เมื่อเทศกาลตรุษจีน 2026 (ปีม้าไฟ) ไม่ได้เป็นแค่ช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง แต่กำลังจะกลายเป็น "บททดสอบใหญ่" ของห่วงโซ่การผลิตโลก ผลสำรวจชี้ชัดพนักงานโรงงานจำนวนไม่น้อย เตรียมโบกมือลานายจ้างเดิมหลังรับโบนัส ขณะที่คนรุ่นใหม่ในเกาหลีใต้แห่เมินกลับบ้านเกิด หันไปทำงานพาร์ทไทม์ "รับเงินก้อน" ช่วงหยุดยาวตรุษจีนแทน สะท้อนภาพลักษณ์ตลาดแรงงานเอเชียที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
วิกฤติขาดแคลนแรงงาน พนักงานโรงงาน 25% จ่อลาออกหลังหยุดยาวตรุษจีน
จากรายงานของ เซโก้ โลจิสติกส์ (SEKO Logistics) ระบุว่า "ปรากฏการณ์แรงงานไหลออก" หลังวันหยุดยาวตรุษจีนจะทวีความรุนแรงขึ้นในปี 2026 โดยมีการคาดการณ์ว่า พนักงานโรงงานมากถึง 25% อาจไม่กลับมาทำงานกับนายจ้างเดิม แรงงานกลุ่มนี้ใช้ช่วงหยุดยาวในการเจรจาหางานใหม่ที่มีค่าตอบแทนสูงกว่า หรือตัดสินใจย้ายถิ่นฐานกลับไปทำงานใกล้บ้าน และบางส่วนเลือกที่จะออกจากภาคอุตสาหกรรมการผลิตไปเลย
การหมุนเวียนของแรงงานในระดับสูงเช่นนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ "การควบคุมคุณภาพสินค้า" เนื่องจากโรงงานต้องรีบเร่งรับพนักงานใหม่ที่ขาดประสบการณ์เข้ามาทดแทนคนเก่าที่หายไป
ข้อมูลระบุว่าหลังเปิดดำเนินการในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม โรงงานส่วนใหญ่จะมีกำลังการผลิตเหลือเพียง 35% เท่านั้น และอาจต้องใช้เวลาถึงปลายเดือนมีนาคมกว่าที่ทุกอย่างจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
ปี 2026 จีนประกาศหยุดยาวตรุษจีน 9 วัน นานขึ้นเป็นประวัติการณ์
ในปี 2026 รัฐบาลจีนได้ประกาศวันหยุดเทศกาลตรุษจีนยาวนานที่สุดเป็นประวัติการณ์ถึง 9 วัน ตั้งแต่วันที่ 15-23 กุมภาพันธ์ อย่างไรก็ตาม เฉียน โจว (Qian Zhou) ผู้เชี่ยวชาญด้านข่าวสารการลงทุนจาก ไชน่า บรีฟฟิ่ง (China Briefing) เตือนว่า ผลกระทบที่แท้จริงจะลากยาวถึง 40 วัน (ตั้งแต่วันที่ 2 ก.พ. - 13 มี.ค.) เนื่องจากการเดินทางกลับบ้านครั้งใหญ่ของประชากรชาวจีน
สำหรับบริษัทหรือโรงงานที่จำเป็นต้องดำเนินงานในช่วงวันหยุดยาวตรุษจีนนี้ (ไม่ปิดโรงงานให้พนักงานทำงานล่วงเวลา) กฎหมายแรงงานจีนกำหนดมาตรฐานค่าล่วงเวลา (OT) ไว้อย่างเข้มงวด ได้แก่
• ค่าจ้าง 300% (3 เท่า): สำหรับการทำงานในวันหยุดราชการ (16 - 19 ก.พ.)
