ภาพยนตร์แอนิเมชัน “KPop Demon Hunters” ขึ้นแท่นเป็นหนังที่ได้รับความนิยมสูงสุดตลอดกาลของ “Netflix” ด้วยยอดรับชมมากกว่า 325.1 ล้านครั้ง เป็นที่ฮอตฮิตไปทั่วโลก และทำให้ชาวอเมริกันจำนวนมากหันมาสนใจเรียนภาษาเกาหลี
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ “Golden” เพลงประกอบภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เด็กทั่วโลกสามารถร้องตามได้ขึ้นใจ สร้างสถิติไว้มากมาย ทั้งขึ้นอันดับ 1 BillBoard Hot 100 พร้อมคว้ารางวัลเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเวทีลูกโลกทองคำครั้งที่ 83 และรางวัลเพลงยอดเยี่ยมที่แต่งขึ้นสำหรับสื่อภาพยนตร์บนเวทีแกรมมี่ครั้งที่ 68 ความสำเร็จบนเวทีรางวัลระดับโลกนี้ยิ่งตอกย้ำอิทธิพลของสื่อบันเทิงเกาหลีในกระแสหลักของสหรัฐอย่างชัดเจน
แม้เนื้อเพลงส่วนใหญ่ของ Golden จะเป็นภาษาอังกฤษ แต่ก็ยังสอดภาษาเกาหลีเอาไว้ในเพลง ทำให้ผู้ฟังสนใจอยากรู้ว่าท่อนภาษาเกาหลีแปลว่าอะไร จนทำให้ครีเอเตอร์จำนวนมากอัปโหลดวิดีโอบน YouTube และ TikTok เกี่ยวกับการออกเสียง หาความหมาย และเจาะลึกเนื้อร้องส่วนนี้ ซึ่งมียอดการเข้าชมรวมกันหลายล้านครั้ง
ข้อมูลจาก Modern Language Association (MLA) พบว่าในช่วงปี 2016-2021 การละทะเบียนเรียนภาษาต่างประเทศโดยรวมในระดับมหาวิทยาลัยสหรัฐลดลง 16% แต่การเรียนภาษาเกาหลีกลับสวนทางด้วยอัตราการเติบโตสูงถึง 38% ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดในบรรดาทุกภาษา
สอดคล้องกับสถิติจาก Duolingo แอปพลิเคชันเรียนภาษาระดับโลกรายงานว่า มียอดผู้เรียนภาษาเกาหลีในสหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 22% ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งปี ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าความหลงใหลในป๊อปคัลเจอร์ ได้เปลี่ยนงานอดิเรกไปเป็นความมุ่งมั่นในการเรียนรู้ภาษาอย่างเป็นรูปธรรม
ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยหลายแห่งทั่วสหรัฐ เช่น มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ และมหาวิทยาลัยอาร์คันซอ ต่างขานรับกระแสนี้ ด้วยการขยายหลักสูตรภาษาและวัฒนธรรมเกาหลีเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน สถาบันสอนภาษาเอกชนก็กำลังเร่งรับสมัครครูสอนภาษาเกาหลี เพื่อตอบสนองต่อจำนวนนักเรียนที่หลั่งไหลเข้ามา
แทมมี่ คิม ผู้อำนวยการบริหารของ Korean American Center ในรัฐแคลิฟอร์เนียกล่าวว่า ในตอนนี้สถาบันมีบุคลากรและทรัพยากรไม่เพียงพอต่อความต้องการเรียนภาษาเกาหลีของชาวอเมริกัน
จำนวนนักเรียนชาวอเมริกันที่มาเรียนภาษาเกาหลี โดยที่ไม่เคยมีพื้นฐานด้านภาษาเกาหลีมาก่อนมีเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งเป็นเพราะพวกเขามีทัศนคติที่เปลี่ยนไป ซู จูวอน ผู้อำนวยการโปรแกรมภาษาเกาหลีแห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ระบุว่า “ตอนนี้ภาษาเกาหลีกลายเป็นสิ่งที่ดูเท่ไปแล้ว",
เมื่อ 20 ปีก่อนมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ มีคลาสเรียนภาษาเกาหลีสำหรับผู้ไม่มีพื้นฐานเพียง 2 คลาส แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 8 คลาส ซึ่งดร.พัค จุงฮี ผู้ดูแลโปรแกรมยอมรับว่า ไม่เคยคิดว่าจะได้รับความสนใจมากขนาดนี้
นอกจากระดับอุดมศึกษาแล้ว กระแส K-POP ก็ยังลุกลามไปถึงมัธยม และทำให้เด็ก ๆ เรียนรู้คำสแลงและพื้นฐานมาก่อนที่จะเริ่มคลาส ถึงขนาดที่ บ็อบ ฮาว ครูสอนภาษาเกาหลีในรัฐแมริแลนด์ยอมรับว่า “ถึงแม้ผมจะเติบโตในเกาหลี แต่นักเรียนรู้จัก K-pop มากกว่าผมเสียอีก ตอนนี้ผมต้องฟัง K-pop ทุกวันเพื่อให้ทันกับเทรนด์”
ทั้งหมดนี้ แต่เป็นผลพวงจากคลื่นวัฒนธรรมร่วมสมัยของเกาหลีใต้ หรือที่เรียกว่า “ฮัลลยู” (Hallyu) ซึ่งสั่งสมกระแสมายาวนาน ตั้งแต่เพลง “Gangnam Style” ของ Psy ในปี 2012 ตามมาด้วยความสำเร็จระดับโลกของวง “BTS” และ “Blackpink” รวมถึงภาพยนตร์ “Parasite” ที่คว้ารางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม รวมไปถึงซีรีส์อย่าง “Squid Game” หนึ่งในคอนเทนต์ที่มีผู้ชมมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Netflix ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชาวอเมริกันคุ้นเคยกับภาษาและวัฒนธรรมเกาหลี จนนำไปสู่ความต้องการที่จะทำความเข้าใจเนื้อหาโดยไม่ต้องพึ่งพาคำบรรยายภาษาอังกฤษ
แม้ว่ากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ จะจัดให้ภาษาเกาหลีเป็นหนึ่งในภาษาที่เรียนยากที่สุดสำหรับผู้พูดภาษาอังกฤษ คู่กับภาษาอาหรับ จีน และญี่ปุ่น เนื่องจากโครงสร้างประโยคและลำดับระดับภาษาที่ซับซ้อน แต่แรงบันดาลใจจากสื่อบันเทิงกลับทำให้ผู้เรียนยอมทุ่มเทเวลาศึกษาอย่างต่อเนื่อง
อิทธิพลของแอนิเมชันเรื่องนี้ ยังขยายวงกว้างไปสู่ไลฟ์สไตล์ประจำวันและการบริโภคสินค้าในสหรัฐ ตั้งแต่การเลือกซื้อสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ตเกาหลี H Mart การทำอาหารเกาหลี ไปจนถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ K-beauty ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภาษาเกาหลีได้หลอมรวมเข้ากับวัฒนธรรมร่วมสมัยของชาวอเมริกันอย่างแนบเนียน
ที่มา: Business Times, The Asia Business daily, The Chosun Daily, The New York Times





