ในโลกการทำงานที่เทิดทูนความทะเยอทะยานและการทำงานหนัก เพราะเชื่อว่าสิ่งนี้จะนำมาซึ่งความก้าวหน้า พาไปถึงจุดสูงสุดในอาชีพการงาน วัยทำงานหลายคนจึงมักติดกับดักความคิดที่ว่า "การพักผ่อน" คือศัตรูของความสำเร็จ แต่สำหรับ รูชิกา ที. มัลโฮตรา (Ruchika T. Malhotra) ผู้ก่อตั้ง Candour บริษัทที่ปรึกษาระดับโลกด้านกลยุทธ์การทำงานร่วมกัน และนักเขียนประจำในวารสาร Harvard Business Review กลับมองเห็นต่างออกไป
รูชิกา แชร์ประสบการณ์ในฐานะผู้หญิงคนแรกของครอบครัวที่ก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยและประสบความสำเร็จในอาชีพการงานว่า การแบกรับความคาดหวังและการต้องพิสูจน์ตัวเอง ท่ามกลางความแตกต่างของสีผิวและเชื้อชาติในสังคมอเมริกัน มักนำมาซึ่งความเหนื่อยล้าที่กัดกินจิตใจ
แต่เธอก็สามารถก้าวข้ามอุปสรรคนั้นได้ด้วยหลักคิดบางอย่าง เธอได้ตกผลึกความคิดนั้นและพัฒนาปรัชญาที่เรียกว่า "Uncompete" ซึ่งมีหัวใจสำคัญคือ เชื่อว่าความทะเยอทะยานในอาชชีพ ไม่จำเป็นต้องแยกออกจากการดูแลตัวเอง แล้ววัยทำงานจะนำปรัชญานี้ไปใช้อย่างไร กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย ชวนหาคำตอบไปด้วยกัน
เริ่มจากแนวคิดของ ดร.พูจา ลักษมิน (Dr. Pooja Lakshmin) จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตสตรี เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านคลินิกที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน ที่บอกไว้ในหนังสือ "Real Self-Care" ของเธอ ว่า ก่อนจะประสบความสำเร็จในอาชีพการงานได้ วัยทำงานต้องรู้จักเลือกกิจกรรมที่สำคัญต่อชีวิตจริงๆ
กล่าวคือ การดูแลตัวเองให้ได้ผลดี ควรเน้นที่การนำไปปฏิบัติได้จริงด้วยตนเองแบบง่ายๆ ไม่ใช่การไปเข้าคอร์สดูแลตัวเองที่เน้นการตลาดและโฆษณา (เช่น การเข้าคอร์สฝึกจิต หรือคอร์สสปาแพงๆ ที่ไม่จำเป็น)
วิถีการดูแลตนเองของ ดร.พูจา จะมุ่งเน้นการรู้จักสร้างขอบเขต (Boundaries) ให้ตนเอง, ความเห็นอกเห็นใจ, ความเมตตาต่อตนเอง และการจัดการความรู้สึกผิด เพื่อสร้างสุขภาพจิตที่ดีขึ้นจากภายในสู่ภายนอก
นอกจากนี้ รูชิกา ยังแนะนำอีกว่าการที่จะประสบความสำเร็จในการงานอย่างแท้จริง ต้องมาจากการพักผ่อนที่ดีด้วย โดยก้าวแรกของการกู้คืนพลังใจคือการทำความเข้าใจว่า ร่างกายและจิตใจของเราต้องการการพักผ่อนที่มากกว่าแค่การนอนหลับ
โดยเธออ้างอิงจากกรอบแนวคิดของ ดร.ซอนดรา ดัลตัน-สมิธ (Dr. Saundra Dalton-Smith) แพทย์อายุรศาสตร์ นักวิจัย และนักเขียนชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงด้านการผสานชีวิตและการทำงานอย่างกลมกลืน (Work-Life Integration)
ดร.ซอนดรา เป็นผู้พัฒนาแนวคิดการพักผ่อน 7 ประเภท เพื่อจัดการกับภาวะหมดไฟ (Burnout) และฟื้นฟูพลังงานชีวิต เพื่อมุ่งเป้าหมายสู่ความสำเร็จที่แท้จริง โดยเธอได้จำแนกการพักผ่อนออกเป็น 7 ประเภท เพื่อให้วัยทำงานเลือกใช้ได้อย่างตรงจุด ดังนี้
1. การพักผ่อนทางกาย (Physical rest)
การอนุญาตให้ร่างกายเราได้พักผ่อนเต็มที่ ถือเป็นรากฐานสำคัญเพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวและรักษาประสิทธิภาพการทำงานของอวัยวะต่างๆ โดยแบ่งออกเป็นสองลักษณะ คือ 1.แบบตั้งรับ (Passive) เช่น การหาเวลางีบหลับระว่างวัน หรือการนอนหลับลึกอย่างมีคุณภาพในตอนกลางคืน
2.แบบเชิงรุก (Active) ซึ่งเป็นการทำกิจกรรมเบาๆ เพื่อฟื้นฟูกล้ามเนื้อ เช่น การยืดเหยียดร่างกาย การเล่นโยคะ การใช้อุปกรณ์นวดกล้ามเนื้อ หรือการนวดผ่อนคลายตามศาสตร์การแพทย์
2. การพักผ่อนทางจิตใจ (Mental rest)
