอยู่ต่อ
ในแง่ของวัฒนธรรมองค์กร หมอจิรุตม์หยิบยกงานวิจัยเกี่ยวกับ Top 10 behavior ที่ส่งผลให้พนักงานเกิดภาวะ Burnout และความต้องการลาออก (Intent to leave) โดยระบุว่า พนักงานอาจทนเรื่องเงินเดือนน้อย หรือทนงานหนักได้ แต่ "Toxic Behavior" ของคนในที่ทำงาน คือสิ่งที่หลายคนรับไม่ได้จริงๆ
"หลายครั้งในการลาออก เป็นเพราะพนักงานต้องเผชิญกับ toxic behavior แล้วบางครั้งไม่ได้มาจากแค่เพื่อนร่วมงาน หัวหน้างาน แต่อาจมาจากบุคคลภายนอกที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานด้วย ยกตัวอย่างเช่น การทำงานในโรงพยาบาล มีหลายครั้งบุคลากรการแพทย์ก็ต้องเจอเรื่องขัดแย้งระหว่างผู้ให้การดูแลกับคนไข้หรือญาติคนไข้
เมื่อเกิดขึ้นบ่อยๆ เข้า พฤติกรรมที่เป็นพิษเหล่านี้ เปรียบเสมือน "ฟางเส้นสุดท้าย" ที่ทำให้หลายคนตัดสินใจลาออกไป ส่งผลกระทบต่อภาพรวมขององค์กร เพราะเป็นการทำลายความผูกพันของพนักงานกับองค์กร
หากองค์กรสามารถแก้จุดนี้และสร้าง Career Well-being ให้พนักงานรู้สึกว่ามีอนาคตและได้รับการพัฒนา เส้นทางอาชีพก้าวหน้าได้ในองค์กรนี้ พวกเขาจะ "นำอนาคตของเขามาผูกไว้กับความสำเร็จขององค์กรด้วย" ซึ่งจะช่วยลดทั้งความเครียดและลดอัตราการลาออกได้อย่างเห็นผล
Happy People = Happy Shareowner บทพิสูจน์จากวิจัย Oxford
เพื่อยืนยันว่า Well-being ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันแต่เป็นเรื่องจำเป็น และส่งผลต่อกำไรบริษัทจริงๆ หมอจิรุตม์ได้อ้างถึงงานวิจัยจาก Oxford University (เผยแพร่เมื่อเดือนพฤษภาคม 2023) ที่ศึกษาบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ พบว่า ระดับความอยู่ดีมีสุขของคนในองค์กร มีความสัมพันธ์เชิงบวก (Positive Relationship) กับผลประกอบการทางการเงินของบริษัทอย่างชัดเจน
งานวิจัยนี้เป็นการรวบรวมข้อมูลขนาดใหญ่จากพนักงานในบริษัทจดทะเบียนกว่า 1,600 แห่งในสหรัฐฯ โดยนำชุดข้อมูลจาก Indeed มาผสานกับข้อมูลทางการเงินจาก Compustat เพื่อพิสูจน์ความสัมพันธ์ระหว่างความสุขของพนักงานและผลกำไร ซึ่งผลการวิจัยค้นพบ "ความสัมพันธ์เชิงบวกที่แข็งแกร่ง" ในหลายมิติ ได้แก่
1. ผลตอบแทนที่สูงกว่า: บริษัทที่มีระดับความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานสูงที่สุด มักมีผลประกอบการในตลาดหุ้น มูลค่าบริษัท และผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ROA) ที่ดีกว่าเกณฑ์มาตรฐานอย่างชัดเจน
2. เห็นกำไรที่จับต้องได้: บริษัทที่พนักงานมีสุขภาวะระดับสูง สามารถ "ทำนาย" ถึงกำไรขั้นต้นที่สูงขึ้นของบริษัทได้ในอนาคต
3. พนักงานลาออกน้อยลง: พนักงานที่มีความสุขมีแนวโน้มจะลาออกน้อยลง ลาป่วยน้อยลง และไม่ฝืนทำงานขณะป่วย หรือมาทำงานแบบไม่พร้อม (ซึ่งลดภาวะ Presenteeism)
งานวิจัยชิ้นนี้วัดสุขภาวะผ่าน 4 ด้านหลัก คือ ความพึงพอใจในงาน, จุดมุ่งหมาย, ความสุข และความเครียด โดยผลสรุปชี้ชัดว่าพนักงานที่ได้รับคะแนนสุขภาวะสูงจะมีลักษณะร่วมกันคือ มีความสามารถในการร่วมมือกัน (Collaborative), มีความคิดสร้างสรรค์, มีความมุ่งมั่น และมีแรงจูงใจในการทำงานสูงกว่าปกติ
หมอจิรุตม์สรุปสมการความสำเร็จขององค์กร ไว้อย่างง่ายๆ ว่า "Happy People ก็นำไปสู่ Happy Workplace และ Happy Shareowner เพราะเมื่อพนักงานมีสุขภาวะที่ดี ก็ย่อมทำให้ Performance ขององค์กรดีขึ้นตามไปด้วย
สุดท้ายนี้ การสร้าง Well-being Organization จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่มันคือทางรอดที่ช่วยสนับสนุนการเติบโต ความมั่นคง และความยั่งยืนขององค์กรในระยะยาว โดยไม่จำเป็นต้องทำแยกส่วน แต่ให้บูรณาการเข้าไปในวิธีการบริหารและดูแลพนักงานให้มี "ความสุข" ในทุกๆ วัน สิ่งนี้ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพราะผลกำไรที่แท้จริงเริ่มต้นจากพนักงานที่มีสุขภาพกายใจแข็งแรง และทำงานในสิ่งแวดล้อมที่ปราศจากมลพิษทางอารมณ์นั่นเอง





