เสียงบ่นของคนทำงานวัยกลางคนรายหนึ่ง กลายเป็นไวรัลครั้งใหญ่บนโลกออนไลน์ จุดชนวนให้เกิดการถกเถียงเรื่องความก้าวหน้าอาชีพ หลังพนักงานวัย 36 ปี โพสต์ระบายความอัดอั้นผ่านแพลตฟอร์ม Reddit ว่า เส้นทางอาชีพของเขาถูก “แช่แข็ง” เพราะหัวหน้าซึ่งอายุ 71 ปี ยังไม่ยอมเกษียณ แม้จะพูดมานานหลายปีว่าจะลาออก “ปีหน้า”
โพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ภายใต้ชื่อผู้ใช้ u/Unique_Glove1105 โดยผู้โพสต์เล่าว่า เขาทำงานตำแหน่งเดิมมานานเกือบ 5 ปี โดยไม่เห็นโอกาสเติบโตใดๆ เพราะผู้บริหารระดับบนไม่มีใครขยับออกจากตำแหน่งเลย
“เบบี้บูมเมอร์ไม่ยอมเกษียณ และมันกำลังทำร้ายพวกเราที่เหลือ ผมพูดตรงๆ เลย ผู้จัดการของผมอายุ 71 ปี อยู่ตำแหน่งนี้มา 19 ปี และพูดว่าจะเกษียณ ‘ปีหน้า’ มาหลายต่อหลายครั้ง ตั้งแต่ก่อนผมเข้าทำงานด้วยซ้ำ” เขาเผยความอัดอั้นในใจ
เขาเขียนด้วยน้ำเสียงสิ้นหวังต่อไปว่า ตลอดเกือบครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ไม่มีตำแหน่งว่าง ไม่มีการเลื่อนขั้น และไม่มีช่องทางให้ไปต่อ เพราะ “ไม่มีใครยอมเกษียณเลยสักคน”
เข้าใจเหตุผล แต่หมดทางเลือก คนรุ่นหลังควรรอโปรโมตอีกกี่ปี?
ผู้โพสต์ยอมรับว่า เข้าใจเหตุผลที่หัวหน้ายังทำงานต่อ เนื่องจากภรรยาของหัวหน้าป่วยเป็นมะเร็งตั้งแต่ปี 2019 ทำให้ต้องนำเงินเก็บก้อนใหญ่ที่เตรียมไว้ใช้หลังเกษียณออกมาใช้รักษาพยาบาล
“ผมเข้าใจ ระบบสาธารณสุขของประเทศนี้โหดร้ายมาก ผมไม่ได้บอกว่าเขาเป็นคนไม่ดี หรือไม่ควรทำงานต่อ แต่คำถามคือ แล้วผมควรทำอย่างไร? จะให้รอเลื่อนตำแหน่งครั้งแรกตอนอายุ 40 งั้นหรือ?” เขาตั้งคำถาม
เขาย้ำว่า นี่ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะบริษัทของเขา แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วทั้งตลาดแรงงาน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า คำแนะนำยอดฮิตอย่าง “พัฒนาทักษะเพิ่ม” หรือ “สร้างเครือข่ายให้เก่งขึ้น” ไม่ได้แก้ปัญหาคอขวดการเลื่อนตำแหน่งในที่ทำงานได้จริง เขาบอกด้วยว่า “ตอนนี้ไม่มีใครอยากยอมรับว่า มันกำลังเกิด ‘คอขวดครั้งใหญ่’ เพราะคนรุ่นก่อนมีเก็บเงินไม่พอหลังเกษียณ และไม่สามารถออกจากงานได้”
คนวัยเกษียณยังทำงานต่อ เพราะจำเป็น ไม่ใช่เพราะอยากทำ
ผู้โพสต์อ้างว่า อัตราการทำงานของประชากรอายุเกิน 65 ปี ในปัจจุบันสูงกว่าช่วง 20 ปีก่อนอย่างชัดเจน และส่วนใหญ่ไม่ได้ทำงานเพราะความรักในอาชีพ แต่เพราะความจำเป็นทางการเงิน
ขณะเดียวกัน เขายังรู้สึกเจ็บปวดที่คนรุ่น Gen Y และ Gen Z มักถูกวิจารณ์ว่า “ไม่อยากทำงาน” หรือ “ลาออกเงียบ” ทั้งที่ในความเป็นจริง หลายคนอยากทุ่มเทกับงานมากกว่านี้ หากมีเส้นทางเติบโตให้เห็นชัดเจน
“ผมอยากมีส่วนร่วมกับงาน อยากทุ่มเทด้วยซ้ำ แต่จะให้มีแรงใจได้อย่างไร ในเมื่อทำตำแหน่งเดิมมา 5 ปีแล้ว และรู้ว่าไม่มีวันขยับเส้นทางอาชีพหรือเลื่อนตำแหน่งขึ้นไปกว่านี้ได้” เขา ย้ำ
พนักงาน Gen Y ลงสนามแข่งกับคนมีประสบการณ์ 30 ปี ตั้งแต่ก้าวแรก
เขายกตัวอย่างลูกพี่ลูกน้องที่เพิ่งจบวิศวกรรมศาสตร์ ต้องใช้เวลากว่า 8 เดือนกว่าจะได้งานแรก เงินเดือน 58,000 ดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 4,800 ดอลลาร์ต่อเดือน) ในเมืองที่ค่าเช่าขั้นต่ำอยู่ราว 2,000 ดอลลาร์ต่อเดือน เขาบอกว่า “เธอต้องแข่งกับคนที่มีประสบการณ์ 30 ปี ที่ถูกเลิกจ้าง แล้วหันมาสมัครงานระดับเริ่มต้น ซึ่งเป็นระดับเดียวกับเธอ แค่เพื่อให้มีรายได้ ใครจะไปสู้ได้?”
