“iPad Kid” เป็นคำศัพท์ที่ชาวเจน Z ใช้เรียกเด็กที่ใช้เวลาอยู่กับหน้าจอมากเกินไป ไม่ว่าเป็นแท็บเล็ต สมาร์ทโฟน หรือจอคอม โดยที่พ่อแม่ไม่ห้ามปราม จนส่งผลต่อบุคลิกภาพและการแสดงออกในสังคม หลายฝ่ายกังวลว่าการยื่นอุปกรณ์เหล่านี้ให้เด็ก เพื่อตัดความรำคาญหรือใช้เป็นพี่เลี้ยงดิจิทัลกำลังสร้างปัญหาพฤติกรรมที่ยากต่อการควบคุมในระยะยาว
เด็ก ๆ ที่อยู่กับจอตลอดเวลาเหล่านี้ อยู่ในกลุ่มเจนอัลฟา ที่เกิดตั้งแต่ปี 2010 ซึ่งเป็นปีที่ “iPad” ของ Apple วางจำหน่ายสู่สาธารณะเป็นครั้งแรก ทำให้เด็กกลุ่มนี้เติบโตมาพร้อมกับการมีสื่อและหน้าจอประชิดตัวตั้งแต่แบเบาะ
สัญญาณที่บอกว่าเด็กอาจเริ่มเข้าสู่ภาวะเสพติดหน้าจอ คือการสูญเสียการควบคุมตนเอง เช่น ไม่สามารถหยุดเล่นได้แม้จะหมดเวลาแล้ว หรือเริ่มโกหกเพื่อแอบใช้หน้าจอ รวมถึงเริ่มขาดความรับผิดชอบต่อหน้าที่ เช่น การบ้านหรือกิจวัตรประจำวัน ตลอดจนเริ่มแสดงอารมณ์ที่รุนแรง เช่น วิตกกังวลหรือโกรธจัดเมื่อไม่ได้ใช้อุปกรณ์ หากพบสัญญาณเหล่านี้ ผู้ปกครองควรพูดคุยกับเด็กอย่างไม่ตัดสินเพื่อทำความเข้าใจสาเหตุเบื้องต้น และอาจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหากพฤติกรรมส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตอย่างรุนแรง
ผลกระทบต่อสุขภาพและอารมณ์
อาการที่เด่นชัดที่สุดของ iPad Kid คือการสูญเสียจินตนาการและการแยกแยะระหว่างโลกดิจิทัลกับความจริงไม่ได้ เด็กบางคนพยายามใช้นิ้ว “ถ่าง” เพื่อซูมดูผีเสื้อที่อยู่นอกหน้าต่างเหมือนการใช้งานบนหน้าจอ อีกทั้งเด็กกลุ่มนี้มักแสดงอาการอาละวาดรุนแรง เมื่อถูกยึดอุปกรณ์คืน โดยพฤติกรรมอาจรุนแรงถึงขั้นการด่าทอหรือทำร้ายร่างกายผู้ปกครองและคนรอบข้าง พวกเขามักไม่สามารถอยู่นิ่ง ๆ ในสถานที่สาธารณะ เช่น ร้านอาหาร ได้หากไม่มีหน้าจอมาช่วยดึงดูดความสนใจ ซึ่งสะท้อนถึงการขาดทักษะในการจัดการกับความเบื่อหน่ายหรือความรู้สึกของตนเอง
นอกจากนี้ การใช้งานหน้าจอมากเกินไปส่งผลโดยตรงต่อระบบการให้รางวัลในสมอง โดย ดร.จัสติน โรซาติ นักประสาทวิทยาเด็กจาก UR Medicine อธิบายว่า
“การใช้งานในลักษณะนี้จะทำให้สมองหลั่งโดพามีนบ่อยเกินไป ซึ่งเป็นสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจและการได้รับรางวัล นำไปสู่วงจรการเสพติดที่คล้ายกับการใช้ยาเสพติด เมื่อเด็กได้รับความบันเทิงที่ตอบสนองอย่างรวดเร็วตลอดเวลา สมองจะเริ่มคุ้นชินกับการกระตุ้นที่รุนแรง ทำให้พวกเขามีสมาธิสั้นลงและไม่สามารถจดจ่อกับกิจกรรมในโลกแห่งความเป็นจริงได้
นอกจากนี้ การศึกษาจากสถาบันการศึกษาพัฒนาการทางสมองและความรู้ความเข้าใจของวัยรุ่น (ABCD) ยังพบความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพในสมองของเด็กที่ติดหน้าจอ โดย ดร.จอห์น ฟอกซ์ ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา Del Monte ระบุว่า “นิวเคลียสมีหาง” กลุ่มเซลล์ประสาทในสมอง ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลการให้รางวัล ในกลุ่มเด็กที่เล่นเกมมากเกินไปมีการตอบสนองลดลง
