วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

Boomer อยากเกษียณไว เหนื่อยทำงานกับ Gen Z ความขัดแย้งปะทุในออฟฟิศ

Boomer อยากเกษียณไว เหนื่อยทำงานกับ Gen Z ความขัดแย้งปะทุในออฟฟิศ

ความขัดแย้งระหว่างคนต่างวัยในที่ทำงาน อาจไม่ได้เป็นแค่ประเด็นพูดคุยในโลกออนไลน์อีกต่อไป เพราะผลสำรวจล่าสุดพบว่า คนรุ่น Baby Boomers บางส่วนกำลังวางแผน “เกษียณก่อนเวลา” เพื่อลดการทำงานร่วมกับ Gen Z

ผลสำรวจที่จัดทำโดย Clari + Salesloft ร่วมกับบริษัทวิจัยอิสระ Workplace Intelligence ซึ่งเก็บข้อมูลจากพนักงานขายและผู้นำทีมขายในสหรัฐฯ จำนวน 2,000 คน พบว่า 19% ของ Baby Boomers ระบุว่ากำลังวางแผนเกษียณก่อนกำหนด เพราะรู้สึกเหนื่อยกับการทำงานร่วมกับ Gen Z ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดไม่ได้เกิดขึ้นเพียงฝั่งเดียว เพราะ Gen Z เองก็มีแนวโน้มหลีกเลี่ยงการทำงานร่วมกับ Boomers เช่นกัน

จากผลสำรวจเดียวกันพบว่า 28% ของ Gen Z กำลังมองหางานที่ลดการปฏิสัมพันธ์กับ Baby Boomers ให้น้อยที่สุด และรายงานยังประเมินว่า ความขัดแย้งระหว่างคนต่างวัยในองค์กร ทำให้สูญเสียผลิตภาพรวมกันถึง 56,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

Boomer VS Gen Z วัยต่างกันมากไป จนไม่เข้าใจกัน?

Baby Boomers มักหมายถึงผู้ที่เกิดระหว่างปี ค.ศ. 1946-1964 อายุประมาณ 56-74 ปี ส่วน Gen Z ครอบคลุมกลุ่มคนทำงานที่ปัจจุบันมีอายุประมาณ 13-28 ปี ซึ่งเป็นรุ่นที่เพิ่งเข้าสู่ตลาดแรงงานในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และเผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เรื่องความพร้อมในการทำงานและความเป็นมืออาชีพ 

ขณะที่ งานวิจัยก่อนหน้านี้ช่วงปลายปี 2024 ระบุด้วยว่า 6 ใน 10 ของนายจ้าง ที่รับคนรุ่นใหม่เข้ามาทำงาน เคยเลิกจ้างบัณฑิตจบใหม่ Gen Z ที่เพิ่งรับเข้าทำงานในปี 2024 ที่ทำงานได้ไม่ถึงปี และนายจ้าง 1 ใน 7 ระบุว่า อาจหลีกเลี่ยงการจ้างบัณฑิตจบใหม่ในอนาคต ทั้งหมดนี้ ก่อเกิดกระแสความขัดแย้งระหว่างรุ่นให้ปะทุขึ้นในหลายๆ องค์กรในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และในปีนี้ก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า หนึ่งในสาเหตุสำคัญของความตึงเครียด และความขัดแย้งระหว่างรุ่นในที่ทำงาน มาจากการใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ทำงาน โดยเฉพาะในสายงานขาย ซึ่ง AI อาจช่วยให้พนักงานรุ่นใหม่ทำยอดขายได้เร็วกว่าพนักงานรุ่นใฆญ่ แม้มีประสบการณ์น้อยกว่าก็ตาม

สตีฟ ค็อกซ์ (Steve Cox) ซีอีโอของ Clari + Salesloft ระบุว่า เดิมที AI ควรเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ทีมขาย แต่ในทางปฏิบัติแล้ว มันกลับกลายเป็นชนวนให้ทีมเกิดความตึงเครียดในทีม ทำให้บรรยากาศในทีมเริ่มมีรอยร้าว

