background-default

วันพุธ ที่ 28 มกราคม 2569

Login
Login

ผู้บริหารพาร์ทไทม์ พุ่ง 3 เท่า มาแรงแซงหน้า CEO แบบงานประจำ

ผู้บริหารพาร์ทไทม์ พุ่ง 3 เท่า มาแรงแซงหน้า CEO แบบงานประจำ

โลกการทำงานยุคนี้กำลังนิยามบทบาท “ผู้นำ” แนวใหม่ เมื่อความมั่นคงของตำแหน่งผู้บริหารแบบงานประจำ เริ่มสั่นคลอน ทั้งองค์กรและผู้บริหารระดับสูงจำนวนมากหันมาสนใจ “Fractional Leadership” รูปแบบการทำงานแบบพาร์ทไทม์ที่แบ่งเวลา แบ่งบทบาท แต่ไม่ลดคุณค่าของการทำงาน

หากย้อนดูในอดีตที่ผ่านมา เส้นทางอาชีพของผู้บริหารระดับสูง หรือ C-suite ดูเหมือนจะชัดเจนและมั่นคง ก้าวขึ้นตำแหน่ง ทำงานเต็มเวลา มักครองตำแหน่งอยู่ยาวๆ สั่งสมสร้างชื่อเสียง และเกษียณพร้อมความมั่นคงทางการเงิน แต่ล่าสุด.. ในหลายๆ องค์กรพบว่าภาพนั้นกำลังเลือนหายไปอย่างชัดเจน

ข้อมูลผลสำรวจด้านแรงงานจาก Revelio Labs ระบุว่า นับตั้งแต่ปี 2018 เป็นต้นมาจนถึงปีนี้ สัดส่วนตำแหน่งผู้บริหารใหม่ที่ระบุถึงการทำงานแบบ fractional เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า สะท้อนว่ารูปแบบการทำงานพาร์ทไทม์ ที่เคยเป็นเพียงทางเลือกเฉพาะกลุ่มของวัยทำงานทั่วไป กำลังกลายเป็นกระแสหลักของโลกการทำงานในระดับผู้บริหารด้วย และปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ

Fractional Leader คือผู้นำแบบไหน ต่างจากผู้บริหารทั่วไปอย่างไร ?

Fractional Leader หมายถึง ผู้นำหรือผู้บริหาร ที่เข้ามารับบทบาทเชิงกลยุทธ์แบบแบ่งเวลา ตามภารกิจและช่วงเวลาที่ตกลงกันไว้ อาจเรียกให้เข้าใจง่ายๆ ว่าเป็นผู้บริหารแบบพาร์ทไทม์ เพราะไม่ได้เข้ามาทำงานเป็นพนักงานประจำเต็มเวลา แต่เป็นผู้บริหารระดับสูงที่องค์กรเชิญเข้ามา “ทำหน้าที่ผู้นำเฉพาะทาง” แค่บางช่วงเวลา บางบทบาท หรือบางโจทย์สำคัญ โดยยังคงความรับผิดชอบและอำนาจตัดสินใจในระดับเดียวกับผู้บริหารจริง ยกตัวอย่างเช่น

1. CFO แบบ fractional ที่เข้ามาวางระบบการเงินและพาบริษัทเตรียมระดมทุน
2. CMO แบบ fractional ที่เข้ามาสร้างกลยุทธ์การตลาดช่วงเปิดตลาดใหม่
3. CEO แบบ fractional ที่เข้ามาช่วยพาองค์กรผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านหรือวิกฤติ

หัวใจหลักของโมเดลการเชิญผู้บริหารพาร์ทไทม์เข้ามาในองค์กร ไม่ใช่แค่ “การทำงานในช่วงเวลาสั้นๆ” เท่านั้น แต่คือ การทำงานให้ตรงจุด ในเวลาที่เหมาะสม และจบภารกิจที่ได้รับมาอย่างชัดเจน

