วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

ไม่ได้เก่งกว่า แต่ก้าวหน้าเร็วกว่า? เผยกฎลับ 3C วัยทำงานต้องรู้

ไม่ได้เก่งกว่า แต่ก้าวหน้าเร็วกว่า? เผยกฎลับ 3C วัยทำงานต้องรู้

ความขยันเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอสำหรับการสร้างเส้นทางอาชีพที่เติบโตก้าวหน้า นี่คือบทเรียนที่ กอริก อึ้ง (Gorick Ng) ที่ปรึกษาด้านอาชีพการงาน จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และผู้เขียนหนังสือขายดีของ Wall Street Journal เรื่อง The Unspoken Rules: Secrets to Starting Your Career Off Right ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงของตัวเอง ตั้งแต่ช่วงเรียนมัธยม มหาวิทยาลัย ไปจนถึงก้าวแรกในโลกการทำงานจริง

สิ่งที่เขาค้นพบคือ โลกการทำงานไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความสามารถ หรือความทุ่มเทเพียงอย่างเดียว แต่ยังเต็มไปด้วย “กติกาลับ” บางอย่างที่ไม่ได้เขียนไว้ในคู่มือพนักงาน ไม่ได้สอนในห้องเรียน และไม่ค่อยมีใครมาบอกคุณตรงๆ หากวัยทำงานไม่เข้าใจหรืออ่านเกมไม่ออก ต่อให้ทำงานหนักแค่ไหน ก็อาจติดแหง็กอยู่ตำแหน่งเดิมร่ำไปโดยไม่รู้ตัว

“คุณเคยสงสัยไหมว่า ทำไมบางคนเหมือนรู้ทางลัด ของการก้าวหน้าในอาชีพ ทั้งที่ไม่มีใครเคยสอนพวกเขาแบบตรงไปตรงมา” อึ้งตั้งคำถาม  พร้อมเล่าต่อว่า ครั้งหนึ่งเขาเองก็เป็นคนที่ยืนอยู่นอกวง ได้แต่มองดูคนอื่นได้เลื่อนตำแหน่งโดยไม่เข้าใจว่าอะไรคือความแตกต่าง แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาจึงได้เรียนรู้กติกาเหล่านั้นด้วยตัวเอง 

ในฐานะที่เขาได้เข้าเรียนใน Harvard College และ Harvard Business School อึ้งได้มีโอกาสคลุกคลีทำงานกับผู้คนวัยเริ่มต้นอาชีพนับ 1,000 คน และสัมภาษณ์วัยทำงานมากกว่า 500 คน ทั้งในกลุ่มบัณฑิตจบใหม่ ผู้จัดการ ไปจนถึงซีอีโอ จากหลากหลายสายงานและอุตสาหกรรม เขาจึงสามารถถอดบทเรียน “ทางลัดของการก้าวหน้าในอาชีพ” จากสนามงานจริง

แล้วเอามาบอกต่อผ่านหนังสือ The Unspoken Rules เขาไม่ได้สอนวิธีทำงานให้เก่งขึ้น แต่ช่วยให้เห็นภาพว่า “ทำไมบางคนถึงก้าวหน้าไปได้ไกลกว่า แม้จะไม่ได้เก่งกว่าคนอื่นเสมอไป” 

กติกาที่ไม่มีในคู่มือ หากอยากก้าวหน้าในอาชีพ ต้องรู้จัก กลยุทธ์ “3C” 

อึ้งเปิดเผย “กติกาลับ” ไว้ตั้งแต่หน้าแรกในหนังสือของเขา โดยชี้ว่า วัยทำงานที่อยากเติบโตก้าวหน้าในอาชีพ ต้องเริ่มจาก
1.ปรับมายด์เซ็ตใหม่ให้มีวิธีคิดแบบเจ้าของธุรกิจ-เจ้าของกิจการ
2.ฝึกทักษะการปรับตัวให้เข้ากับคนรอบข้าง 
3.การรู้จักบริหารตนเองและคนในทีม 
4.การทำงานโดยเริ่มจากเป้าหมายของงาน 
5.การช่วยลดภาระและความเครียดให้ผู้อื่น รวมถึง
6.การแสดงให้เห็นทั้งผลงานและศักยภาพในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม อึ้งย้ำว่า การรู้กติกาลับเพียงอย่างเดียวยังไม่พอ หากไม่เข้าใจ “เบื้องหลัง” ที่ช่วยให้สามารถนำกติกาเหล่านี้ไปใช้ได้จริง เขาพบว่า แก่นแท้ของความก้าวหน้าในอาชีพสามารถสรุปได้เป็น 3 สิ่งหลัก หรือที่เขาเรียกว่า “3 C” นั่นคือ Competence (ความสามารถ), Commitment (ความมุ่งมั่น), Compatibility (ความเข้ากันได้กับทีม) 

1. แสดงให้เห็นความสามารถว่า “ทำงานได้จริง”

