background-default

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

ยิ่งเครียดสมองยิ่งพัง ทักษะ "จดจ่อกับงาน" วัยทำงานยุคใหม่ต้องมี

ยิ่งเครียดสมองยิ่งพัง ทักษะ "จดจ่อกับงาน" วัยทำงานยุคใหม่ต้องมี

ในโลกการทำงานที่เต็มไปด้วยเดดไลน์ งานเร่ง ความไม่แน่นอนในอาชีพ และแรงกดดันรอบด้าน ทำให้วัยทำงานติดแหง็กกับงาน (ที่ทำเท่าไหร่ก็เหมือนจะไม่จบไม่สิ้น) ขาดโฟกัสอย่างหนัก ซึ่งส่งผลให้ความสามารถในการทำงานลดลง หลายคนใช้ทั้งวันไปกับความคิดถึงภาระอื่นที่ยังทำไม่เสร็จ ความผิดพลาดที่ผ่านมา หรือความกังวลต่ออนาคต จนแทบไม่รู้ตัวว่าใจไม่ได้อยู่กับงานตรงหน้า

พูดได้ว่า "ความฟุ้งซ่านและความคิดวนซ้ำ" กลายเป็นสภาพปกติของการทำงานยุคใหม่  เมื่อขาดโฟกัส งานก็ยืดเยื้อออกไปเรื่อยๆ ขณะที่พื้นที่พักใจกลับหายไป สมองของเราจึงทำงานในโหมดเอาตัวรอดมากกว่าสร้างสรรค์ ซึ่งผลที่ตามมาไม่ใช่แค่ความเครียด แต่คือสมาธิที่ถดถอย คุณภาพงานที่ลดลง และเผชิญกับ "ภาวะหลุดลอยออกจากชีวิต" ของตัวเอง

..โจทย์สำคัญของวัยทำงานวันนี้ จึงไม่ใช่แค่ทำอย่างไรให้งานเสร็จทันเวลา แต่เราจะดึงสติและโฟกัสให้กลับมาอยู่กับงานที่กำลังทำได้อย่างไร ท่ามกลางโลกการทำงานที่ไม่เคยหยุดเร่งให้คิดถึงเรื่องถัดไปตลอดเวลา

เมื่อความเครียดทำให้สมองมองเห็นแค่ “ภัยตรงหน้า”

ในภาวะเครียด สมองของมนุษย์จะเข้าสู่โหมดเอาตัวรอดโดยอัตโนมัติ การรับรู้จะแคบลง เหลือเพียงสิ่งที่สมองมองว่าเป็น “ภัยคุกคาม” หรือพูดอีกอย่างคือ คุณจะรู้สึกว่า ความคิดวิตกกังวลจะมาวนเวียนไม่หยุด ราวกับฝูงฉลามที่วนล้อมอยู่ในหัว ความวิตกกังวลนี้จะไปกระตุ้นระบบประสาท ทำให้สมองส่วนหน้าที่ทำหน้าที่คิด วิเคราะห์ และมองภาพรวม ทำงานได้แย่ลง ส่งผลให้เราไม่สามารถมองเห็นภาพใหญ่หรือทางออก ได้เหมือนตอนที่จิตใจสงบและอยู่กับปัจจุบัน

ขณะอ่านมาถึงตรงนี้ ใจของคุณอาจกำลังลอยไปที่เรื่องอื่นแล้วก็ได้ บางคนอาจกำลังคิดถึงมื้อกลางวันที่เพิ่งกินไป แล้วโทษตัวเองว่าควรกินดีกว่านี้ บางคนกังวลกับบิลที่ยังไม่ได้จ่าย หรืองานที่ยังไม่เสร็จแต่ใกล้ถถึงเดดไลน์ หรือย้อนคิดถึงบทสนทนาตึงเครียดกับคนรักหรือคนใกล้ตัว ทั้งหมดนี้คืออาการของ “ใจลอย” ที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ใจที่วิ่งนำหน้าเวลา คือ แหล่งสะสมความเครียดชั้นดี

คุณเคยสังเกตไหมว่า แม้ไม่ได้มีปัญหาใหญ่โตอะไร แต่ทำไมเราถึงเครียดและเหนื่อยล้าตลอดเวลา? นั่นก็เป็นเพราะว่า จิตใจเราไม่ได้ “อยู่” กับสิ่งที่เรากำลังทำจริงๆ ยกตัวอย่างเช่น
- เวลาอาบน้ำไป เราก็มักคิดถึงงานที่จะต้องรีบไปทำ
- ตอนกินข้าวก็เร่งกินให้หมดเร็วๆ เพื่อรีบไปเคลียร์งานต่อ
- ขับรถฝ่ารถติดก็คิดแต่ว่าอยากถึงบ้านเร็วๆ แทนที่จะมีสมาธิอยู่ตรงหน้า
- ทำงานไปก็กังวลว่าไปงานจะถูกใจหัวหน้าหรือไม่
- ทำงานไปก็เอาแต่คิดถึงแผนวันหยุดสุดสัปดาห์ไป ฯลฯ

มวลความคิดเหล่านี้จะดึงเราออกจากปัจจุบันขณะ แล้วกระตุ้นให้สมองเกิดความตึงเครียด เมื่อพฤติกรรมแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความเครียดสะสมก็เกิดขึ้นจนเป็นโหมดอัตโนมัติ เราแทบไม่ได้สนใจเลยว่าร่างกายและจิตใจกำลังรับภาระหนักแค่ไหน  