หมายความว่าสมองของเด็กเหล่านี้จะตอบสนองต่อรางวัลในชีวิตประจำวันน้อยลง และจะแสวงหาการกระตุ้นที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ผ่านหน้าจอเพื่อเติมเต็มความต้องการนั้น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของภาวะเสพติดดิจิทัลที่ถอนตัวได้ยาก
ขณะเดียวกัน แสงสีฟ้าจากหน้าจอเป็นตัวการสำคัญที่ทำลายวงจรการนอนหลับ ด้วยการยับยั้งการหลั่งเมลาโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยให้ร่างกายพักผ่อน ดร.ฟอกซ์เน้นย้ำว่า “การนอนหลับเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อพัฒนาการทางประสาท เช่นเดียวกับน้ำและอาหาร หากเด็กนอนหลับไม่เพียงพอ จะส่งผลเสียต่อการเจริญเติบโตของสมองและการสร้างความจำ”
ยิ่งไปกว่านั้น พฤติกรรมการจ้องหน้าจอเป็นเวลานานยังนำไปสู่ปัญหาทางสายตา เช่น ภาวะสายตาสั้นที่เพิ่มสูงขึ้น หากเป็นในเด็กเล็กจะทำให้ขาดพัฒนาการทางกล้ามเนื้อมัดเล็ก เนื่องจากคุ้นเคยกับโลก 2 มิติมากกว่าความเป็นจริง
ปัญหาทางอารมณ์และสังคมเป็นอีกมิติที่น่ากังวล ไรอัน โลว์นักจิตบำบัดเด็กและวัยรุ่น ให้ความเห็นว่า หน้าจอถูกนำมาใช้เป็นพี่เลี้ยงเด็ก เพื่อให้เด็กเงียบ ซึ่งทำให้เด็กไม่ได้เรียนรู้ทักษะพื้นฐานของความอดทนและการควบคุมตนเอง เพราะการใช้หน้าจอเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากอารมณ์แง่ลบทำให้เด็กขาดโอกาสในการฝึกฝนทักษะการรับมือกับความผิดหวัง ส่งผลให้พวกเขามีปัญหาในการปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนวัยเดียวกัน อาจรุนแรงถึงชั้นทำให้มีภาวะวิตกกังวลหรือซึมเศร้าได้ง่ายขึ้น
งานวิจัยบางส่วนชี้ให้เห็นว่าการใช้หน้าจอที่สูงยังสร้างปัญหาอื่น ๆ ตามมาอีกด้วย โรเบอร์ตา ไพร์ส วาสคอนเซลลอส จากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ระบุว่า “ในหลายกรณี เด็กที่กำลังเผชิญกับปัญหาทางอารมณ์มักจะหันเข้าหาหน้าจอ โดยเฉพาะวิดีโอเกม เพื่อเป็นวิธีการรับมือหรือหลบหนี”
การที่เด็กจมอยู่กับโลกเสมือนจริงอาจเป็นการสะท้อนว่า พวกเขาไม่ได้รับความอบอุ่นหรือการสนับสนุนที่เพียงพอในความสัมพันธ์แบบต่อหน้า ซึ่งผู้ปกครองควรหมั่นสังเกตว่าลูกใช้หน้าจอเพื่อหลีกหนีปัญหาบางอย่างหรือไม่
ใช้หน้าจอให้เป็น
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เด็กใช้หน้าจอแบบเชิงรุกมากขึ้น ด้วยการเล่นเกมที่ใช้ทักษะการคิดหรือการทำงานฝีมือดิจิทัล อาจมีผลดีต่อการเรียนรู้และการแก้ปัญหา ในทางตรงกันข้าม การใช้งานเชิงรับ เช่น การไถโซเชียลมีเดียหรือดูวิดีโอที่มีการเปลี่ยนภาพอย่างรวดเร็ว มักทำให้เกิดปัญหาโรคอ้วนและปัญหาด้านสมาธิ เกิดวงจรการเสพติดโดพามีนได้ง่ายกว่าเนื้อหาเชิงการศึกษาที่มีเรื่องราวต่อเนื่อง
