วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

Gen Y กลัวไม่เก่งพอ? AI ผลักวัยทำงานสู่ Imposter Syndrome ในออฟฟิศ

Gen Y กลัวไม่เก่งพอ? AI ผลักวัยทำงานสู่ Imposter Syndrome ในออฟฟิศ

ในอดีต “Imposter Syndrome” หรือ “ภาวะรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งพอ” มักเกิดขึ้นกับวัยทำงานในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตการงาน ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มงานแรก การเลื่อนตำแหน่ง หรือการเปลี่ยนสายอาชีพ หลายคนที่มีประสบการณ์การทำงานมานานพอตัว การก้าวเข้าสู่บทบาทใหม่อาจทำให้ตื่นเต้นและเกิดคำถามในใจว่า “เราคู่ควรกับตำแหน่งนี้จริงหรือเปล่า?” แต่ส่วนใหญ่หลังจากปรับตัวได้และทำงานจนเข้ามือแล้ว ก็มักทำงานได้ตามเป้าหมายและราบรื่นเป็นอย่างดี เพราะในความเป็นจริง เรามีทั้งความรู้ ประสบการณ์ และคุณสมบัติที่จำเป็นอยู่แล้ว

แต่สำหรับคนทำงานในยุคนี้จำนวนมาก โดยเฉพาะระดับวัยกลางอาชีพ รุ่น Gen X  Gen Y ความรู้สึกแบบนั้นอาจไม่ใช่แค่เรื่องทั่วๆ ไปที่จะปล่อยผ่าน หรือสามารถปรับตัวให้เข้าที่เข้าทางกับเนื้องานใหม่ได้ง่ายๆ อีกต่อไปแล้ว เมื่อ AI กำลังเปลี่ยนวิธีที่องค์กรประเมินผลงานและคุณค่าในตัวคนทำงานอย่างแท้จริง

ประสบการณ์ที่สั่งสมมาทั้งชีวิต เริ่มถูกตั้งถามว่ามีคุณค่าจริงไหม?

คนทำงานระดับกลางที่มีประสบการณ์สูงจำนวนไม่น้อย กำลังเผชิญอาการ “Imposter Syndrome ที่มีสาเหตุจาก AI” อย่างเห็นได้ชัดเจน ในยุคหนึ่งพวกเขาสร้างคุณค่าด้านอาชีพการงานของตัวเอง จากการรู้ว่า ระบบทำงานอย่างไร, การตัดสินใจในองค์กรเกิดขึ้นแบบไห, การมองเห็นปัญหาก่อนจะลุกลาม และการรับมือกับความซับซ้อนในที่ทำงาน

จากภายนอก พวกเขามักถูกมองว่าเป็นคนทำงานที่ไว้ใจได้ ทำงานนิ่ง มีผลงานสม่ำเสมอ แต่ลึกๆ แล้ว หลายคนกลับรู้สึกว่า “อาชีพการงานกำลังสั่นคลอน” อย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

พวกเขาเห็นเพื่อนร่วมงานรุ่นใหม่หยิบ AI มาใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว ลองผิดลองถูกอย่างไม่กังวล เห็นผลลัพธ์ความเร็วกลายเป็นสิ่งที่ถูกชื่นชม (แม้บางครั้งก็ยังไม่ชัดว่างานนั้นถูกคิดมาดีแค่ไหน) และยังได้ยินผู้บริหารพูดถึง AI ในฐานะเครื่องมือสำคัญ โดยแทบไม่อธิบายว่า บทบาทของมนุษย์ควรอยู่ตรงไหนในสมการใหม่นี้

คราวนี้แหละ ที่วัยทำงานรุ่นใหญ่เริ่มเกิดคำถามใหม่ดังขึ้นในใจ ว่า ถ้างานจำนวนมากทำได้โดยไม่ต้องพึ่งประสบการณ์แบบเดิม ประสบการณ์การทำงานที่เราสั่งสมมาทั้งชีวิตยังมีค่าอยู่หรือเปล่า?