ท่ามกลางตลาดแรงงานที่ไม่แน่นอน การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ แรงกดดันจากโลกการทำงานยุค AI ที่เร่งให้ปรับตัวไว การทำงานแบบขาดสมาธิ ทำให้เราใช้เวลายืดเยื้อยาวนาน สมองของเราก็เลยยิ่งเหนื่อยล้ามากขึ้นกว่าเดิม หากปล่อยไว้นานวันเข้า สมองของเราอาจจะ “พังลง” ในเร็ววัน

งานวิจัยชี้ ยิ่งใจลอยบ่อยเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเครียดและไม่มีความสุขมากเท่านั้น

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่า มนุษย์มีภาวะใจลอยมากถึง 47% ของเวลาในแต่ละวัน และเมื่อใจลอย ความเครียดและความไม่มีความสุขจะพุ่งขึ้นทันที งานวิจัยเดียวกันยังระบุว่า คนเราจะรู้สึกมีความสุขได้มากกว่า หากสามารถจดจ่อกับสิ่งที่ทำอยู่ตรงหน้า แทนที่จะปล่อยใจไหลไปอดีตหรืออนาคต ไม่ว่าจะเป็นการทำงานล่วงเวลา ทำความสะอาดบ้าน หรือแม้แต่การนั่งติดแหง็กอยู่บนถนนในวันรถติดหนักก็ตาม

นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า วิธีที่เราควบคุมความรู้สึกจิตใจ สำคัญพอๆ กับสิ่งที่เรากำลังทำ การฝึกให้จิตใจอยู่กับปัจจุบัน หรือที่เรียกว่า “การมีสติ” จะช่วยป้องกันไม่ให้แรงกดดันจากงานหรือปัญหาอาชีพเข้ามาครอบงำชีวิต ช่วยลดความเครียด เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่ดีโดยรวม

ทุกครั้งที่จิตใจหลุดจากปัจจุบันขณะ มักจะบั่นทอนสมาธิและพลังใจในการทำงาน แต่การมีสติอยู่กับปัจจุบันจะช่วยให้เราจดจ่อกับสิ่งที่ทำได้เต็มที่ ทำงานอย่างมีคุณภาพ โดยไม่ต้องอยู่ในสภาพตึงเครียดตลอดเวลา

เทคนิค 3-3-3 ใช้เวลาแค่3 นาที แต่ช่วยลดความฟุ้งซ่านได้ยาวนาน

..ทางออกของปัญหานี้ คุณต้องเครื่องมือเรียกสติกลับมา โดยหนึ่งในวิธีง่ายที่สุดที่ช่วยดึงใจกลับมาอยู่กับปัจจุบัน คือแบบฝึกที่เรียกว่า เทคนิค 3-3-3 ซึ่งใช้เวลาเพียง 3 นาที แต่ช่วยลดความฟุ้งซ่านและความเครียดได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลักการคือ การพาจิตใจกลับมาเชื่อมโยงกับประสาทสัมผัส โดยทำทีละขั้นตอนอย่างช้าๆ

ขั้นที่1:  เริ่มจาก "การฟัง" ใช้เวลา 1 นาที ตั้งใจฟังเสียงรอบตัว 3 เสียง อาจเป็นเสียงรถ เสียงลม เสียงเครื่องปรับอากาศ หรือแม้แต่เสียงในร่างกายของตัวเอง

ขั้นที่2: ต่อด้วย "การมองเห็น" ใช้เวลา 1 นาที สังเกตวัตถุรอบตัว 3 อย่าง พิจารณารูปร่าง สี และรายละเอียดให้ชัดเจน

ขั้นที่3: ปิดท้ายด้วย "การสัมผัส" ใช้เวลา 1 นาที รับรู้วัตถุ 3 อย่างที่สามารถสัมผัสได้ เช่น พื้นผิวโต๊ะ เก้าอี้ หรืออุปกรณ์บนโต๊ะทำงาน สังเกตว่าให้ความรู้สึกอย่างไร

เทคนิคนี้ช่วยตัดวงจรความคิดกังวล ดึงระบบประสาทออกจากโหมดตึงเครียด และพาจิตใจกลับสู่ภาวะสงบ หากฝึกวันละ 1-2 ครั้งอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยเสริมความยืดหยุ่นทางใจ และลดโอกาสที่ความเครียดจากงานจะเข้ามาครอบงำในระยะยาว

เมื่อเราฝึกสติอย่างต่อเนื่อง เราจะเริ่มตระหนักว่า อดีตผ่านไปแล้ว อนาคตยังมาไม่ถึง สิ่งเดียวที่มีอยู่จริงคือ “ปัจจุบัน” การดึงใจกลับมาอยู่ตรงนี้ ไม่ได้ช่วยแค่ให้ทำงานได้ดีขึ้น แต่ยังทำให้เราใช้ชีวิตได้เต็มที่ขึ้น ไม่หลงทางไปกับความคิด สนุกกับงาน-ความสัมพันธ์ในแต่ละวันมากกว่าเดิม และยังยืนหยัดอยู่ได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

 

 

อ้างอิง: Forbes, Harvard.edu, Meditation