เขาอธิบายว่า พนักงานบางคนใช้ AI เพื่อปิดการขายได้เร็วขึ้น ทำยอดได้มากขึ้น และบรรลุเป้าได้สม่ำเสมอ ขณะที่บางคนยังลังเลหรือแทบไม่ได้ใช้เครื่องมือ AI เลย ทำให้ยอดขายน้อยกว่า ผลงานแย่กว่า สถานการณ์ดังกล่าวจึงทำให้เกิดแรงเสียดทานในทีม และฉุดประสิทธิภาพงานโดยรวมให้ลดลง

2 เจนไม่อยากทำงานด้วยกัน รุ่นใหม่โทษรุ่นใหญ่ เป็นต้นตอวัฒนธรรมเป็นพิษ

ไม่เพียงเท่านั้น ข้อมูลในภาคธุรกิจการขาย ยังระบุด้วยว่า 39% ของพนักงานขาย Gen Z ระบุว่าต้องการให้ AI เป็นผู้จัดการมากกว่าคนรุ่น Baby Boomer ในขณะที่ 25% ของ Boomers ก็บอกว่าพวกเขาอยากทำงานร่วมกับ AI มากกว่าทำงานกับ Gen Z เช่นกัน แม้จะเป็นประชากรเพียงบางส่วนของแต่ละเจน แต่ข้อมูลดังกล่าวก็สะท้อนชัดว่า ทั้งสองฝ่ายต่างก็ไม่ต้องการทำงานร่วมกันเลย

นอกจากเรื่อง AI แล้ว ประเด็นสมดุลชีวิตและการทำงาน ก็เป็นอีกหนึ่งชนวนสำคัญที่ก่อให้เกิดการปะทะกันทางความคิดเห็น โดยผลสำรวจพบว่า 71% ของ Gen Z มองว่า Boomers ให้ความสำคัญกับจำนวนชั่วโมงทำงานมากกว่าผลลัพธ์  และ Gen Z 56% โทษ Boomers ว่าเป็นต้นตอของวัฒนธรรมการทำงานที่เป็นพิษในปัจจุบัน

ในทางกลับกัน 64% ของ Boomers มองว่า Gen Z ให้ความสำคัญกับสมดุลชีวิตมากเกินไป จนบดบังความต้องการของธุรกิจ และไม่แคร์กติกาขององค์กร

ซีอีโอ Clari + Salesloft เจ้าของรายงานฉบับนี้ เตือนว่า ตัวเลขความเสียหายด้านผลิตภาพ 56,000 ล้านดอลลาร์ เป็นเพียงต้นทุนที่มองเห็นได้ หากองค์กรใช้ AI แบบกระจัดกระจาย ไม่เป็นระบบ ปัญหาจะยิ่งทวีคูณ ทั้งการคาดการณ์ยอดขายผิดพลาด การดำเนินงานล่าช้า และอาจพบอัตราการลาออกที่เพิ่มขึ้น จนกระทบงบการเงินของบริษัทโดยตรง

ความเปลี่ยนแปลงของ “สัญญา” ระหว่างลูกจ้างกับนายจ้าง

ไมเคิล ไรอัน (Michael Ryan) ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน และผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ MichaelRyanMoney.com ให้สัมภาษณ์กับ Newsweek ว่า การเกษียณก่อนเวลาอาจไม่ได้เกิดจาก Gen Z โดยตรง แต่เกิดจากการที่โลกการทำงานเปลี่ยนไปจากที่ พนักงานรุ่น Boomers คุ้นเคย

เขาชี้ว่า ในอดีตคนรุ่นบูมเมอร์เติบโตมากับระบบที่มีบำนาญ บ้านยังราคาไม่สูง อาชีพมีเส้นทางชัดเจน แต่ปัจจุบันระบบเหล่านั้นแทบไม่เหลืออยู่แล้ว ความมั่นคงที่เคยเป็นข้อตกลงโดยนัยระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างได้เลือนหายไป

ไรอันอธิบายว่า คนรุ่นนี้อาจรู้สึกว่าประสบการณ์การทำงานที่พวกเขาสั่งสมมาทั้งชีวิต ไม่ใช่สิ่งที่ใช้ได้กับการทำงานในทุกวันนี้ ขณะที่ Gen Z เติบโตมาเห็นพ่อแม่ทุ่มเทให้บริษัทแต่สุดท้ายถูกเลิกจ้าง จึงตั้งคำถามว่า “ผลตอบแทนคุ้มค่ากับการทุ่มเทหรือไม่” หากพบว่าไม่คุ้มก็พร้อมจะลาออกทันที

