วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

คนที่จีบในที่ทำงาน อาจไม่ได้รักจริง 91% จีบเพราะหวังผลประโยชน์

คนที่จีบในที่ทำงาน อาจไม่ได้รักจริง 91% จีบเพราะหวังผลประโยชน์

ช่วงเทศกาลวาเลนไทน์อาจทำให้บรรยากาศเรื่องความรักอบอวลมากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่ในที่ทำงาน แต่ก่อนจะปล่อยให้ความรู้สึกกับเพื่อนร่วมงานพัฒนาไปไกลกว่านั้น อาจถึงเวลาหยุดคิดให้รอบคอบ เพราะความสัมพันธ์ในออฟฟิศไม่ได้มีแค่เรื่องหวานๆ ให้หัวใจชุ่มชื่น แต่ถ้าพลาดพลั้งก็กระทบต่อชื่อเสียง โอกาสความก้าวหน้าด้านการงาน และเส้นทางอาชีพหนักหน่วงกว่าที่คิด

ที่ผ่านมามีงานวิจัยหลายชิ้นที่พูดถึงการพบรักในที่ทำงาน แม้ตัวเลขจากแต่ละงานวิจัยจะต่างกัน แต่ภาพรวมชัดเจนว่า “ความรักในที่ทำงาน” เกิดขึ้นบ่อยกว่าที่หลายคนคิด

ข้อมูลผลสำรวจจาก Zety บริษัทบริการด้านอาชีพ ระบุว่า 79% ของพนักงานเคยมีความสัมพันธ์ระยะยาวกับเพื่อนร่วมงาน และ 15% เคยมีความสัมพันธ์มากกว่าหนึ่งครั้ง ขณะที่ผลสำรวจของ Resume Genius พบว่า 39% ของพนักงานเคยเดตกับเพื่อนร่วมงาน ส่วนการสำรวจของ Monster ระบุว่า 53% เคยแอบชอบเพื่อนร่วมงาน

พูดง่ายๆ ว่า สถานที่ทำงานยังคงเป็นหนึ่งในพื้นที่หลัก ที่วัยทำงานพบเจอความรักและสร้างความสัมพันธ์เชิงโรแมนติก เพราะสำหรับคนทำงานจำนวนมาก เพื่อนร่วมงานคือคนที่พบเจอบ่อยที่สุด มากกว่ากลุ่มเพื่อนหรือครอบครัวเสียอีก โดยเฉพาะในชีวิตการทำงานที่เร่งรีบ สถานที่ทำงานจึงกลายเป็นพื้นที่พบคู่รักโดยปริยาย

แม้ทำงานไฮบริด ไม่เจอหน้ากัน ก็ไม่ได้ปิดกั้นการเดตในที่ทำงาน

หลายคนอาจคิดว่าสมัยนี้ผู้คนทำงานจากบ้านมากขึ้น โอกาสเกิดความสัมพันธ์ย่อมน้อยลง เพราะไม่ได้เจอหน้ากันทุกวัน แต่ผลสำรวจของ Zety กลับพบว่า 86% เชื่อว่าการทำงานนอกออฟฟิศกลับเอื้อต่อการพัฒนาความสัมพันธ์มากขึ้น เพราะการคุยกันผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ จีบกันง่ายกว่าเดิมเสียอีก

เนื่องจากการสื่อสารผ่านช่องทางดิจิทัลมักเป็นการพูดคัยแบบไม่เป็นทางการ การได้เห็นพื้นที่ส่วนตัวของกันและกันผ่านวิดีโอคอล และการสนทนาแบบตัวต่อตัวที่เกิดขึ้นบ่อยกว่าการเจอตัวจริง อาจทำให้บรรยากาศผ่อนคลายกว่าการอยู่ในสำนักงาน บางครั้งการคุยกันเป็นกันเองมากขึ้นเรื่อยๆ จากเรื่องงาน เลยกลายเป็นเรื่องส่วนตัวโดยไม่ทันตั้งใจ

รู้ว่าเสี่ยง แต่ยังขอลอง? รักในที่ทำงานกับความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่

