background-default

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

เด็กจบใหม่อยากได้งาน อย่าสมัครในเว็บหางาน งานผีเยอะจนสิ้นหวัง

เด็กจบใหม่อยากได้งาน อย่าสมัครในเว็บหางาน งานผีเยอะจนสิ้นหวัง

การหางานในวันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความพยายามของใครมากกว่ากัน หรือความสามารถของแต่ละคนอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นประสบการณ์ที่บั่นทอนกำลังใจของคนทำงานจำนวนมาก โดยเฉพาะในยุคที่ตำแหน่งงานเปิดรับจริงมีน้อยลง ขณะที่ใบสมัครกลับหลั่งไหลเข้ามาเป็นร้อยภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

แม้แต่คนในวงการ HR ก็ยอมรับว่า ตลาดงานกำลังอยู่ในจุดที่ “โหดที่สุด” เท่าที่เคยเห็นมาในรอบหลายสิบปี ทั้งตำแหน่งงานผีที่ไม่มีการจ้างจริง, การสมัครงานผ่านระบบอัตโนมัติ AI, ระบบคัดกรองใบสมัครด้วย AI (อาจขาดวิจารณญาณแบบมนุษย์) ฯลฯ ล้วนทำให้การหางานผ่านช่องทางออนไลน์กลายเป็นกระบวนการที่ทั้งสิ้นหวังและลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์

ในบริบทเช่นนี้ คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่า เราควรสมัครงานเพิ่มอีกกี่ที่ แต่คือ วิธีหางานแบบเดิมยังใช้ได้อยู่หรือไม่ และถ้าไม่ใช่ แล้วคนทำงานควรปรับตัวอย่างไรในปี 2026 ที่การแข่งขันไม่ได้วัดกันแค่เรซูเม่ แต่รวมถึงการมองเห็นในโลกดิจิทัลด้วย

สมัครงานผ่านระบบ AI, ใบสมัครเขียนด้วย AI, คัดกรองใบสมัครก็ใช้ AI ?

เจ.ที. โอดอนเนลล์ (J.T. O’Donnell) ผู้เชี่ยวชาญด้านการสรรหาบุคลากรที่มีประสิบการณ์มานานกว่า 30 ปี ให้ความเห็นผ่าน CNBC Make It ว่า “ถ้าพูดกันตรงๆ การสมัครงานออนไลน์กลายเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่น่าหดหู่ และลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์มากที่สุดเท่าที่คนคนหนึ่งต้องเจอ” และตลอดเส้นทางอาชีพของเธอ เธอยอมรับว่า “ไม่เคยเห็นตลาดงานเลวร้ายขนาดนี้มาก่อน

ไม่ใช่แค่องค์กรจำนวนมากชะลอการจ้างงาน แต่ตลาดงานยังเต็มไปด้วย “ตำแหน่งงานผี” หรือ ghost jobs ที่เปิดรับไว้แต่ไม่ได้ตั้งใจจะจ้างจริง ขณะเดียวกัน ตำแหน่งที่เปิดรับจริงก็ถูกถล่มด้วยใบสมัครนับร้อยใบภายในไม่กี่ชั่วโมง จากการสมัครงานผ่านระบบอัตโนมัติ AI และใบสมัครที่สร้างด้วย AI 

ภายใต้สภาพแวดล้อมเช่นนี้ โอดอนเนลล์มองว่าการหางานแบบเดิมๆ ผ่านเว็บไซต์รับสมัครงาน ไม่เพียงพออีกต่อไป เธอบอกว่า “ถ้าฉันต้องหางานในปี 2026 จริงๆ ฉันจะหยุดสมัครงานออนไลน์โดยสิ้นเชิง” เธอกล่าวอย่างตรงไปตรงมา

ทางรอดใหม่การหางาน ต้องให้ตนเอง “ถูกดึงตัว” แทนวิ่งไล่สมัครงาน

แทนที่จะส่งใบสมัครแข่งกับคนอื่นๆ อีกเป็นร้อยเป็นพันรายในระบบเว็บหางาน โอดอนเนลล์แนะนำให้เปลี่ยนวิธีคิดใหม่จาก “การสมัครงาน” ไปสู่ “การทำให้บริษัทอยากได้ตัวเรา” โดยหัวใจสำคัญ คือ การสร้างตัวตนออนไลน์อย่างมีชั้นเชิง และเชื่อมต่อกับองค์กรเป้าหมายเพื่อให้ผู้สรรหาบุคลากรมองเห็น

โอดอนเนลล์บอกว่า หากเธอเป็นผู้หางาน เธอจะเริ่มจากการ ทำลิสต์บริษัทในฝัน” ราว 20-40 แห่ง แล้วติดตามความเคลื่อนไหวของบริษัทเหล่านั้นบนแพลตฟอร์มอย่าง LinkedIn และ Glassdoor จากนั้น ให้ผู้สมัครงานสังเกตว่าองค์กรเหล่านั้นสื่อสารเรื่องอะไร และเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่แค่กดไลก์ แต่แสดงความคิดเห็นที่สะท้อนความเข้าใจในธุรกิจ อุตสาหกรรม และมุมมองเชิงวิชาชีพ

“ผู้สรรหาบุคลากรจำนวนมากอยู่บนแพลตฟอร์มเหล่านี้ และวิธีที่คุณจะโผล่ขึ้นมาในสายตาพวกเขา ก็คือการมีปฏิสัมพันธ์กับเนื้อหาของบริษัทอย่างจริงจัง” เธออธิบาย