ขณะที่บูมเมอร์อาจมองว่า พฤติกรรมดังกล่าวของคนรุ่นใหม่คือความไม่อดทน แต่ Gen Z มองว่าเป็นการปกป้องตัวเองจากความเสี่ยงทางอาชีพและสมดุลชีวิต

เควิน ธอมป์สัน (Kevin Thompson) ซีอีโอของ 9i Capital Group และผู้จัดรายการ 9innings podcast กล่าวว่า แก่นของความขัดแย้งอยู่ที่นิยามของคำว่า “จรรยาบรรณการทำงาน” ที่ต่างกัน Boomers เติบโตมากับแนวคิดเรื่องความภักดี ผลประโยชน์ และการเกษียณ (และได้เงินเกษียณ) ตามกำหนดของบริษัท แต่วันนี้ความเสี่ยงตกอยู่กับพนักงานมากขึ้น สวัสดิการลดลง และการเกษียณต้องพึ่งพาตนเองมากกว่าเดิม

Boomer กับ Gen Z ความต่างที่ชัดเจนที่สุดในประวัติศาสตร์การทำงานยุคใหม่

ด้าน อเล็กซ์ บีน (Alex Beene) ผู้สอนด้านการเงินจากมหาวิทยาลัยเทนเนสซี วิทยาเขตมาร์ติน มองว่า ช่องว่างระหว่างวัยของ Baby Boomers กับ Gen Z อาจเป็นช่องว่างที่ชัดที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ทำงานยุคใหม่ เพราะ Gen Z คือรุ่นแรกที่เติบโตมาในโลกออนไลน์เต็มรูปแบบ คุ้นเคยกับการเปิดเผยตัวตนบนสาธารณะ ขณะที่ Boomers หลายคนยังแยกชีวิตส่วนตัวกับงานออกจากกันชัดเจน

ไมเคิล ไรอัน เสริมว่า หากคนต่างรุ่นต่างปะทะและไม่สื่อสารให้เข้าใจกัน องค์กรจะสูญเสียทั้ง “ความทรงจำขององค์กร” จากรุ่นพี่ และ “สัญชาตญาณทางเทคนิค” จากรุ่นน้อง ผลิตภาพจะลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความเสี่ยงที่แย่กว่า คือ การที่ทั้งสองฝ่ายเลือกจะ “ถอยออก” และไม่พยายามทำความเข้าใจกันอีกต่อไป

ความตึงเครียดระหว่าง Boomers กับ Gen Z ไม่ได้เกิดจากความดื้อหรือความขี้เกียจของใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่มาจากโลกการทำงานที่เปลี่ยนกติกาเร็วเกินจะตามทัน รุ่นหนึ่งเติบโตมากับความมั่นคงและเส้นทางอาชีพที่คาดเดาได้ อีกรุ่นเติบโตมากับความไม่แน่นอน หนี้การศึกษา และ AI ที่เข้ามาเปลี่ยนงานแทบทุกสาย 

คนรุ่นใหม่กำลังตั้งคำถามกับวัฒนธรรมการทำงานที่เป็นพิษและระบบคุ้มครองแรงงานที่อ่อนแอ ขณะที่คนรุ่นเก่าอาจมองการตั้งคำถามนั้นว่าเป็นความไม่ทุ่มเท แต่แท้จริงแล้ว ทั้งสองฝ่ายกำลังตอบสนองต่อ “ระบบเดียวกัน” เพียงแค่ผ่านประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป ความตึงเครียดอาจคลี่คลายลง หากแต่ละรุ่นเริ่มเข้าใจว่าอีกฝ่ายให้คุณค่ากับอะไรในชีวิตการทำงาน และมองโลกการทำงานผ่านเลนส์แบบใด อีกทั้งองค์กรก็ต้องออกแบบการทำงานให้คนต่างวัยทำงานร่วมกันได้จริง เมื่อทุกฝ่ายเข้าใจกันมากขึ้น ก็ย่อมหาหนทางทำงานร่วมกันได้ดีขึ้นได้ในที่สุด 

 

 

อ้างอิง: Newsweek, Finance Yahoo, Clari DataSalesloft