ความสามารถ (Competence) ไม่ได้หมายถึงแค่ทำงานเก่งตามตำรา แต่คือการทำงานให้สำเร็จอย่างครบถ้วน ถูกต้อง และตรงเวลา โดยไม่ต้องให้ใครคอยตามหรือคอยแก้หลังบ้าน และไม่สร้างภาระให้ผู้อื่น คนที่ทำงานได้ดี จะไม่ทำตัว “อ่อนเกินไป” จนดูไม่รู้เรื่อง และไม่ “ล้ำหน้าเกินไป” จนทำให้คนรอบข้างรู้สึกอึดอัด

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ควรแสดงความเป็นเจ้าของงาน ไม่ใช่แค่ถามว่า “ต้องทำอะไรต่อ” แต่ควรอธิบายความคิด แนวทาง หรือข้อเสนอของตัวเองออกมา
ตรวจงานให้รอบคอบก่อนส่ง ไม่ใช่ส่งงานแค่ดราฟแรก แต่ควรเช็กคำผิด ตัวเลข และรูปแบบให้เรียบร้อยที่สุดก่อนเสมอ อีกทั้งควรบริหารความคาดหวังให้ดี หากรับปากใครแล้วต้องทำให้ได้ และหากเริ่มรู้ว่าจะทำไม่ทัน ควรแจ้งให้หัวหน้าหรือทีมรู้เร็วที่สุด

ในความเป็นจริง ความสามารถมักถูกประเมินผ่าน “ภาพที่คนอื่นเห็น” เช่น ความคืบหน้าของงาน ความมั่นใจเวลาพูดในที่ประชุม หรือการสื่อสารผลงานของตัวเอง ไม่ใช่แค่คุณภาพงานเพียงอย่างเดียว คำถามที่คุณควรถามตัวเองเสมอคือ เมื่อเทียบกับคนระดับเดียวกัน เราทำงานครบถ้วน รอบคอบ และตอบสนองได้ดีกว่าไหม?

2. แสดงความมุ่งมั่นในการทำงาน ช่วยพาเพื่อนในทีมเติบโต

ความมุ่งมั่น (Commitment) คือการแสดงให้เห็นว่าเราตั้งใจอยู่ตรงนี้ พร้อมช่วยทีมเดินไปข้างหน้า แต่ไม่มากจนทำให้คนอื่นรู้สึกถูกคุกคาม อย่าเฉยเมยจนดูไม่สนใจ และอย่ากระตือรือร้นเกินไปจนคนรอบข้างตั้งการ์ด ทั้งนี้ แนวทางที่ช่วยให้แสดงถึงความมุ่งมั่นของคุณได้ ได้แก่ 

- เตรียมตัวก่อนประชุม คิดคำถาม หรือคำอธิบายมุมมองของตัวเองไปล่วงหน้า
- ตอบข้อความหรืออีเมลให้ทันจังหวะใกล้เคียงกับคนอื่นในทีม หากต้องใช้เวลานาน ควรบอกให้รู้
- แสดงความอยากรู้จริงในงานนั้นๆ ไม่ใช่เอาแต่บอกว่า “ไม่มีคำถามแล้ว” แต่ควรคำถามกลับหรือพูดทวนอีกครั้ง เพื่อสะท้อนว่าคุณเข้าใจงานระดับหนึ่งแล้ว

แม้คุณจะตั้งใจจริง แต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เช่น มาสาย เงียบในที่ประชุม ไม่อาสาทำงาน หรือเงียบหายจากการสื่อสาร ก็อาจทำให้คนอื่นตั้งข้อสงสัยถึงความมุ่งมั่นของคุณได้

3. มีทักษะเข้ากันได้กับผู้อื่น ทำให้คนอยากทำงานกับคุณ

ความเข้ากันได้กับทีม (Compatibility) ไม่ใช่การเอาใจหรือเสแสร้ง แต่คือการทำให้คนอื่นรู้สึกสบายใจและอยากร่วมงานด้วย คุณไม่ควร “เงียบจนดูไม่มีตัวตน”  และไม่ควร “พยายามมากเกินไป” จนดูไม่จริงใจ

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า สิ่งที่ช่วยสร้างความเข้ากันได้ ก็คือ การสร้างความสัมพันธ์ที่มากกว่างาน ไม่ใช่แค่ร่วมกันทำงานให้เสร็จ แต่ควรทำความรู้จักผู้คนรอบตัว
เพื่อให้เข้าใจลำดับชั้น โดยไม่ต้องมีใครบอกตรงๆ และแสดงความเหมาะสมกับผู้ที่อยู่ในตำแหน่งสูงกว่า อีกทั้งควรเรียนรู้วัฒนธรรมการทำงานของทีมใหม่ อย่าคิดว่าสิ่งที่เคยใช้ได้จากที่เก่าจะใช้ได้กับทุกที่ทำงานเสมอไป

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ยาก คือ มนุษย์มักสบายใจกับคนที่คล้ายตัวเอง ทั้งพื้นเพ วิธีคิด และประสบการณ์ ผู้นำองค์กรจึงมักเลือกทำงานหรือเลื่อนตำแหน่งให้กับคนที่ “เข้าพวก” ได้ง่ายกว่า

