วัยทำงานรุ่นใหม่กำลังนิยามความสัมพันธ์ของตนเอง กับอาชีพการงานในแบบที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง และสำหรับพนักงานรุ่น Gen Z งานประจำจำนวนมากอาจไม่ใช่ “อาชีพระยะยาว” อีกต่อไป แต่เป็นเพียงช่วงเวลาชั่วคราวที่พร้อมเดินจากไปได้ทุกเมื่อ
ผลสำรวจหนึ่งจาก Gateway Commercial Finance ชี้ว่า เกือบ 60% ของแรงงาน Gen Z มองงานที่พวกเขาทำอยู่ในปัจจุบันเป็นเพียง “ความสัมพันธ์แบบชั่วคราว” (situationship) หรือความสัมพันธ์ระยะสั้น ที่ไม่เคยตั้งใจจะอยู่ยาว โดย 47% ระบุว่ามีแผนจะลาออกภายในหนึ่งปี และเกือบ 1 ใน 4 พร้อมจะลาออกทันทีโดยไม่แจ้งล่วงหน้า
ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวมาจากการเก็บข้อมูลจากชาวอเมริกันที่มีงานทำ 1,008 คนในเดือนมิถุนายน ปี 2025 โดยแบ่งเก็บข้อมูลทั้งสองฝั่ง ระหว่างฝั่งแรงงาน Gen Z และฝั่งผู้จัดการที่มีหน้าที่สรรหาบุคลากร
ยิ่งไปกว่านั้น ประมาณ 30% ยอมรับว่าเคย “หายไปเฉยๆ” จากที่ทำงานโดยไม่ส่งอีเมลลาออก ไม่แจ้งล่วงหน้า และไม่กล่าวลาใดๆ ขณะที่ระยะเวลาการทำงานเฉลี่ยของ Gen Z ต่อหนึ่งตำแหน่งอยู่ที่เพียง 1.8 ปี เท่านั้น
หากงานไม่ตอบโจทย์ชีวิต ชาว Gen Z พร้อมเดินออกทันที
คริสตินา มุลเลอร์ (Christina Muller) ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตในที่ทำงาน อธิบายว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่พฤติกรรมเพียงชั่ววูบ แต่เป็นการเปลี่ยนกรอบความคิดของแรงงานรุ่นใหม่อย่างลึกซึ้ง
“สิ่งที่เราเห็นคือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของวัฒนธรรมองค์กร ที่ Gen Z มองว่า ‘ต่อรองไม่ได้’ ไม่ว่าจะเป็นสุขภาวะทางจิต ความสอดคล้องของงานที่ทำกับตัวตนของพวกเขา และอิสระในการตัดสินใจ ซึ่งแตกต่างจากคนรุ่นก่อนอย่างมาก เพราะ Gen Z ไม่ยอมแลกคุณค่าเหล่านี้กับความมั่นคง แม้จะต้องเผชิญความไม่แน่นอนก็ตาม” เธอกล่าว
แนวคิดนี้ทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยเลือกเลี่ยงการทำงานแบบ 9 to 5 (9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น) และหันไปพึ่งพางานอิสระ งานสร้างสรรค์ หรืองานที่พวกเขาสนใจมากกว่าเพื่อหารายได้เสริมทดแทน ซึ่งอาชีพเสริมของคนรุ่นใหม่ก็ค่อนข้างหลากหลาย และทลายกรอบเส้นทางอาชีพแบบเดิมๆ เพราะส่วนใหญ่เน้นทำงานสายคอนเทนต์ครีเอเตอร์ หรืองานที่ใช้เทคโนโลยีและโซเชียลมีเดียเป็นหลัก
เน้นหารายได้เสริมระยะสั้น ไม่ขอผูกพันกับองค์กรระยะยาว
รายงานอีกชิ้นที่สำรวจโดย EduBirdie พบว่ามีอาชีพเสริมหลายอย่างกำลังมาแรงในกลุ่มคนรุ่นใหม่ สะท้อนถึงการหารายได้ระยะสั้นได้รับความนิยมมากกว่าการงานประจำ โดยตามรายงานชี้ว่า 26% ของแรงงาน Gen Z ใช้การพนันออนไลน์เป็นช่องทางหารายได้เสริม ขณะที่ 14% สร้างรายได้จากการทำคอนเทนต์บน OnlyFans ซึ่งบางคนก็ก้าวไปไกลกว่าแค่ทำคอนเทนต์
โดยพบว่ามีคนรุ่นใหม่ 18% ขายภาพเท้าแลกรายได้เสริม ขณะที่ 16% ทำงานในรูปแบบ “ซูการ์เบบี้” (ความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกับผู้ที่มีฐานะร่ำรวยกว่า) และ 9% เข้าสู่อาชีพนักแสดงเปลื้องผ้า ปรากฏการณ์เหล่านี้นักวิจัยมองว่า มันสะท้อนถึงแนวคิดของ Gen Z ที่มองอาชีพเป็น “ธุรกรรม” มากกว่าความผูกพันระยะยาว โดยให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่นและผลตอบแทนระยะสั้น มากกว่าสวัสดิการหรือเส้นทางเติบโตในองค์กร
