background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม 2569

Login
Login

เทรนด์ทำงานยุคใหม่ Microshifting แบ่งเวลาทำงาน เวลาพัก สลับกัน

เทรนด์ทำงานยุคใหม่ Microshifting แบ่งเวลาทำงาน เวลาพัก สลับกัน

ลืมภาพการทำงานแบบเข้างาน 9 โมงเช้า เลิก 5 โมงเย็น (9 to 5) ไปได้เลย เพราะในปี 2026 นี้ รูปแบบการทำงานที่เคยถูกมองว่าเป็นแค่การทดลองของคนบางกลุ่ม กำลังกลายเป็นเทรนด์มาแรงที่ถูกพูดถึงไปทั่วโลก นั่นก็คือการทำงานที่เรียกว่า ‘Microshifting’ หรือการแบ่งเวลาทำงานแบบใหม่ ที่ขยับจากความยืดหยุ่นธรรมดา ไปสู่ความยืดหยุ่นระดับ ‘สุดโต่ง’

Microshifting คืออะไร? ถ้าจะให้อธิบายง่ายๆ ก็คือ รูปแบบการแบ่งเวลาทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน ที่เคยลากยาวเป็นก้อนเดียว ซอยให้ย่อยลงกลายเป็น “ช่วงเวลาสั้นๆ” หลายช่วงตลอดทั้งวัน โดยแต่ละช่วงอาจจะยาวแค่ 45 ถึง 90 นาที แล้วแทรกด้วยการพักหรือทำกิจกรรมส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นการไปออกกำลังกาย ไปรับลูกที่โรงเรียน หรือแม้แต่การงีบหลับพักผ่อน ก่อนจะกลับมาลุยงานใน “ช่วง” (Shift) ถัดไป

จุดเริ่มต้นของเทรนด์นี้มาจากช่วงวิกฤติโรคระบาดที่ทำให้โรงเรียนปิด ที่ทำงานก็ให้พนักงาน Work from home ผู้คนต้องล็อกดาวน์อยู่ในบ้าน ตารางเวลาที่เคยเป็นเส้นตรงจึงแตกสลายไป แต่เมื่อเวลาผ่านไป รูปแบบการทำงานที่เกิดจากความจำเป็น กลับถูกใจคนทำงานจำนวนไม่น้อย 

ไม่ว่าจะเป็นพนักงานกลุ่มพ่อแม่ที่ต้องเลี้ยงลูก กลุ่มคนที่ทำอาชีพเสริม หรือทีมงานที่ทำงานข้ามไทม์โซน (บริษัทที่มีสาขาในหลายประเทศทั่วโลก) เพราะมันเป็นวิธีทำงานที่ช่วยให้หลายคนจัดสรร “เวลางาน” ลงไปใน “เวลาชีวิตส่วนตัว” ที่ซับซ้อนได้อย่างลงตัวที่สุด

เปิดใจซีอีโอ InRento ทำงานแบบนักกีฬา ใช้ปรัชญาเส้าหลิน

หากคิดว่าการทำแบบนี้จะทำให้งานไม่เดิน ลองมาฟังมุมมองของ กุสตาส เกอร์มานาวิเชียส (Gustas Germanavicius) ซีอีโอจาก InRento แพลตฟอร์มการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในสหภาพยุโรป และยังเป็นนักกีฬาไตรกีฬาที่แข่งเต็มรูปแบบ เขาเล่าประสบการณ์ตรงผ่าน Fortune ว่า เขาใช้หลักการทำงานแบบเดียวกับการฝึกซ้อมร่างกาย และสิ่งที่ได้เรียนรู้หลักการนี้จาก “วัดเส้าหลิน” ในจีน

“พื้นฐานเลยคือ ผมทำงานแบบทั้งมาร์ธอนและสปรินต์” กุสตาสอธิบายถึงความสุดโต่งของเขา นั่นคือการเลือกทำงานติดต่อกันทุกวันแบบ 24/7 ยาวต่อเนื่อง 2 เดือนเต็ม แล้วค่อยหยุดพักยาว 2 สัปดาห์ ซึ่งในช่วงพักเขาก็ไม่ได้หายไปไหน เพียงแค่ “ลดเกียร์” ลงมาเพื่อให้สมองได้พัก แต่ยังคอยดูแลห่างๆ เพื่อประคองธุรกิจไปด้วยในช่วงพัก

เขามองว่าบริษัทต้องอยู่ได้แม้ไม่มีเขานั่งเฝ้าในออฟฟิศตลอดเวลา เพราะถ้าบริษัทต้องพึ่งพาเขาตลอดเวลา นั่นคือเขากำลังทำแค่ “งานฝีมือ” ไม่ใช่ทำ “ธุรกิจ” ที่แท้จริง

ในขณะที่ มาชา บูเชอร์ (Masha Bucher) ผู้ก่อตั้ง Day One Ventures บริษัทบุกเบิกด้านการให้บริการ Data Center ระดับโลก ซึ่งคร่ำหวอดในซิลิคอนวัลเลย์ บอกว่า คนเก่งรอบตัวเธอทำงานกันตั้งแต่ 6 โมงเช้า พักไปเล่นกีฬา แล้วกลับมาทำงานจนถึงตี 1 หรือตี 2

เมื่อได้ทำสิ่งที่รัก แทบจะไม่รู้สึกเลยว่าต้องการวันหยุดพักร้อน เพราะความยืดหยุ่นมันหลอมรวมไปในทุกนาทีแล้ว” เธอ อธิบาย

ทำไมวัยทำงานเริ่มเบื่อการนั่งแช่ในออฟฟิศ 8 ชั่วโมงต่อวัน?

