เตรียมสัมผัสปรากฏการณ์ทางศิลปะครั้งสำคัญ เมื่อ “วิญญาณ” แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เดินทางข้ามขอบฟ้าไปบรรจบกับกระแสน้ำ ณ นครเวนิส มูลนิธิ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ สานต่อประวัติศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่ นำพา 20 ศิลปินและผลงานศิลปะชิ้นเอก บุกปาลาซโซ นครเวนิส สาธารณรัฐอิตาลี ณ เวที “เวนิส เบียนนาเล่ ครั้งที่ 61” เจาะลึกความเชื่อมโยงผ่านกาลเวลา ประเด็นนิเวศวิทยา และเสียงสะท้อนจากศิลปินที่โลกต้องหยุดฟัง
ทั้งนี้หากพูดถึงโลกของศิลปะร่วมสมัย ไม่มีหมุดหมายใดจะยิ่งใหญ่และเก่าแก่ไปกว่า มหกรรมศิลปะนานาชาติ เวนิส เบียนนาเล่ และในปี 2569 นี้ พลังสร้างสรรค์จากไทยและภูมิภาคอาเซียนเตรียมกลับไปสร้างความสั่นสะเทือนอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่กว่าเดิม ในนิทรรศการ “The Spirits of Maritime Crossing 2026 : วิญญาณข้ามมหาสมุทร” ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 ณ Palazzo Rocca Contarini Corfù นครเวนิส สาธารณรัฐอิตาลี ระหว่างวันที่ 9 พฤษภาคม - 2 สิงหาคม 2569 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับการจัดงาน “เวนิส เบียนนาเล่ ครั้งที่ 61”
สำหรับการเดินทางไปร่วมจัดแสดงงานศิลปะนานาชาติ ณ กรุงเวนิส ครั้งนี้ จะเป็นการนำเสนอผลงานศิลปะร่วมสมัยจำนวน 29 ชิ้น และศิลปะการแสดงสด ที่ถ่ายทอดพลังสร้างสรรค์จาก 20 ศิลปิน ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครอบคลุมผลงานหลากหลายรูปแบบ ทั้งจิตรกรรม ประติมากรรม สื่อผสม รวมถึงงานวิดีโอจัดวาง โดยมุ่งสำรวจประเด็นร่วมสมัยสำคัญ อาทิ เรื่องการพลัดถิ่น ประวัติศาสตร์ลัทธิล่าอาณานิคม และพลวัตแห่งการผสมผสานทางวัฒนธรรมของภูมิภาค ผ่านสัญลักษณ์ของการข้ามน้ำและเส้นทางเดินเรือ
วิสัยทัศน์แห่งการเชื่อมต่อ จาก ร. 5 ถึงความยั่งยืนในโลกปัจจุบัน
การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการจัดแสดงงานศิลปะ แต่เป็นการสานต่อประวัติศาสตร์ที่กินเวลายาวนานกว่าศตวรรษ ฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และประธานกรรมการมูลนิธิ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ ได้ย้ำถึงความสำคัญของสายสัมพันธ์ไทย-อิตาลี ไว้อย่างลึกซึ้งว่า
“ผมรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ประกาศความพร้อมจัดนิทรรศการนี้ในช่วงเดียวกับมหกรรมศิลปะนานาชาติ เวนิส เบียนนาเล่ ครั้งที่ 61 การกลับไปจัดงานต่อเนื่องเป็นครั้งที่สอง ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันเสียงของศิลปินจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สู่เวทีโลก และเป็นการสานต่อประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างอิตาลีและไทย”
โดยประธานกรรมการมูลนิธิ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ เล่าถึงเหตุการณ์สำคัญในอดีตว่า ย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1897 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) เคยได้ทรงเสด็จประพาสเพื่อชมความงามของศิลปะในงานเวนิส เบียนนาเล่ ซึ่งนับเป็นการเดินทางครั้งสำคัญที่ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง”
ไม่เพียงเท่านั้น ฐาปน ยังสะท้อนถึงพันธกิจในการสร้างระบบนิเวศศิลปะว่า “มูลนิธิฯ มุ่งมั่นที่จะสร้างระบบนิเวศเชิงสร้างสรรค์ที่ยั่งยืน และเชื่อว่าการให้โอกาสศิลปินได้ปรากฏตัวในระดับนานาชาติ เป็นสิ่งจำเป็นต่อความมีชีวิตชีวาของวัฒนธรรมในภูมิภาคของเรา” โดยในงานแถลงข่าวครั้งนี้ยังได้รับเกียรติจากเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทย, เอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ และผู้แทนจากสถานทูตลาว มาร่วมเป็นสักขีพยานในหมุดหมายสำคัญนี้