ไม่เพียงเท่านั้นผลสำรวจยังพบด้วยว่า มีเพียง 1 ใน 4 ของแรงงาน Gen Z เท่านั้นที่รู้สึกผูกพันกับงานในระยะยาว และน้อยกว่าครึ่งหนึ่ง (46%) ของคนรุ่นใหม่ที่เชื่อว่า ความภักดีต่อองค์กรยังได้รับผลตอบแทนในตลาดแรงงานปัจจุบัน
ลาออกจากงานเร็ว ไม่อินกับองค์กร ผลักดันให้ยิ่งหมดไฟเร็ว
เควิน ไลชต์ (Kevin Leicht) ศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาจาก University of Illinois มองว่า ความห่างเหินของ Gen Z ต่อโลกการทำงาน เป็นผลสะสมที่ก่อตัวมานานหลายทศวรรษ เขาบอกว่า “เราได้ยินมานานแล้วว่าอาชีพที่มั่นคงอาจหาไม่ได้ในยุคนี้อีกต่อไป และยุคของการทำงานกับบริษัทเดียว 30 ปีขึ้นไป ได้จบลงแล้ว”
ไลชต์ยังชี้ว่า Gen Z จำนวนมาก ขาดประสบการณ์การทำงานในช่วงต้นชีวิตการทำงาน ไม่ไว้วางใจสถาบัน และมีความระมัดระวังต่อความเสี่ยงด้านอาชีพ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้พวกเขามีความอดทนต่ำต่อการทำงานในระบบองค์กร และตัดสินใจลาออกจากองค์กรรวดเร็ว ก่อนที่จะได้รับการประเมินผลงานด้วยซ้ำ (มักเริ่มขึ้นหลังจากทำงานครบ 18 เดือน) มีคนรุ่นใหม่หลายคนเลือกลาออกก่อนที่จะถึงเวลาประเมิน
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนงานบ่อยก็มีต้นทุนเช่นกัน ผลสำรวจพบว่าแรงงาน Gen Z ที่เปลี่ยนงานถี่ มีแนวโน้มรู้สึกหมดไฟมากกว่ากลุ่มที่ทำงานต่อเนื่องถึง 65% อีกทั้งสมดุลชีวิตและการทำงานก็แย่ลง และความพึงพอใจในชีวิตการทำงานก็ต่ำกว่ากลุ่มที่ทำงานต่อเนื่อง
ด้านนายจ้างเองก็เริ่มตั้งคำถามมากขึ้น โดย 25% ของผู้จัดการมองว่าประวัติทำงานระยะสั้นของ Gen Z เป็นสัญญาณเตือน และ 36% ยอมรับว่าเคยปัดตกผู้สมัครคนรุ่นใหม่เพราะกังวลเรื่องการเปลี่ยนงานบ่อยของพวกเขา
พนักงานรุ่นใหม่ชี้ องค์กรไม่ดูแลสุขภาวะของคนทำงาน รอยร้าวของโลกการทำงาน
มุลเลอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตในที่ทำงานสรุปว่า ปรากฏการณ์ “การหายไปเงียบๆ” หรือที่เรียกว่า “Ghosting” ซึ่งเคยจำกัดอยู่แค่โลกแอปหาคู่ กำลังลุกลามเข้าสู่ที่ทำงาน แต่เธอเน้นว่านี่ไม่ใช่เรื่องความไม่รับผิดชอบเพียงอย่างเดียว “สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การตั้งขอบเขต และการเลือกไม่อยู่ในระบบ ที่พนักงานรุ่นใหม่รู้สึกว่าองค์กรไม่ให้ความสำคัญกับสุขภาวะของคนทำงานอย่างแท้จริง”
สิ่งที่เกิดขึ้นกับแรงงาน Gen Z ไม่ได้สะท้อนเพียงพฤติกรรมการลาออกที่เร็วขึ้นหรือความอดทนต่ำลง แต่กำลังเผยให้เห็นรอยร้าวของโลกการทำงานในแบบที่คนรุ่นใหม่ไม่ยอมรับอีกต่อไป งานที่ไม่ให้พื้นที่กับสุขภาพจิต ไม่เคารพตัวตน และไม่เปิดโอกาสให้ควบคุมชีวิตของตัวเอง กำลังถูกมองว่าไม่คุ้มค่าพอจะแลกกับเวลาและพลังงาน
ขณะเดียวกัน การเลือกเดินออกอย่างรวดเร็ว หรือหันไปหารายได้ในรูปแบบอื่น ก็ไม่ได้หมายความว่าคนรุ่นนี้ไม่จริงจังกับการทำงาน หากแต่สะท้อนการประเมินต้นทุนและผลตอบแทนในแบบใหม่ ที่ “คุณภาพชีวิต” ถูกยกขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกับรายได้และตำแหน่งหน้าที่
ในระยะยาว ปรากฏการณ์นี้อาจไม่ได้เปลี่ยนแค่พฤติกรรมของแรงงานรุ่นหนึ่ง แต่กำลังบีบให้องค์กรต้องทบทวนว่า การรักษาคนเก่งในยุคต่อไป จะไม่อาจอาศัยเพียงเงินเดือนหรือชื่อบริษัทได้อีกแล้ว หากแต่ต้องเริ่มจากการออกแบบงานที่คนอยากทำงานด้วยจริงๆ และอยู่ต่อไปยาวๆ
อ้างอิง: NewYorkPost, Gateway Commercial Finance, CFO, HR Dive,