หัวใจสำคัญคือการเปิดโอกาสให้สมองได้หยุดพักจากความคิดที่วุ่นวาย เช่น เมื่อสมองจมปลักอยู่กับเรื่องในอดีต, ไถโซเชียลไม่หยุด, เฝ้าครุ่นคิดรายการสิ่งที่ต้องทำอันยาวเหยียด ฯลฯ เหล่านี้ล้วนทำให้สมองล้า แต่วัยทำงานสามารถสร้างสภาวะ Mental rest ได้ด้วยการฝึกสมาธิ การหยุดพักเบรกสั้นๆ ระหว่างการทำงาน หรือ การหางานอดิเรกที่ช่วยให้จิตใจสงบและจดจ่ออยู่กับปัจจุบัน
3. การพักผ่อนทางประสาทสัมผัส (Sensory rest)
ในโลกยุคดิจิทัล เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ หรือเสียงพูดคุยจอแจในที่ทำงานตลอดเวลา คือสิ่งกระตุ้นที่ทำให้สมองทำงานหนักเกินไป เพื่อเป็นการตอบโต้ภาวะดังกล่าว ดร. ดัลตัน-สมิธ แนะนำให้ลองหลับตาลงสักครู่ สวมหูฟังตัดเสียงรบกวน หรือหากเป็นไปได้ ควรหาเวลาอยู่ลำพังในห้องที่มืดและสงบเพียงชั่วครู่ เพื่อรีเซ็ตประสาทสัมผัสทั้งหมด
4. การพักผ่อนทางความคิดสร้างสรรค์ (Creative rest)
บ่อยครั้งที่จินตนาการของเรามักเหือดแห้ง โดยเฉพาะคนที่ทำงานในสายครีเอทีฟต่างๆ บางครั้งไอเดียก็ตัน สมองเหนื่อยล้า คิดงานไม่ออก วิธีหนึ่งที่ช่วยได้ดีคือการพักผ่อนแบบ Creative rest นั่นคือ การก้าวออกจากที่เดิมๆ เพื่อไปเติมไฟและแรงบันดาลใจใหม่ๆ
ยกตัวอย่างเช่น การใช้เวลาอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ, การริเริ่มโปรเจกต์งานฝีมือที่ชื่นชอบ, หรือแม้แต่การจัดวางวัตถุที่สร้างความสุขและความอยากรู้อยากเห็นโต๊ะทำงานใหม่ รวมถึงการจัดบ้านใหม่ เพื่อกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ให้กลับมาโลดแล่นอีกครั้ง
5. การพักผ่อนทางอารมณ์ (Emotional rest)
สำหรับผู้ที่มักเกรงใจและพยายามตอบสนองความคาดหวังของผู้อื่นอยู่เสมอ (People Pleaser) มักจะเผชิญกับภาวะเหนื่อยล้าทางอารมณ์อย่างรุนแรง การพักผ่อนแบบ Emotional rest จึงจำเป็นอย่างมาก วิธีการคือให้วัยทำงานเน้นไปที่การฝึกตั้งขอบเขตที่ชัดเจนกับคนรอบข้าง กล้าปฏิเสธบ้าง และกล้าที่จะยืนหยัดเพื่อปกป้องความรู้สึกส่วนตัวของตนเองอย่างจริงใจ
6. การพักผ่อนทางสังคม (Social rest)
การพักผ่อนไม่จำเป็นต้องหมายถึงการอยู่คนเดียวเพียงลำพังเสมอไป แต่คือการคัดกรองความสัมพันธ์รอบตัว ให้ลองสำรวจว่าความสัมพันธ์ใดที่ช่วยเติมพลังและสร้างความรู้สึกเชิงบวก แล้วเลือกให้ความสำคัญกับการใช้เวลาร่วมกับคนกลุ่มนั้น เพราะการอยู่ท่ามกลางคนที่คอยสนับสนุนและให้แรงบันดาลใจ คือวิธีการชาร์จพลังที่ดีที่สุดทางหนึ่ง
7. การพักผ่อนทางจิตวิญญาณ (Spiritual rest)
Spiritual rest คือ ความสามารถในการเชื่อมต่อกับสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าแค่ร่างกายและจิตใจ เพื่อให้เข้าถึงความรู้สึกของการเป็นส่วนหนึ่งกับสิ่งต่างๆ รอบตัว เช่น ความรักต่อชุมชน สังคม และเป้าหมายที่แท้จริงในชีวิต เราสามารถบรรลุสภาวะนี้ได้ผ่านการปฏิบัติศาสนกิจตามความเชื่อ การทำงานอาสาสมัครเพื่อผู้อื่น หรือการเข้าร่วมชุมชนที่มีแนวคิดและอุดมการณ์ร่วมกัน
แนวคิดเรื่องการพักผ่อนทั้ง 7 รูปแบบนี้ได้ช่วยให้ผู้ประสบความสำเร็จระดับโลกเข้าใจถึงแรงผลักดันที่แท้จริงในการทำงาน และรู้วิธีการออกแบบตารางชีวิตที่สมบูรณ์ในทุกมิติ รูชิกา ที. มัลโฮตรา ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า การสร้างเกียรติประวัติให้ตนเอง คนรอบตัว และเป็นแบบอย่างที่น่าภูมิใจที่สุด คือการนำพาชีวิตไปสู่จุดที่ "การพักผ่อน" และ "ความทะเยอทะยาน" ถักทอเข้าด้วยกันอย่างแนบแน่นและยั่งยืน
วันหยุดสุดสัปดาห์นี้ลองสำรวจตัวเองดูว่า ความเหนื่อยล้าที่คุณกำลังเผชิญอยู่ ต้องการการพักผ่อนรูปแบบไหนกันแน่? เพราะการพักผ่อนที่ถูกจุด คือการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าที่สุดสำหรับศักยภาพการทำงาน และความสำเร็จของคุณในระยะยาว
อ้างอิง: CNBC Make it, Penguinrandomhouse, Pooja Lakshmin, DR.Dalton Smith