ความย้อนแย้งที่เขามองว่าโหดร้ายที่สุด คือ สังคมบอกให้คนรุ่นใหม่ “ออมเงินเพื่อเกษียณตั้งแต่เนิ่นๆ” แต่ในความเป็นจริง โอกาสเพิ่มรายได้กลับถูกปิดตาย
“ผมอยากออมเงิน อยากลงทุน อยากทำตามคำแนะนำทั้งหมด แต่ผมไม่สามารถเลื่อนตำแหน่งได้ รายได้ก็ไม่เพิ่มขึ้น เงินก็ไม่เหลือออม และอีก 40 ปี ผมอาจกลายเป็นคนอายุ 70 ที่ยังเกษียณไม่ได้ แล้วเด็กวัย 25 ก็จะมาโพสต์บน Reddit บ่นถึงผมแบบเดียวกัน”
ข้อมูลจริงสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างในตลาดงาน
โพสต์ไวรัลที่ระบายความในใจของหนุ่มคนนี้ สอดคล้องกับข้อมูลเชิงสถิติ โดยการวิเคราะห์ของ CNBC จากข้อมูลของ Bureau of Labor Statistics ระบุว่า ระหว่างปี 2015-2024 จำนวนแรงงานอเมริกันอายุ 65 ปีขึ้นไป ที่ยังอยู่ในระบบเพิ่มขึ้นมากกว่า 33% ขณะที่จำนวนแรงงานทั้งหมดอายุ 16 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นไม่ถึง 9% ในช่วงเวลาเดียวกัน
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบไปที่แพลตฟอร์ม Reddit พบข้อมูลชี้ว่า โพสต์ดังกล่าวกลายเป็นไวรัลอย่างรวดเร็ว ล่าสุด ( ณ 3 ก.พ. 2026) ได้รับการกดไลก์หรือโหวตเห็นด้วยมากถึง 17,000 ครั้ง และมีความคิดเห็นกว่า 3,000 ความเห็น ขณะเดียวกัน มีผู้ใช้งานหลายรายที่มีอายุมากกว่า ได้เข้ามาแสดงความเห็นในทิศทางเดียวกัน โดยชี้ว่า สาเหตุหลักที่ยังทำงานต่อ ไม่ใช่เพราะไม่อยากเปิดทางให้คนรุ่นหลัง แต่เพราะไม่สามารถแบกรับค่ารักษาพยาบาลได้หากเกษียณ
บางคนเขียนข้อความแสดงความเห็นไว้ว่า “ผมอายุ 62 ปี ถ้าไม่ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้ตัวเองและภรรยา ผมสามารถเกษียณพรุ่งนี้เลย” ขณะที่อีกรายบอกว่า “ระบบมันกำลังทำร้ายทุกคน และทำให้เราโกรธกันผิดคน”
โดยสรุปก็คือปัญหา “คอขวดในสายอาชีพ” ไม่ได้เกิดจากความไม่ขยัน หรือคนทำงานขาดทักษะ แต่เกิดจากระบบเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และสวัสดิการที่ทำให้คนวัยเกษียณจำนวนมากไม่สามารถออกจากตลาดงานได้ตามธรรมชาติ
เมื่อคนรุ่นก่อนจำเป็นต้องทำงานต่อเพื่อความอยู่รอด ตำแหน่งระดับบนจึงไม่ขยับ ทำให้คนรุ่นถัดไปหาหนทางไปต่อในเส้นทางอาชีพได้น้อยลง วงจรนี้ยิ่งทวีความตึงเครียดมากขึ้น ในตลาดงานที่มีการแข่งขันสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้คำแนะนำที่ว่า “อดทนรอเวลา” ใช้ได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ในโลกการทำงานยุคนี้
อ้างอิง: Newsweek, Reddit Antiwork





