วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

ซีอีโอ Airbnb แชร์หลักคิด เจอวิกฤติ ความกล้าหาญสำคัญกว่าเพลย์เซฟ

ซีอีโอ Airbnb แชร์หลักคิด เจอวิกฤติ ความกล้าหาญสำคัญกว่าเพลย์เซฟ

ในการเป็นผู้นำองค์กร ภารกิจที่ยากที่สุดไม่ใช่ช่วงเวลาของการดูแลงานทุกอย่างราบรื่น แต่คือช่วงเวลาที่พายุโหมกระหน่ำจนบริษัทเกือบพังทลาย ไบรอัน เชสกี้ (Brian Chesky) ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Airbnb ได้ย้อนรำลึกถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขาเข้าใจความหมายของการเป็นผู้นำอย่างแท้จริง และกลายเป็นบทเรียนของเขาในฐานะผู้บริหารมาจนถึงทุกวันนี้

เขาเล่าผ่านบทสัมภาษณ์ในรายการ “Leaders Playbook” ไว้ว่า จุดเริ่มต้นของบทเรียนสำคัญนี้เกิดจากวิกฤตการณ์ในปี 2011 ที่ทำให้ธุรกิจ Airbnb เกือบถึงจุดจบ เมื่อบ้านพักของโฮสต์ (Host) รายหนึ่ง ถูกแขกผู้เช่าเข้ามารื้อค้นทำลายข้าวของและลักทรัพย์จนย่อยยับ เหตุการณ์นี้สั่นคลอนความเชื่อมั่นของผู้คนต่อแพลตฟอร์มที่เพิ่งก่อตั้งมาได้เพียง 3 ปีอย่างรุนแรง ถึงขั้นที่มีแฮชแท็ก “#RIPAirbnb” ติดเทรนด์บนทวิตเตอร์ในขณะนั้น

“ผู้คนจำนวนมากต่างก็ตัดสินไปแล้วว่า นี่คือจุดจบของบริษัท และนาทีนั้นเอง ผมคิดว่ามันคือช่วงเวลาแห่งการชี้เป็นชี้ตาย (Moment of Truth) ของพวกเรา” ไบรอัน เชสกี้ ย้อนเล่าถึงเหตุการณ์​สุดตึงเครียดในตอนนั้นให้ฟัง

เมื่อ ‘หลักการความจริงใจ’ สำคัญกว่า ‘ตรรกะทางธุรกิจ’

ในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดของการเป็นซีอีโอหน้าใหม่ ไบรอัน ต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาล เขาเล่าว่ามีที่ปรึกษาหลายคนที่หวังดีบอกเขาว่า “อย่าแสดงความรับผิดชอบ อย่าทำอะไรเลย เดี๋ยวเรื่องก็เงียบไปเอง” แต่เขากลับพบว่า ยิ่งเขารอนานเท่าไหร่ หรือยิ่งพยายามทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ สถานการณ์กลับยิ่งเลวร้ายลง

ในที่สุด เขาตัดสินใจทำในสิ่งที่สวนทางกับคำแนะนำของใครหลายคน นั่นคือการเขียนบล็อกโพสต์ขอโทษเจ้าของบ้านอย่างจริงใจ พร้อมประกาศนโยบาย “Airbnb Guarantee” เพื่อรับประกันความเสียหายให้โฮสต์สูงสุดถึง 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 1.5 ล้านบาทในช่วงปี 2011) 

การตัดสินใจนี้ถูกคัดค้านจากคนรอบข้างที่กังวลว่า หากมีคนเคลมเงินจำนวนนี้มากเกินไป บริษัทอาจถึงขั้นล้มละลายได้ แต่ไบรอันมองข้ามตรรกะทางธุรกิจแบบเดิมๆ ไปสู่การตัดสินใจบนพื้นฐานของจริยธรรม

เขาสะท้อนแนวคิดการทำงานในฐานะผู้นำที่ยึดถือความรับผิดชอบว่า “ผู้นำต้องก้าวออกมาในยามวิกฤติและต้องเด็ดขาด คุณต้องมีความกล้าหาญที่จะตัดสินใจในสิ่งที่กำหนดทิศทางไปข้างหน้า ผมคิดว่านั่นคือวินาทีที่ผมกลายเป็นซีอีโออย่างแท้จริง”

เขาเลือกที่จะตัดสินใจโดยคำนึงว่า “แม้ผมไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร แต่ผมรู้ว่าผมอยากให้ผู้คนจดจำผมในรูปแบบไหน?” และเขาต้องการสร้างนโยบายที่ตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่า “โดยพื้นฐานแล้วมนุษย์เป็นคนดี แม้เรื่องร้ายๆ จะเกิดขึ้นได้บ้าง แต่มันก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้น้อยมาก”