หลายคนตระหนักถึงความเสี่ยงของความรักในที่ทำงานอยู่แล้ว เช่น ถ้ามีฝ่ายหนึ่งรู้สึกถูกกดดัน เรื่องจะกลายเป็นข้อกล่าวหาร้ายแรงได้ หรือถ้าเลิกกันแล้วต้องนั่งทำงานด้วยกัน ก็หนีไม่พ้นความอึดอัดที่ตามมา มองหน้ากันไม่ติด มีผลกระทบต่อประสิทธิภาพงาน รวมไปถึงบทลงโทษทางวินัยหากองค์กรมีนโยบายห้ามความสัมพันธ์ภายในบริษัท

นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงอีกหลายอย่างที่มักถูกมองข้าม เพราะบางที.. เขาอาจไม่ได้จีบเพราะชอบเราจริง! ข้อมูลจาก Zety ระบุว่า 91% ของผู้ตอบแบบสอบถามยอมรับว่า เคยจีบเพื่อนร่วมงานเพื่อหวังผลประโยชน์เรื่องงานหรือความก้าวหน้าทางอาชีพ และ 69% เคยเห็นคนที่ได้รับสิทธิพิเศษที่ไม่เหมาะสมจากความสัมพันธ์ในที่ทำงาน

นั่นแปลว่า สิ่งที่ดูเหมือนความสนใจส่วนตัว อาจเป็นแค่เกมทางอาชีพของใครบางคนก็ได้ ทั้งนี้ งานวิจัยยังพบว่า ผู้ชายมีแนวโน้มเข้าใจผิดว่าอีกฝ่ายสนใจตนเองเชิงโรแมนติก ทั้งที่จริงสาวคนนั้นอาจแค่เป็นคนอัธยาศัยดีก็ได้ เพราะต้องทำงานร่วมกันตลอดเวลา ดังนั้น บางครั้งแค่ความเป็นกันเองในที่ทำงาน ก็ถูกตีความเกินจริงได้

แอบคบแต่โป๊ะ ส่งข้อความจีบกันผิดกลุ่มแชท ทำอาชีพพังในพริบตา

สมัยนี้หลายๆ ออฟฟิศใช้เครื่องมือสื่อสารอย่าง Teams หรือ Slack เพื่อช่วยให้ทำงานสะดวกขึ้น แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงใหม่ๆ เข้ามาอีกเพียง โดยเฉพาะในกรณีที่มีพนักงานแอบคบกันหรือแอบคบซ้อนในที่ทำงาน

ผลสำรวจของ Zety ระบุว่า 79% ของผู้ที่เคยมีความสัมพันธ์ในที่ทำงาน เคยเผลอส่งข้อความเชิงชู้สาวผิดคนหรือผิดกลุ่มแชทในกลุ่มทำงาน และ 16% เคยเห็นคนอื่นทำพลาดแบบเดียวกัน

ข้อความที่ส่งผิดเพียงครั้งเดียว อาจกลายเป็นหัวข้อซุบซิบในสำนักงาน และกระทบชื่อเสียงของพนักงานได้ในทันที โดยเฉพาะในยุคที่การแคปภาพหน้าจอสามารถถูกส่งต่อได้รวดเร็ว

ไม่เพียเท่านั้น ผลสำรวจของ Resume Genius พบว่า 28% ของผู้ที่มีความสัมพันธ์ในที่ทำงานยอมรับว่า เรื่องความรักทำให้เสียสมาธิในการทำงาน แม้จะดูไม่ร้ายแรง แต่การเสียสมาธิย่อมกระทบต่อผลงานในระยะยาว

ความรักลับๆ ในที่ทำงาน เสี่ยงพลาดโอกาสเลื่อนตำแหน่ง

ข้อมูลจากสมาคมบริหารทรัพยากรมนุษย์แห่งสหรัฐฯ (SHRM) ระบุว่า เกือบ 1 ใน 5 ของผู้ที่เคยมีความสัมพันธ์ในที่ทำงานบอกว่า อาชีพได้รับผลกระทบในทางลบ ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียงเสียหายหรือพลาดโอกาสเลื่อนตำแหน่ง