• ค่าจ้าง 200% (2 เท่า): สำหรับการทำงานในวันหยุดสุดสัปดาห์หรือวันหยุดชดเชย หากบริษัทไม่สามารถจัดวันหยุดชดเชยให้ภายหลังได้
นอกจากเรื่องค่าจ้างแล้ว บริษัทยังต้องเผชิญกับช่วงพีคของการลาออก เนื่องจากวัฒนธรรมการให้ "โบนัสเดือนที่ 13" ในช่วงตรุษจีน กลายเป็นจุดตัดสินใจสำคัญที่พนักงานจะรอรับเงินก้อนก่อนยื่นใบลาออกจากที่ทำงานเดิม แล้วหันไปหางานใหม่เพื่ออัปเงินเดือนให้สูงขึ้น
เทรนด์คนรุ่นใหม่เกาหลี ไม่กลับบ้านช่วงตรุษจีน แต่อยาก "หาเงินก้อน"
ข้ามมาดูที่ฝั่งเกาหลีใต้ ลิม จู-ฮยอง (Lim Juhyeong) จาก เอเชีย บิสเนส เดลี (The Asia Business Daily) รายงานว่า พฤติกรรมการทำงานของคนรุ่นใหม่ในเกาหลีใต้ (Generation MZ) กำลังเปลี่ยนภาพจำของเทศกาล "โซลัล" (Seollal) หรือตรุษจีนเกาหลีไปอย่างสิ้นเชิง
โดยผลสำรวจจากแพลตฟอร์ม อัลบา เฮฟเว่น (Alba Heaven) พบว่าแรงงานพาร์ทไทม์ถึง 66.5% วางแผนจะทำงานในช่วงหยุดยาวตรุษจีน โดยมีเหตุผลหลักคือ
1. ต้องการหาเงินพิเศษในระยะเวลาสั้นๆ (21.9%)
2. มีความจำเป็นต้องใช้เงินก้อนใหญ่ เช่น ค่าเทอม หรือค่าเที่ยว (15.2%)
3. ไม่มีแผนพิเศษอื่นในช่วงวันหยุด (28.3%)
สิ่งที่จูงใจคนกลุ่มนี้คือค่าแรงที่สูงขึ้น โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 12,591 วอนต่อชั่วโมง หรือราวๆ 270 บาทต่อชั่วโมง ซึ่งสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำถึง 25% โดยสายงานที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ งานขายและการกระจายสินค้า (78.4%) และ งานส่งอาหารหรือเดลิเวอรี (72.2%) เนื่องจากสถิติจากแอปพลิเคชัน แบมิน (Baemin) พบว่ามียอดสั่งอาหารเพิ่มสูงขึ้นถึง 29% ในช่วงเทศกาลวันหยุดยาวแบบนี้
วิกฤติโลจิสติกส์ ต้องเตรียมตัวล่วงหน้า 5 เดือน
ในแง่ของโลจิสติกส์ การขนส่งสินค้า ผู้ประกอบการควรตระหนักว่าเทศกาลตรุษจีนไม่ใช่แค่การหยุดงาน 1-2 สัปดาห์ แต่เป็น "การบริหารความเสี่ยง" ยาวนานถึง 6-8 สัปดาห์ ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องระวังในปี 2026 ในแง่การคมนาคมขนส่งสินค้าและต้นทุน ได้แก่
1. การยกเลิกเที่ยวเรือขนส่งสินค้า (Blank Sailings): มีการคาดการณ์ว่าจะมีการยกเลิกเที่ยวเรือถึง 107 เที่ยวในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 38% จากเดิม เพื่อรักษาเสถียรภาพของราคา
2. ค่าระวางเรือขนส่งสินค้าพุ่งสูง: ราคาขนส่งทางเรือจะเริ่มพุ่งสูงขึ้น ตั้งแต่กลางเดือนธันวาคมในปีที่ผ่านมา
3. รถบรรทุกขนส่งสินค้าหยุดวิ่ง: ระบบการขนส่งภายในประเทศจีนจะหยุดชะงักเกือบทั้งหมดในช่วงสัปดาห์ตรุษจีน และค่าจ้างรถบรรทุกอาจพุ่งสูงขึ้น 2-3 เท่า
ทั้งนี้ มีคำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจผลิตสินค้า คือ ควรสำรองสินค้าเพิ่มขึ้น 30-40% ของยอดขายปกติ และควรวางแผนสั่งผลิตสินค้าล่วงหน้า 5-6 เดือน สำหรับสินค้าที่มีความซับซ้อน
สิ่งที่เกิดขึ้นกับพนักงานโรงงานในปี 2026 กำลังส่งสัญญาณว่า "ตลาดแรงงานเอเชียกำลังเข้าสู่ยุคที่ทักษะเลือกงาน" อย่างแท้จริง การที่แรงงานฝีมือ 25% กล้าที่จะไม่กลับไปทำงานเดิม สะท้อนว่าพวกเขาไม่ได้มองหาแค่รายได้รายวัน แต่กำลังมองหา "ความมั่นคงและโอกาสใหม่" ในอุตสาหกรรมที่ตอบโจทย์ชีวิตมากกว่าเดิม เช่น อุตสาหกรรม AI หรือการผลิตขั้นสูง
ขณะที่พนักงานออฟฟิศและคนรุ่นใหม่ เทรนด์ "งานพาร์ทไทม์เงินก้อน" ในเกาหลีใต้บ่งบอกว่า แนวคิดเรื่องความกตัญญูผ่านการกลับบ้านเกิดกำลังถูกท้าทายด้วย "ความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ" (Economic Reality)
บทเรียนสำหรับองค์กรทั่วเอเชียในอนาคตคือ การรักษาคนเก่งไว้ไม่ได้อยู่ที่การจ่ายโบนัสเพียงปีละครั้ง แต่อยู่ที่การสร้าง สภาพแวดล้อมการทำงานที่ดี (Positive Work Environment) และ ความยืดหยุ่น (Flexibility) หากบริษัทยังใช้โมเดลเดิมๆ ในการบริหารคน ตรุษจีนในทุกๆ ปีก็จะไม่ใช่เทศกาลแห่งความสุข แต่จะเป็นเทศกาลแห่ง "ความเสี่ยง" ที่ธุรกิจต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อ้างอิง: Sekologistics, cm.asia, china-briefing