นิทรรศการ “The Spirits of Maritime Crossing : วิญญาณข้ามมหาสมุทร 2026” สะท้อนถึงพันธกิจของมูลนิธิ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ ในการสนับสนุนศิลปิน ขยายเครือข่ายระดับนานาชาติ และส่งเสริมความเข้าใจระหว่างวัฒนธรรมผ่านงานศิลปะ อีกทั้งมหกรรมศิลปะนานาชาติ เวนิส เบียนนาเล่ ยังคงเป็นเวทีสำคัญในการถ่ายทอดคุณค่า-อัตลักษณ์ของศิลปินไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นการเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือใหม่ๆ และยกระดับการนำเสนอผลงานสู่สายตานานาชาติ นิทรรศการครั้งนี้เป็นพันธกิจในการบ่มเพาะศิลปิน เปิดโอกาสให้เข้าถึงเวทีนานาชาติ ซึ่งผลงานสามารถเติบโต และได้รับการยอมรับในวงกว้างต่อไป
ศิลปะคือการเยียวยาใน “เมืองที่กำลังจมน้ำ”
ในมิติของภัณฑารักษ์ ศาสตราจารย์ ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ ผู้อำนวยการศิลป์ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ ได้ขยายความถึงแนวคิดหลักที่ใช้ “น้ำ” เป็นสัญลักษณ์ของการเล่าเรื่องในนิทรรศการศิลปะครั้งนี้ ทั้งในแง่การเชื่อมโยงวัฒนธรรมและการเป็นภัยคุกคามทางนิเวศวิทยา
“นิทรรศการนี้นำเสนอพลังสร้างสรรค์ของศิลปินผ่านประเด็นการเดินทาง การพลัดถิ่น และการเชื่อมโยงข้ามวัฒนธรรม ท่ามกลางโลกที่วุ่นวาย ศิลปะมีหน้าที่สำคัญในกระบวนการเยียวยา (Healing) และสร้างความตระหนักรู้ โดยในเดือนพฤษภาคม 2569 เราจะจัดกิจกรรมร่วมกับมหาวิทยาลัย Ca' Foscari ของอิตาลี เพื่อเสวนาในหัวข้อความยั่งยืน
เนื่องจากทั้งเวนิสและกรุงเทพฯ ต่างประสบปัญหาเดียวกันคือการเป็น ‘เมืองที่กำลังจมน้ำ’ เราจึงจะพูดคุยกันในมิติของนิเวศวิทยาและการพลัดถิ่น เพื่อให้ศิลปะทำหน้าที่มากกว่าแค่ความสวยงาม แต่สร้างความตระหนักรู้ในระดับลึก”
ดร.อภินันท์ระบุว่า ในครั้งนี้มีการขยายขอบเขตจากความสำเร็จเดิม เพิ่มจำนวนศิลปินเป็น 20 ท่าน รวมถึงศิลปินระดับโลกอย่าง มารีน่า อบราโมวิช ที่มาร่วมสร้างบทสนทนาทางศิลปะที่ไร้พรมแดน
เจาะลึก 8 จิตวิญญาณศิลปินอาเซียน ส่งต่ออัตลักษณ์ข้ามมหาสมุทรสู่เวนิส
ความโดดเด่นของนิทรรศการครั้งนี้ คือรายละเอียดของผลงานที่เต็มไปด้วยเรื่องราวส่วนตัวแต่สะท้อนภาพกว้างของสังคม โดยมีตัวแทนศิลปิน 8 คนมาร่วมถ่ายทอดแนวคิดของผลงานศิลปะของพวกเขาที่จะนำไปจัดแสดงที่เวนิส ได้แก่
1. วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์ (ไทย)
นำเสนอแนวคิด “การเดินทางที่ไปไม่ถึง” ผ่านชิ้นงานเครื่องปั้นดินเผาที่ได้แรงบันดาลใจจากความทรงจำในวัยเด็ก ที่ได้เห็นการงมของเก่าในแม่น้ำแม่กลอง เขาเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ผ่าน “ชามชิงไป่” สมัยราชวงศ์ซ่ง ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญเพียงชิ้นเดียวที่ยืนยันการเดินทางไปเมืองจีนของ มาร์โค โปโล งานของเขาจึงเป็นการระลึกถึงร่องรอยของผู้คนและสิ่งของที่มักถูกลืมเลือนไปในประวัติศาสตร์
2. เรืองศักดิ์ อนุวัฒน์วิมล (ไทย)
สร้างสรรค์ผลงานความยาว 11 เมตร จำลองแม่น้ำโขง 880 กิโลเมตรในรูปแบบแผนที่ทางธรณีวิทยา โดยใช้ดินจากพื้นที่จริงมาสร้างสรรค์ เพื่อสื่อถึงการพังทลายของระบบนิเวศที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค เขาตั้งคำถามแหลมคมว่า “หากสิ่งที่เกิดขึ้นกับแม่น้ำโขง ไปเกิดขึ้นในยุโรปหรืออเมริกา ผู้คนจะยอมให้มันเกิดขึ้นหรือไม่?”