โลกการทำงานไม่ใช่สนามที่เท่าเทียม

อึ้งย้ำว่า กติกาลับ "3 C" ไม่ได้ถูกมองเท่ากันสำหรับทุกคน บางคนถูกคาดหวังให้เก่งตั้งแต่เริ่มต้นที่เข้ามาทำงาน ขณะที่บางคนถูกจับตาว่าจะพลาดเมื่อไหร่ บางคนถูกมองว่ามุ่งมั่นโดยอัตโนมัติ ขณะที่บางคนต้องพิสูจน์ตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า บางคนเข้ากับทีมได้ง่าย ขณะที่บางคนต้องใช้พลังกายใจมากกว่าปกติ

สิ่งที่ทำให้แต่ละคนต้องใช้ความพยายามต่างกัน ก็เพราะว่าคนเรามีอัตลักษณ์ต่างกัน เช่น เพศ เชื้อชาติ ฐานะทางสังคม อายุ หรือแม้แต่การออกเสียงเรียกชื่อ ล้วนมีผลต่อการรับรู้ของผู้อื่น เช่น ผู้หญิงมักถูกคาดหวังให้เก่งและน่าคบในเวลาเดียวกัน คนผิวสีมักถูกตรวจสอบการทำงานเข้มข้นกว่า หรือคนที่ชื่อออกเสียงเรียกชื่อง่ายกว่า มักได้รับการประเมินในทางบวกมากกว่า

ใช่..มันไม่ยุติธรรม และระบบที่ดีกว่านี้ควรเกิดขึ้น แต่ตราบใดที่โลกการทำงานยังเป็นเช่นนี้ การเข้าใจกลยุทธ์ "3 C" จะช่วยให้คุณอ่านเกมออก เห็นโครงสร้างรอบตัวชัดขึ้น และเลือกวางตัวอย่างมีกลยุทธ์การทำงานมากขึ้น  เพื่อให้คุณเติบโตเป็นมืออาชีพในแบบที่ศักยภาพของคุณควรจะไปถึง

ไม่มีใครดูแลอาชีพของคุณได้ดีเท่าคุณเอง

การที่คุณเคยเป็นนักเรียนที่โดดเด่น ผลการเรียนดี ไม่ได้แปลว่าจะเป็นพนักงานที่ดีโดยอัตโนมัติ ดังนั้น ชีวิตการทำงานต้องรู้จักเปลี่ยนวิธีคิดแบบนักเรียน สู่วิธีคิดแบบคนทำงานมืออาชีพ หมายถึงการเลิก “รอ” แล้วเริ่ม “ลงมือ” อึ้งเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า การเรียนเหมือนสายพานลำเลียงที่พาเราเดินหน้าไปเรื่อยๆ หากสอบผ่าน แต่การทำงานเหมือนการเดินป่า เส้นทาง ความเร็ว และปลายทาง ล้วนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเราเอง และสภาพแวดล้อมรอบตัว

ทั้งนี้ ไม่มีใครสนใจความสำเร็จของคุณมากไปกว่าตัวคุณเอง และไม่มีใครรู้ว่าคุณต้องการอะไรเท่าตัวคุณเอง การนั่งรอโอกาสจึงไม่ใช่กลยุทธ์ที่ได้ผล แต่สิ่งที่วัยทำงานควรทำ คือ

หันมาเรียนรู้งานของตัวเองให้ลึก แนะนำตัว สื่อสารความคาดหวัง ถามเมื่อไม่เข้าใจ เสนอแนวทางแก้ไข อาสารับงาน แสดงความรับผิดชอบ ยอมรับความผิดพลาด ขอคำแนะนำ และบอกสิ่งที่ต้องการ ..ทั้งหมดนี้คือส่วนหนึ่งของการดูแลเส้นทางอาชีพของตัวเอง

“ทุกคนต่างเป็นตัวเอกในชีวิตของตัวเอง คนอื่นยุ่งกับเรื่องของเขามากเกินกว่าจะมานั่งคิดถึงคุณ ถ้าคุณไม่ดูแลอาชีพตัวเอง ก็ไม่มีใครทำแทนได้” อึ้ง บอกอย่างชัดเจน

ถึงอย่างนั้น อึ้งย้ำว่า ความก้าวหน้าในอาชีพไม่ใช่การเดินทางลำพัง ต้องอาศัยการทำงานร่วมกับผู้อื่น การเข้าใจลำดับชั้น การบริหารความสัมพันธ์ การจัดการหัวหน้า และการช่วยเหลือน้องๆ พนักงานรุ่นถัดไป ยกตัวอย่างว่า การปีนเขาอาจทำคนเดียวได้ แต่การไต่ระดับในอาชีพคือ การเจรจาระหว่างมนุษย์กับมนุษย์

“เส้นทางอาชีพที่ก้าวหน้าและมั่นคง ไม่สามารถเดินคนเดียวได้ และนั่นคือความจริงที่ไม่มีใครบอกคุณตรงๆ แต่ตอนนี้คุณได้รู้แล้ว และเชื่อว่าจะสามารถนำไปปรับใช้ได้ในทุกสายอาชีพ” อึ้งสรุป

 

 

อ้างอิง: CNBC successful people, CNBC 3C