กติกาทำงานยุค AI เปลี่ยนเร็วกว่าเคย แม้แต่ผู้บริหารก็เป็น Imposter Syndrome

ข้อมูลตลาดแรงงานไม่ได้บอกว่าคนมีประสบการณ์กำลังหมดความจำเป็นไปเสียทีเดียว โดยรายงานภาพพรวมตลาดแรงงานของ Toptal ซึ่งติดตามตำแหน่งงานทักษะสูงทั่วโลก ที่ต้องการประสบการณ์อย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป พบว่า ความต้องการแรงงานกลุ่มนี้ ยังทรงตัวได้ดีกว่าตำแหน่งงานระดับเริ่มต้น

แต่เงื่อนไขของ “ประสบการณ์การทำงาน” ได้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน องค์กรไม่ได้จ่ายเงินเพียงเพราะใครทำงานมานานกว่า แต่จ่ายให้กับคนที่สามารถนำประสบการณ์นั้นไปสร้างผลลัพธ์ได้จริงในสภาพแวดล้อมที่มี AI เป็นตัวช่วย

จุดนี้เองที่ทำให้ความไม่มั่นใจของคนทำงานยุค AI แตกต่างจากอดีต เพราะมันไม่ได้เป็นแค่เรื่องความรู้สึก แต่เป็นผลจากกติกาการทำงานที่กำลังเปลี่ยนไป  บทบาทงานถูกนิยามใหม่เร็วกว่าที่คนจะปรับตัวทัน ตัวชี้วัดผลงานก็เปลี่ยนเร็วกว่าเครื่องมือที่หลายคนคุ้นเคย สิ่งที่เคยเป็นสัญญาณของคนทำงานเก่ง คุมงานใหญ่อยู่หมัด อาจไม่ถูกมองในแบบเดิมๆ อีกต่อไป

ไม่ใช่แค่พนักงานทั่วไป แม้แต่ผู้บริหารระดับสูงเองก็เผชิญความรู้สึกนี้เช่นกัน ผลสำรวจ Workforce 2025 ของ Korn Ferry ซึ่งเก็บข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญกว่า 15,000 คนทั่วโลก พบว่า ผู้บริหารระดับสูงถึง 43% ยอมรับว่าตัวเองมีภาวะ Imposter Syndrome ในช่วงเวลาที่องค์กรปรับโครงสร้าง เกิดการลดลำดับหัวหน้างาน และเพิ่มภาระให้แต่ละตำแหน่งมากขึ้น มันเปลี่ยนเร็วขึ้นเกินกว่าที่จะตั้งหลักได้ทัน

ขณะเดียวกัน คนทำงานระดับกลางอาชีพจำนวนไม่น้อย เริ่มรู้สึกว่าตัวเองถูกทิ้งไว้ข้างหลังในเรื่องการพัฒนาทักษะใหม่ ทั้งที่ความคาดหวังจากองค์กร  ด้านการใช้ AI ในงานจริง กลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

คนทำงานไม่ได้กลัวการเรียนรู้ แต่กลัวว่าของเดิมจะไม่มีค่า

เอาจริงๆ คนทำงานรุ่น Gen X Gen Y พวกเขาไม่ได้กลัวการเรียนรู้ พวกเขาผ่านการเปลี่ยนแปลงมาหลายรอบ ตั้งแต่ระบบงานใหม่ การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล โลกาภิวัตน์ ไปจนถึงการทำงานทางไกล ทุกครั้งที่ผ่านมา ประสบการณ์ การมองเห็นภาพรวม และวิจารณญาณ คือสิ่งที่ช่วยให้ยืนอยู่ได้

แต่ในยุค AI ทำให้โลกงานเปลี่ยนไปจากเดิม ไม่ใช่เรื่องว่าทำงานเก่งหรือไม่เก่ง แต่พวกเขากำลังรู้สึกว่า “วิธีทำงานแบบเดิมยังนับเป็นคุณค่าของคนทำงานหรือไม่” เพราะเมื่อ AI ทำให้งานเร็วขึ้น ย่นเวลาส่งงานสั้นลง กดดันพนักงานให้ถูกคาดหวังมากขึ้น ทั้งๆ ที่หลายองค์กรก็ยังไม่มีคำอธิบายชัดว่า “งานที่ดี” ในยุคนี้ควรหน้าตาเป็นแบบไหน