ข้อมูลจาก Glassdoor ก็สนับสนุนแนวคิดนี้ด้วย โดยระบุว่าสัดส่วนของผู้สมัครที่ได้งานจากการถูกทาบทามโดยรีครูตเตอร์ เพิ่มขึ้นถึง 72% ตั้งแต่ปี 2023 และเมื่อปีที่แล้ว คิดเป็นเกือบ 15% ของการจ้างงานทั้งหมด

“Documentation streak” เล่าเรื่องการทำงาน = เครื่องมือหางาน

อีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ผู้หางานเข้าไปอยู่ในเรดาร์ของรีครูตเตอร์ ก็คือการสร้างเนื้อหาของตัวเองบน LinkedIn อย่างต่อเนื่อง โอดอนเนลล์เรียกแนวทางนี้ว่า “Documentation streak” หรือการบันทึกและเล่าเรื่องการทำงานของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ

เธอเล่าประสบการณ์จากลูกค้าคนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้จัดการโครงการ โดยเริ่มจากการกำหนดรายชื่อบริษัทในฝัน จากนั้นทุกวันเขาจะเข้าไปดูว่าแต่ละบริษัทมีโพสต์ใหม่หรือไม่ หากมี.. เขาจะเข้าไปแสดงความคิดเห็นในมุมที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์และทักษะของตัวเอง

ขณะเดียวกัน เขายังเขียนโพสต์ของตัวเองบน LinkedIn พูดถึงงานที่ทำ อุตสาหกรรมที่อยู่ หรือบทเรียนจากประสบการณ์ พร้อมแท็กบริษัทเป้าหมายในจังหวะที่เหมาะสม และเชื่อมต่อกับพนักงานในองค์กรเหล่านั้นอย่างมีเหตุผล

“เขาทำแบบนี้ทุกวัน วันที่ 17 รีครูตเตอร์จากหนึ่งในบริษัทที่เขาเล็งไว้ ได้โทรมาเสนอตำแหน่งงานที่ไม่เคยเปิดรับอย่างเป็นทางการมาก่อน นี่แหละคือการสร้างเครือข่ายแบบใหม่” โอดอนเนลล์เล่า

คอนเทนต์แบบไหน ที่ ‘ได้ผลจริง’ บน LinkedIn เพิ่มโอกาสได้งาน!

จากประสบการณ์ของโอดอนเนลล์ เธอแนะนำว่า เนื้อหาบน LinkedIn ที่ดึงดูดความสนใจของรีครูตเตอร์ได้ดี มักอยู่ใน 5 รูปแบบหลัก ได้แก่

1. ข้อสังเกตจากแวดวงอุตสาหกรรม: มีอะไรเกิดขึ้นบ้างในข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับสาขาของคุณ?

2. ความคิดเห็นที่น่าสนใจ: คุณมีความคิดเห็นที่แตกต่างจากสิ่งที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมของคุณหรือไม่?

3. เปรียบเทียบงานระหว่างอดีตกับปัจจุบัน: งานของคุณเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้างเมื่อเวลาผ่านไป เช่น ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา?

4. บทความแบบลิสต์สรุปข้อมูล: คุณสามารถสรุปความคิด กระบวนการ หรือสิ่งที่คุณได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้เหลือเพียงประเด็นสำคัญไม่กี่ข้อได้หรือไม่?

5. การเล่าเรื่อง: เล่าเกี่ยวกับตัวคุณในฐานะพนักงานสักเล็กน้อย ตัวอย่างเช่น คุณสามารถตอบคำถามเกี่ยวกับพฤติกรรมที่มักถูกถามในการสัมภาษณ์งานได้หรือไม่ เช่น คุณแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ที่ยากลำบากในที่ทำงานได้อย่างไร?

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพื่ออวดตัวเอง แต่เพื่อสร้างพื้นที่ที่ทำให้ผู้สรรหาบุคลากรค้นพบผู้สมัครงานได้ง่ายขึ้น โอดอนเนลล์ ย้ำว่า การสื่อสารตัวตนผ่านคอนเทนต์บน LinkedIn เป็นการสร้างเวทีที่เปิดโอกาสให้รีครูตเตอร์เข้ามาเจอผู้สมัครงาน และติดต่อมาหาเอง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการได้สัมภาษณ์ในตลาดงานยุคนี้ 

“นี่จะกลายเป็นวิธีหางานแบบใหม่ของคนทำงานในอนาคต” โอดอนเนลล์กล่าว

ในตลาดแรงงานยุคนี้ที่ “ใบสมัครออนไลน์” กลายเป็นเพียงหน้ากระดาษแผ่นหนึ่งในกองไฟล์เอกสารมหาศาล การรอให้ใครสักคนเปิดอ่านอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดอีกต่อไป ปี 2026 อาจเป็นยุคที่คนหางานต้องเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ขอโอกาส” เป็น “ผู้สร้างการมองเห็น”

สิ่งที่เหล่าผู้สมัครต้องตระหนักไว้เสมอ ไม่ใช่การถามตัวเองว่าสมัครงานไปกี่ที่แล้ว แต่ควรเปลี่ยนใหม่เป็นว่า วันนี้เราทำให้ตลาดงานเห็นตัวเราบ้างแล้วหรือยัง? 

 

 

อ้างอิง: CNBC Make it, Glassdoor, TruthinJob