ยิ่งไปกว่านั้น ผลสำรวจของ Zety ปี 2024 พบว่า 88% เคยเห็นปัญหาที่เกิดจากความสัมพันธ์ในที่ทำงาน, 29% ของพนักงานที่มีความสัมพันธ์ ลาออกเพราะความสัมพันธ์ดังกล่าว และ 22% ถูกเลิกจ้างเพราะเรื่องนี้ ..ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ความสัมพันธ์ในที่ทำงานไม่ได้จบลงอย่างราบรื่นเสมอไป และบางครั้งอาจนำไปสู่การต้องเปลี่ยนที่ทำงานใหม่โดยไม่ตั้งใจ

อีกทั้ง ยังพบว่าหลายคนมีพฤติกรรมเลือกปกปิดความสัมพันธ์ โดยผลสำรวจของ SHRM ปี 2023 ระบุว่า 82% ของผู้ที่มีความสัมพันธ์ในที่ทำงาน เก็บเรื่องนี้เป็นความลับจากนายจ้าง แต่ในทางปฏิบัติ ความลับในที่ทำงานมักไม่ยั่งยืน จากข้อความที่ส่งผิดห้องสนทนา บทสนทนาที่มีคนได้ยิน ไปจนถึงเพื่อนร่วมงานที่ตั้งข้อสงสัย หากเรื่องนี้ไปกระทบผลประโยชน์ใครเข้า การพยายามเปิดโปงก็อาจตามมา

ยกตัวอย่างกรณีที่กลายเป็นข่าวใหญ่ เช่น ภาพจากคอนเสิร์ต Coldplay ที่จับภาพผู้บริหารระดับสูงกับหัวหน้าฝ่ายทรัพยากรบุคคลในท่าทีใกล้ชิด ก็ยืนยันได้ชัดเลยว่า เรื่องส่วนตัวอาจถูกเปิดเผยในพื้นที่สาธารณะโดยไม่ทันตั้งตัว

ยิ่งตำแหน่งสูง ยิ่งลำบากที่จะรัก อาจไม่คุ้มความเสี่ยง

งานวิจัยทางวิชาการพบว่า ผู้บริหารระดับสูงมีแนวโน้มเปิดรับความสัมพันธ์ในที่ทำงานมากกว่าพนักงานระดับต้น แต่ตำแหน่งไม่ได้ช่วยปกป้องผลกระทบเชิงลบต่างๆ ที่จะตามมา

โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีซีอีโอชื่อดังอย่างน้อย 10 คนที่ต้องพ้นตำแหน่งเพราะความสัมพันธ์ในที่ทำงาน และงานวิจัยยังพบว่า ซีอีโอมีแนวโน้มถูกปลดจากตำแหน่งเพราะมีพฤติกรรมส่วนตัวที่ไม่เหมาะสม มากกว่าเรื่องการรายงานตัวเลขทางการเงินผิดพลาดเสียอีก ..นั่นสะท้อนว่า ความผิดพลาดด้านความสัมพันธ์อาจถูกมองว่าเป็นประเด็นความน่าเชื่อถือ ที่กระทบอาชีพการงานมากกว่าเรื่องไหนๆ 

เอาเป็นว่า แม้การมีความรักในที่ทำงานไม่ใช่เรื่องผิด มันเริ่มต้นจากความใกล้ชิดและความเข้าใจกันและกันที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ แต่อย่าลืมว่า..บางครั้งผลลัพธ์ก็ไม่ได้โรแมนติกเสมอไป

ความสัมพันธ์หนึ่งครั้งอาจส่งผลต่อชื่อเสียง ความไว้วางใจ และโอกาสก้าวหน้าในแบบที่ยากจะย้อนกลับ เพราะบางครั้งมันไม่ใช่แค่เรื่องของคนสองคน แต่กลับกระทบต่อเพื่อนร่วมงานทั้งทีม และอาจบานปลายจนองค์กรได้รับผลกระทบ ดังนั้น ก่อนจะตัดสินใจข้ามเส้นจากเพื่อนร่วมงานไปสู่คู่รัก คุณต้องตอบตัวเองให้ได้จริงๆ ก่อนว่า  “เราชอบเขาจริงใช่ไหม มากกว่านั้นคือ พร้อมรับผลกระทบที่จะตามมาทุกด้านแล้วหรือยัง?”

 

 

อ้างอิง: Forbes, Journals Sagepub, Zety, ResumegeniusMonster