3. ภาราดา วิรัสวีร์ (ไทย)
ถ่ายทอดเรื่องราวของ “สัตว์ต่างถิ่น (Alien Species)” จากแรงบันดาลใจในตลาดสดข้างร้านขายปลาที่ชลบุรี นำเสนอผ่านประติมากรรมซิลิโคนและเทคนิค Animatronics ที่เคลื่อนไหวได้คล้าย “สัตว์ประหลาด” เพื่อสะท้อนสภาวะที่ปลาต่างถิ่นรุกรานสัตว์พื้นเมืองและพื้นที่ดั้งเดิม
4. พิมดาว พานิชสมัย (ไทย)
เตรียมสำรวจกิเลสมนุษย์ผ่านศิลปะการแสดงสด (Performance Art) โดยเธอรับบทเป็นตัวแทนมนุษย์ที่เต็มไปด้วย “โลภ โกรธ หลง” และจะร่วมร้องโอเปร่ากับศิลปินระดับโลก Alexander Timothich ซึ่งเป็นการผสานศาสตร์ดนตรีตะวันตกเข้ากับประเด็นนามธรรมของจิตใจ
5. Swanee (เมียนมา)
ศิลปิน Queer ผู้นำเสนอชุดการแสดง “A Body on Repeat” ที่บอกเล่าบาดแผลจากการเป็นคนข้ามเพศที่เคยถูกปฏิเสธ เธอหวนระลึกถึงความทรงจำชั้น ป.1 ที่พยายามหัดรำดั้งเดิมเพื่อขอพื้นที่ในโลกของผู้หญิง การแสดงครั้งนี้จึงให้ “ร่างกายนำทาง” เป็นพื้นที่แห่งความซื่อสัตย์ที่สุดโดยไม่ต้องรอคำอนุญาตในการมีชีวิตอยู่จากใคร
6. Soe Yu Nwe (เมียนมา)
ใช้สัญลักษณ์ “งู” แทนอัตลักษณ์ที่หลากหลาย (จีน-เมียนมา-ไทย-สหรัฐฯ) และวิพากษ์สังคมพุทธอนุรักษ์นิยมที่มองร่างกายผู้หญิงด้อยกว่า ผ่านประติมากรรม 3 ชิ้นสำคัญ ได้แก่ Pink Serpent, Snake Woman และ Nango ซึ่งอ้างอิงถึงตำนานเทพนารีลึกลับในย่างกุ้งที่เคยหลอกหลอนอดีตเผด็จการตาน ฉ่วย ในฝันร้าย
7. ต่อลาภ ลาภเจริญสุข (ไทย)
นำเสนอ “ยานอวกาศแห่งความทรงจำ (Spiritual Spaceship Orbit)” ซึ่งผสมผสานวัตถุจากความทรงจำจริงเกี่ยวกับอาม่าผู้ลี้ภัยจากจีนเข้ากับความสนใจด้านจักรวาลวิทยา เพื่อสื่อว่าแม้เราจะเดินทางไปข้างหน้าด้วยความหวัง แต่การรักษาอดีตและรากเหง้าคือสิ่งสำคัญ
8. ศรชัย พงษ์ษา (ไทย)
ศิลปินชาติพันธุ์มอญผู้เคยเผชิญสภาวะ “คนไร้รัฐ” ใช้ศิลปะยืนยันการมีอยู่ของตนเองผ่านพิธีกรรม “ไหว้ผีด้วยเต่า” ซึ่งเป็นความเชื่อแบบ Animism ของชาวมอญ ผลงานสื่อผสมของเขามุ่งเน้นไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ ภายใต้โครงสร้างที่สังคมรัฐชาติมองไม่เห็น
จับพันธมิตรสำคัญ ร่วมกันสร้างระบบนิเวศศิลปะระดับโลก
ความยิ่งใหญ่ของนิทรรศการนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากขาดความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน นำโดย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และ โครงการ วัน แบงค็อก พร้อมด้วย กรุงเทพมหานคร และพันธมิตรชั้นนำอย่าง BEM, ช.การช่าง, สยามพิวรรธน์ (สยามพารากอน ไอคอนสยาม) และอมรินทร์ กรุ๊ป
นอกจากนี้ การเข้าร่วมของศิลปินภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรระดับภูมิภาค โดยศิลปินสิงคโปร์ Ong Kian Peng ได้รับการสนับสนุนโดย Fraser and Neave, Limited, ศิลปินมาเลเซีย Nadiah Bamadhaj สนับสนุนโดย Fraser & Neave Holdings Bhd และศิลปินเวียดนาม Le Hien Minh สนับสนุนโดย Saigon Beer-Alcohol-Beverage Corporation (SABECO) ให้ได้มาเฉิดฉายในเวทีนี้ด้วย
นิทรรศการ “The Spirits of Maritime Crossing 2026” จึงเป็นมากกว่าการแสดงงานศิลปะ แต่มันคือการประกาศให้ชาวโลกได้รับรู้ว่า จิตวิญญาณและความฝันของคนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังคงล่องลอยและเดินทางต่อไปอย่างไม่ลดละ แม้ในวันที่โลกเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ ติดตามข่าวสารและแรงบันดาลใจเพิ่มเติมได้ที่: Facebook และ Instagram: Bkkartbiennale