เมื่อความมั่นคงของ "ผู้บริหารแบบเต็มเวลา" เริ่มพัง

ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ผู้บริหารระดับสูงยอมสละเวลาส่วนตัว เผชิญหน้าความกดดัน ชั่วโมงทำงานยาวนาน และมอบความรับผิดชอบมหาศาลกับงาน เพื่อแลกกับความมั่นคงทางอาชีพในระยะยาว แต่ความมั่นคงนั้นกำลังมีอายุสั้นลงเรื่อยๆ ในยุคนี้

ปัจจุบัน ซีอีโอของบริษัทขนาดใหญ่มีอายุงานเฉลี่ยเพียงราว 7 ปีเศษ ลดลงจากมากกว่า 10 ปีในอดีต ขณะที่ผู้บริหาร C-suite ตำแหน่งอื่นๆ มักอยู่ในตำแหน่งเพียง 3-5 ปี ก่อนจะย้ายออก ไม่ว่าจะโดยสมัครใจหรือจากแรงกดดันขององค์กร

ความจริงนี้ทำให้ผู้บริหารจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามว่า หากตำแหน่งเต็มเวลาไม่รับประกันความมั่นคงอีกต่อไป เหตุใดจึงต้องผูกชีวิตการทำงานทั้งหมดไว้กับองค์กรเดียว Fractional Leadership จึงกลายเป็นทางเลือกใหม่ แทนที่ความมั่นคงแบบเดิมๆ ด้วยความชัดเจนตั้งแต่ต้นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรกับผู้บริหารแบบพาร์ทไทม์คือความร่วมมือเชิงภารกิจเท่านั้น มีการกำหนดขอบเขตงาน ระยะเวลา และความคาดหวังเรื่องผลงานไว้อย่างโปร่งใส

ทำไม Fractional Leader ถึงตอบโจทย์องค์กรยุคนี้มากขึ้น

สำหรับหลายบริษัท การรักษาทีมผู้บริหารเต็มรูปแบบ เริ่มกลายเป็นภาระทางการเงิน เนื่องจากค่าตอบแทนระดับ C-suite ไม่ได้มีแค่เงินเดือน แต่รวมถึงสวัสดิการ โบนัส และหุ้น ซึ่งเป็นต้นทุนคงที่ที่ต้องแบกรับไม่ว่าธุรกิจจะอยู่ในช่วงใด เมื่อรายได้บริษัทลดลง หรือทิศทางธุรกิจเปลี่ยน ต้นทุนเหล่านี้แทบไม่สามารถปรับได้ทัน

Fractional Leadership จึงเข้ามาเปลี่ยนสมการนี้โดยสิ้นเชิง เพราะเปลี่ยนผู้บริหารจาก “ต้นทุนคงที่” ให้เป็น “ต้นทุนตามภารกิจ” สะท้อนให้เห็นข้อดีในหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็น ทำให้องค์กรสามารถดึงผู้เชี่ยวชาญระดับสูงมาใช้เฉพาะช่วงที่จำเป็นได้, ปรับระดับการลงทุนด้านผู้นำได้ตามสถานการณ์จริง, ไม่ต้องแบกรับภาระระยะยาวเกินความจำเป็น ฯลฯ 

อีกเหตุผลสำคัญคือ ทุกวันนี้ปัญหาทางธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต องค์กรไม่ได้ต้องการผู้บริหารที่รู้โครงสร้างภายในหรือการเมืององค์กรเป็นสิบปี แต่กำลังเผชิญโจทย์เฉพาะหน้า ที่ต้องการความเชี่ยวชาญลึกและเร็ว เช่น การเตรียมระดมทุนรอบใหม่, การขยายตลาดต่างประเทศ, การพลิกฟื้นธุรกิจที่ชะลอตัว หรือการออกแบบกลยุทธ์ go-to-market ใหม่ทั้งหมด

Fractional Leader จึงถูกออกแบบมาเพื่อแก้โจทย์เหล่านี้โดยตรง นั่นคือ เข้ามา “เพื่อทำภารกิจ” ให้สำเร็จในช่วงสั้นๆ  มากกว่าเข้ามา “เพื่ออยู่ยาว”