ผลสำรวจจาก Owl Labs พบว่าพนักงานกว่า 65% สนใจการทำงานในรูปแบบ Microshifting โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ Gen Z ที่มักจะใช้ตารางงานแบบนี้เพื่อเอาเวลาในช่วงพัก ไปทำอาชีพที่สองหรือ “ทำงานเสริม”

สาเหตุคนรุ่นใหม่ยอมรับเทรนด์นี้กันค่อนข้างมาก ก็ด้วยเหตุผลที่น่าสนใจสองสามข้อ ได้แก่   

1. Harnessing Deep Work: การทำงานแบบนี้ มักทำงานเป็นช่วงสั้นๆ แต่เข้มข้น ช่วยให้เลือกใช้เวลาช่วงที่สมองแล่นที่สุดในการทำงานได้จนเสร็จ และมีสมาธิทำงานได้ดีที่สุด แทนที่จะนั่งสัปหงกในช่วงบ่ายที่พลังงานลดลง

2. Mental Health: ที่ปรึกษาด้าน HR บอกว่า Microshifting ช่วยลดความเหนื่อยล้าจากการตัดสินใจ (Decision Fatigue) เพราะอนุญาตให้ “ถอดปลั๊ก” ออกจากงานเป็นระยะ เพื่อไปทำสิ่งที่เติมพลังให้ตัวเองในระหว่างวันได้

3. Output over Hours: ในองค์กรที่เน้นผลงาน ผู้จัดการหรือหัวหน้างานต่างก็รายงานว่า ประสิทธิภาพงานของทีมงานไม่ได้ลดลงเลย ตราบใดที่พนักงานยังคงสแตนบายสำหรับประชุมสำคัญหรืองานเร่งด่วน

ระวัง! เหรียญอีกด้านที่อาจทำเสียสมดุล เพราะต้องพร้อม ‘ทำงานตลอดเวลา’

แม้รูปแบบการทำงานดังกล่าวฟังดูดี แต่อาจารย์และผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงานเตือนว่า ความอิสระและความยืดหยุ่นที่ได้จาก Microshifting อาจกลายเป็นไปเพิ่มความคาดหวังให้องค์กรอย่างน่ากลัว กล่าวคือ พนักงานอาจพบว่าตัวเองกำลังขยายเวลางานออกไปยาวถึง 14-16 ชั่วโมงต่อวัน จนไม่มีเวลาหยุดคิดเรื่องงานจริงๆ หรือได้หยุดพักจริงๆ องค์กรใหญ่ในภาคการเงินและภาครัฐ จึงยังคงระแวงเทรนด์ทำงานนี้ เพราะกังวลเรื่องการประสานงานและความโปร่งใส

สิ่งที่น่าจับตามองที่สุดจากรายงานของ Jones Lang LaSalle (JLL) คือการระบุว่า สมรภูมิการทำงานได้ขยับจาก “ทำงานที่ไหน” ไปสู่ “ทำงานถึงเมื่อไหร่” อย่างสมบูรณ์แล้ว ปัจจุบัน Work-life balance กลายเป็นความสำคัญที่ลูกจ้างมองหาอันดับหนึ่ง (65%) แซงหน้าเรื่องเงินเดือนไปแล้ว พนักงานทั่วโลกไม่ได้ต้องการแค่โต๊ะทำงานที่บ้าน แต่ต้องการ “อำนาจในการจัดการเวลาทำงานเหนือสถานที่ทำงาน”

อาจพูดได้ว่า ถ้าโลกเปลี่ยนไปถึงขั้นที่พนักงานเก่งที่สุดจะไม่ยอมอยู่ด้วยถ้าไม่ได้ “Microshifting” องค์กรพร้อมหรือยัง? ที่จะเปลี่ยนจากการจับผิดเรื่องเวลามาเป็นการวัดผลลัพธ์ที่คุณภาพของงานแทน ..เพราะความสำเร็จของโลกการทำงานยุคใหม่ อาจไม่ได้วัดที่ว่าใครนั่งติดโต๊ะนานที่สุด แต่อยู่ที่ว่าใครสามารถจัดการพลังงานของตัวเอง ให้สร้างงานที่ยอดเยี่ยมที่สุดได้ในเวลาที่สั้นที่สุดต่างหาก

 

 

อ้างอิง: FortuneThe GuardianindeedThe Hill