ในบริบทนี้ ความไม่มั่นใจของคนทำงานประสบการณ์สูง จึงไม่ใช่เรื่องอ่อนไหวส่วนตัว แต่เป็นปฏิกิริยาที่สมเหตุสมผล พวกเขามักกลัวว่าจะถูกมองว่า ช้า ล้าสมัย หรือกำลังถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ขณะที่คนรุ่นใหม่ๆ อาจกำลังใช้ AI และก้าวไปไกลกว่าแล้ว ซึ่งก็ไม่ได้เกินจริง เพราะหลายองค์กรเริ่มมองความสามารถด้าน AI เป็นสิ่งที่ “ควรใช้เป็นอยู่แล้ว” มากกว่าจะเป็นทักษะในอนาคต

สิ่งที่ซ้ำเติมสถานการณ์คือความเงียบในองค์กร พนักงานบางคนใช้ AI หนักมาก แต่ไม่กล้าพูด เพราะกลัวถูกมองว่าคุณค่าลดลง ขณะที่อีกหลายคนเลี่ยง AI เพราะกลัวเผยให้เห็นว่าตัวเองยังไม่ถนัด หลายคนคิดว่าคนอื่นก้าวหน้าไปไกลแล้ว ทั้งที่ความจริงอาจไม่มีใครรู้ว่ามาตรฐานใหม่ควรเป็นอย่างไร

ความเร็วและปริมาณ เป็นสิ่ง “สำคัญที่สุด” ในการทำงานจริงหรือ?

เมื่อไม่มีใครพูด ความกดดันจึงถูกผลักกลับไปที่ตัวบุคคล คนทำงานพยายามชดเชยด้วยการทำงานหนักขึ้น เตรียมงานมากขึ้น ส่งงานเกินความจำเป็น และค่อย ๆ หมดแรงไปโดยไม่รู้ตัว เพียงเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองยัง “มีคุณค่า”

ลึกลงไปกว่านั้น คำถามที่คนทำงานกำลังเผชิญไม่ใช่แค่เรื่องทักษะ แต่คือ คุณค่าความเป็นมนุษย์ในโลกที่มี AI ทำงานเคียงข้าง เมื่อองค์กรพูดถึงประสิทธิภาพ แต่ไม่พูดถึงบทบาทของมนุษย์ ความเร็วและปริมาณจึงกลายเป็นสิ่งที่ถูกเข้าใจว่า “สำคัญที่สุด”

ทางออกของปัญหานี้จึงไม่ใช่การบอกให้คนทำงาน “มั่นใจเข้าไว้” แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการเรียนรู้ในที่ทำงาน องค์กรที่รับมือกับยุค AI ได้ดีกว่า มักเปิดพื้นที่ให้ทดลอง ใช้ AI อย่างโปร่งใส พูดให้ชัดว่าอะไรควรใช้ อะไรไม่ควรใช้ และให้คุณค่ากับการเรียนรู้ร่วมกัน มากกว่าการแสดงภาพความเก่งแบบสมบูรณ์แบบ

ในช่วงเวลาที่กติกาของงานกำลังเปลี่ยน ความรู้สึกไม่มั่นใจจึงไม่ใช่สัญญาณของความล้มเหลว แต่เป็นสัญญาณว่าเรากำลังรับรู้ความเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง การยอมรับว่ามี “Imposter Syndrome ยุค AI” อาจเป็นก้าวแรกที่ช่วยให้ทั้งคนทำงานและองค์กร เดินหน้าต่อได้โดยไม่ต้องหลบอยู่หลังความเงียบและความกลัว

 

 

อ้างอิง: Forbes, Toptal ResearchKornferry workforce Insights