ความเร็วของธุรกิจ แซงกระบวนการจ้างงานแบบเดิม

ในโลกที่ตลาดเปลี่ยนเร็ว การจ้างผู้บริหารแบบเดิมเริ่มช้าเกินไป โดยทั่วไปกระบวนการสรรหา C-suite เต็มรูปแบบ อาจใช้เวลานานราวๆ 4-6 เดือน เมื่อถึงวันที่เริ่มทำงานจริง ปัญหาที่ต้องแก้ในตอนแรก อาจเปลี่ยนไปแล้ว หรือมีคนแก้ปัญหานั้นได้แล้วโดยไม่ต้องรอซีอีโอคนใหม่ด้วยซ้ำ 

เมื่อเทียบกับ Fractional Leader แล้วพบว่า พวกเขาสามารถเริ่มงานได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ มาพร้อมกรอบคิด ประสบการณ์ และเครื่องมือที่พร้อมใช้งานทันที ไม่ต้องเสียเวลาปรับตัวกับบทบาทพื้นฐาน

อีกทั้ง สำหรับตัวผู้บริหารหลายๆ คนที่รับงานแบบพาร์ทไทม์ ก็รู้สึกว่า Fractional Leadership ไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกสำรอง แต่คือการออกแบบชีวิตการทำงานใหม่ของพวกเขาด้วย เนื่องจากการทำงานแบบนี้ ช่วยกระจายรายได้จากหลายองค์กร ลดความเสี่ยงจากการพึ่งนายจ้างรายเดียว หากงานหนึ่งจบลง งานอื่นยังดำเนินต่อ ความมั่นคงจึงเกิดจากการกระจายความเสี่ยง

นอกจากนี้ ผู้บริหารยังมีอิสระในการเลือกงาน เลือกองค์กร และเลือกบทบาทที่สอดคล้องกับคุณค่าและความเชี่ยวชาญของตัวเอง พร้อมเร่งการเรียนรู้จากหลายอุตสาหกรรมพร้อมกัน ซึ่งในเส้นทางอาชีพแบบเดิมอาจต้องใช้เวลานานนับสิบปี

ในอนาคตกลุ่มผู้บริหาร Fractional Leadership จะยิ่งขยายตัวมากขึ้น

ในอดีต ความมั่นคงหมายถึงการอยู่กับบริษัทเดียวไปนานๆ แต่วันนี้ เส้นทางอาชีพแบบพาร์ทไทม์กำลังเข้ามาแทนที่ ตอกย้ำให้วัยทำงานเห็นชัดเจนขึ้นว่า ความมั่นคงทางอาชีพสมัยนี้ อยู่ที่ว่าคุณ “สร้างคุณค่าอะไรไว้บ้าง” ในเส้นทางการทำงานของตนเอง

พูดง่ายๆ ว่า ผู้นำแบบ Fractional Leadership ทำงานได้สอดคล้องกับโลกแบบนี้อย่างเป็นธรรมชาติมากกว่าแบบงานประจำ พวกเขาสร้างความมั่นคงจากชื่อเสียง ผลลัพธ์ และความต้องการของตลาด ไม่ใช่จากโครงสร้างองค์กรแบบเดิมๆ

อีกทั้งการจ้างงานรูปแบบนี้ก็ Win-Win ทั้งสองฝ่าย กล่าวคือ องค์กรได้ความยืดหยุ่น ความเร็ว และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ส่วนผู้บริหารเองก็ได้รับอิสระ ความมั่นคงแบบใหม่ และควบคุมชีวิตการทำงานของตนได้ เมื่อแรงจูงใจของทั้งสองฝ่ายสอดคล้องกัน การเปลี่ยนผ่านจึงเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นี่จึงไม่ใช่การลดคุณค่าของบทบาทผู้นำ แต่คือ "วิวัฒนาการของงานผู้บริหาร" ที่สอดคล้องกับความจริงของโลกธุรกิจและเส้นทางอาชีพในยุคปัจจุบัน

 

 

อ้างอิง: Forbes, ReveliolabsNon-linear Careers