ปัจจุบัน นโยบายนี้ยังคงอยู่และได้รับการอัปเกรดเป็นประกันที่คุ้มครองความเสียหายสูงถึง 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราวๆ เกือบ 100 ล้านบาท) ในขณะที่มูลค่าบริษัทพุ่งสูงถึง 7.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ข้อมูล ณ กุมภาพันธ์ 2026)

ผู้นำต้องเรียนรู้! ศาสตร์แห่งการตัดสินใจในภาวะกดดัน

เนล วูล์ฟฮาร์ต (Nell Wulfhart) โค้ชด้านการตัดสินใจ ได้ให้ความเห็นเสริมว่า วิธีการตัดสินใจที่ดีที่สุดในเรื่องยากๆ คือ การลงมือทำอย่างรวดเร็วโดยคำนึงถึงผลลัพธ์เชิงศีลธรรมควบคู่กันไปด้วย เธอมองว่า ผู้คนส่วนใหญ่มักจมปลักกับการตัดสินใจเรื่องยากๆ นานเป็นเดือนหรือเป็นปี มัวแต่ชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียจนกลายเป็นกองรายละเอียดที่จัดการไม่ได้

“ยิ่งคุณใช้เวลาวิเคราะห์และทรมานตัวเองนานเท่าไหร่ คุณจะยิ่งกังวลกับสิ่งที่จะต้องเสียไปจากการเลือกทางใดทางหนึ่ง จนทำให้การตัดสินใจนั้นยากเกินความจำเป็น” เธอบอก และแนะนำต่อไปว่า ผู้นำหรือวัยทำงานที่ต้องตัดสินใจเรื่องยากๆ ให้ลองตั้งกำหนดเวลา (Deadline) และพิจารณาว่าค่านิยมส่วนตัวของเราสอดคล้องกับทางเลือกไหนมากที่สุด

แนวคิดนี้สอดคล้องกับ ซันดาร์ พิชัย (Sundar Pichai) ซีอีโอของ Google ที่เคยกล่าวไว้ว่า หากต้องเลือกระหว่างสองทางที่ดูดีพอๆ กัน สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ต้องรีบเลือกทางใดทางหนึ่งอย่างมีประสิทธิภาพ” เพื่อไม่ให้เวลา และความกดดันมาบดบังวิสัยทัศน์ และหากสุดท้ายมันเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด เราก็ยังสามารถแก้ไขทิศทางได้ทันท่วงทีโดยไม่ทำให้บริษัทต้องหยุดชะงักหรือเสียหายไปมากกว่านี้ 

การ "เลี่ยงบาลี" หรือยื้อเวลา ไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่ยั่งยืน

บทเรียนจาก ไบรอัน เชสกี้ (Brian Chesky) ตอกย้ำให้ผู้นำรุ่นใหม่เห็นว่า ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารวิ่งไวพอๆ กับความเร็วแสง การพยายาม "เลี่ยงบาลี" หรือ "รอดูสถานการณ์ก่อนนะ" ไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืนอีกต่อไป อย่างเคสวิกฤติของ Airbnb ข้างต้นก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า "ความจริงใจ" และ "ความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับความผิดพลาดตรงๆ" คือกุญแจสำคัญที่เปลี่ยนวิกฤติศรัทธาให้กลายเป็นเกราะคุ้มกันแบรนด์ที่แข็งแกร่งที่สุด

พูดได้ว่า การเป็นผู้นำไม่ได้หมายความว่าคุณต้องไม่เคยทำพลาด แต่หมายถึงเมื่อเกิดปัญหาขึ้นแล้ว คุณมีความรับผิดชอบ (Accountability) มากพอ ที่จะลุกขึ้นมาแก้ไขให้ตรงจุดหรือไม่ การตัดสินใจที่เด็ดขาดและตั้งอยู่บนพื้นฐานความถูกต้อง แม้จะดูเหมือนมีความเสี่ยงในระยะสั้น แต่ในระยะยาว มันคือการสร้าง "ทุนทางความเชื่อใจ" ที่เงินก็ซื้อไม่ได้ และสิ่งนี้เองที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้ธุรกิจไปต่อได้อย่างมั่นคงท่ามกลางพายุแห่งการเปลี่ยนแปลง

หากคุณเองเป็นหนึ่งใน ผู้นำทีม หัวหน้า ผู้นำองค์กร และกำลังเผชิญกับวิกฤติศรัทธาทางธุรกิจ ลองถามตัวเองดูว่าคุณเลือกที่จะเป็นผู้นำที่ "แก้เกมแบบนิ่งเฉย" เพื่อเอาตัวรอดไปวันๆ หรือ เลือกเป็นผู้นำที่ "จริงใจและลงมือทำ" เพื่อซื้อใจลูกค้าคืนมา และกำหนดอนาคตใหม่ให้ธุรกิจของคุณเอง

 

 

อ้างอิง: CNBC Make it, Decision to succeedStanford Graduate School of Business