สำหรับการดูแลบุตรหลาน ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าควรกำหนดขอบเขตตามช่วงวัยอย่างเคร่งครัด โดยเด็กอายุต่ำกว่า 18-24 เดือน ไม่ควรใช้หน้าจอเลยยกเว้นการวิดีโอแชทกับครอบครัว สำหรับเด็กอายุ 2-5 ปี ควรจำกัดเวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน และควรเป็นการรับชมร่วมกับผู้ปกครอง เพื่อชวนพูดคุยและเปลี่ยนการรับสารเพียงฝ่ายเดียวเป็นการเรียนรู้ สิ่งสำคัญคือการเลือกเนื้อหาที่มีคุณภาพและหลีกเลี่ยงแอปพลิเคชันที่เน้นการเปลี่ยนภาพรวดเร็วเกินไป
นอกจากนี้ ควรมี “พื้นที่ปลอดหน้าจอ” ภายในบ้าน เช่น ในห้องนอนและบนโต๊ะอาหาร เพื่อสร้างนิสัยที่ดี ผู้ปกครองควรเก็บอุปกรณ์สื่อสารทุกชนิดอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมงก่อนนอนเพื่อให้สมองของเด็กได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ขณะที่ การทำ “ข้อตกลงการใช้อุปกรณ์” โดยให้เด็กมีส่วนร่วมในการตั้งกฎและบทลงโทษ จะช่วยให้พวกเขารู้สึกถึงความรับผิดชอบและเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังข้อจำกัดนั้น แทนที่จะรู้สึกว่าเป็นการถูกบังคับ
บทบาทสำคัญที่สุดของผู้ปกครองคือ การเป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้งานเทคโนโลยี โดย ดร. จอห์น ฟอกซ์ ชี้ว่า “เมื่อพ่อแม่จำกัดการใช้หน้าจอของตัวเอง โดยเฉพาะช่วงก่อนนอนและมื้ออาหาร เด็ก ๆ มักจะเลียนแบบพฤติกรรมนั้นและมีโอกาสน้อยลงที่จะพัฒนาปัญหาที่เกี่ยวข้องกับหน้าจอ”
เพราะถ้าพ่อแม่ยังคงจ้องโทรศัพท์ตลอดเวลาระหว่างมื้ออาหาร เด็กก็จะซึมซับว่านั่นเป็นพฤติกรรมปรกติ การวางโทรศัพท์ลงและหันมาให้ความสนใจกับลูกอย่างเต็มที่ จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาทักษะทางอารมณ์ได้ดีกว่า
หากผู้ปกครองต้องการแก้ไขพฤติกรรมติดหน้าจออย่างจริงจัง การทำ “สัปดาห์ปลอดหน้าจอ” เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมอย่างมาก พ่อแม่ในหลายครอบครัวพบว่า หลังจากผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านที่เด็กอาจจะหงุดหงิดไปได้ เด็กจะเริ่มมีความสุขมากขึ้น เริ่มหันมาเล่นร่วมกัน และรู้จักใช้จินตนาการสร้างสรรค์กิจกรรมใหม่ ๆ ด้วยตนเอง
การเปลี่ยนแปลงนี้อาจดูยากในตอนแรก แต่ผลลัพธ์ในระยะยาวจะทำให้การเลี้ยงดูลูกง่ายขึ้นเพราะเด็กจะมีความสามารถในการดูแลอารมณ์ตนเองได้ดีขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์,
นอกจากนี้ การหากิจกรรมทดแทนที่น่าสนใจเป็นกุญแจสำคัญในการลดการพึ่งพาหน้าจอ พ่อแม่ควรส่งเสริมให้ลูกทำกิจกรรมกลางแจ้ง เล่นกีฬา หรือทำกิจกรรมที่ได้ใช้ทักษะทางกายและสังคม การปล่อยให้เด็กเผชิญกับความเบื่อหน่ายบ้างเป็นเรื่องจำเป็น เพราะความเบื่อจะเป็นแรงผลักดันให้เด็กใช้ความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการในการหาอะไรทำ ยิ่งเด็กมีกิจกรรมในโลกความจริงที่สนุกสนานมากเท่าไหร่ พวกเขาก็จะโหยหาโลกเสมือนน้อยลงเท่านั้น และจะช่วยให้พวกเขารู้สึกปลอดภัยทางอารมณ์มากขึ้น
ที่มา: BBC, CNN, CNN 1, Forbes, The Wahington Post, Today, University of Rochester Medical Center, Vice





