เคยสงสัยไหมว่า ทำไมการหยิบมือถือขึ้นมาไถฟีดโซเชียลมีเดีย เราถึงทำมันได้นานเป็นชั่วโมงๆ โดยไม่เบื่อหรือเหนื่อยเลย แต่พอเป็นการทำงานที่ซับซ้อน การลงมือเขียนรายงานยากๆ หรือแม้แต่การงัดตัวเองไปออกกำลังกายให้ได้ทุกวันกลับรู้สึกว่าเป็นเรื่องยาก ร่างกายจิตใจหนักอึ้ง เหมือนแบกโลกไว้ทั้งใบ?
สาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะว่ายุคนี้ทุกสิ่งทุกอย่างเต็มไปด้วยความสะดวกสบายแค่ปลายนิ้ว ส่งผลให้คนเราเผชิญกับ "วิกฤติความอดทนต่ำ" โดยไม่รู้ตัว ซึ่งภาวะดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อทั้งการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน แต่เรื่องนี้แก้ไขได้ ‘กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย’ จะพาไปสำรวจหลักจิตวิทยาเพื่อฝึกสมองให้ฟื้นกลับมาแข็งแรง บวกกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กน้อย ก็จะช่วยให้วัยทำงานกลับมา "สนุก" กับงานยากๆ และกิจกรรมที่มีความท้าทายได้อีกครั้ง
กับดักความสบาย เมื่อเทคโนโลยีทำให้สมองเรา "ขี้เกียจ" ขึ้น
ทุกวันนี้เราอยู่ในยุคที่แทบไม่ต้องขยับตัวทำอะไรเอง ตั้งแต่การหาคำตอบใน Google แทนการเข้าห้องสมุด ไปจนถึงการสั่งอาหารผ่านแอปฯ โดยไม่ต้องก้าวเท้าออกจากบ้าน ดร. แอนนา เลมบ์กี (Anna Lembke) จิตแพทย์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ชี้ให้เห็นว่า ความสะดวกสบายที่ล้นเกินไปเหล่านี้มีราคาที่ต้องจ่าย นั่นคือ สมองของเราเริ่มปฏิเสธกิจกรรมที่ต้องใช้ความพยายามมากขึ้นเรื่อยๆ หรือเรียกว่า เกิดภาวะสมองขี้เกียจ
เมื่อสมองชินกับ "ความฟินสำเร็จรูป" การต้องเริ่มเรียนรู้ทักษะใหม่จากศูนย์ หรือการจัดการกับโปรเจกต์ยักษ์ในที่ทำงาน จึงกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อและทรมาน อย่างไรก็ตาม ดร. เลมบ์กี ยืนยันว่าคนเราสามารถ "เทรนสมอง" ให้กลับมาแข็งแกร่งและสนุกกับงานยากๆ ได้ โดยเธอได้แบ่งปัน 4 กลยุทธ์ ที่ปรับใช้ได้ทั้งในชีวิตส่วนตัวและการทำงาน ผ่านรายการพอดแคสต์ The Diary Of A CEO ไว้ดังนี้
1. วางแผนงานให้ละเอียดที่สุด เพราะ "แรงใจ" มีขีดจำกัด
ดร. เลมบ์กี ย้ำว่าความผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดคือการรอให้ถึง "วินาทีนั้น" แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะทำหรือไม่ เพราะเมื่อเราเผชิญหน้ากับงานที่ยาก สมองส่วนสัญชาตญาณจะเลือกความสบายเสมอ การรอให้มีอารมณ์อยากทำ จึงเป็นวิธีที่หวังผลได้ยากที่สุด
ในเชิงจิตวิทยา: เราต้องสร้าง "แผนการทำงานที่เจาะจงและละเอียดลออ" ไว้ล่วงหน้า เช่น เลือกชุดทำงานไว้ตั้งแต่เมื่อคืนก่อนถึงเช้าวันถัดไป หรือการแพลนเมนูอาหารล่วงหน้าทั้งสัปดาห์ เพื่อลดการใช้พลังงานสมองในการตัดสินใจ ช่วยลดภาระให้สมอง เมื่อเวลาทำงานจริงจึงช่วยลดความตึงเครียดให้สมองได้
ปรับใช้กับการทำงาน: หากคุณมีโปรเจกต์ที่ต้องใช้สมาธิสูง อย่าแค่บอกตัวเองว่า "พรุ่งนี้ฉันจะทำโปรเจกต์นี้" แต่ให้ระบุลงไปเลยว่า "พรุ่งนี้ เวลา 09:00 น. หลังจากดื่มกาแฟเสร็จ ฉันจะปิดแจ้งเตือนทุกอย่างและเขียนโครงร่างบทนำ 3 หน้าให้จบ" การระบุเวลา สถานที่ และขั้นตอนการทำงานที่ชัดเจน จะช่วยให้คุณ "ล็อค" ตัวเองไว้กับเป้าหมาย จนสมองไม่มีช่องว่างให้หาข้ออ้างเพื่อหลีกเลี่ยงงานนั้น
2. ใช้ระบบคู่หู (Buddy) ทำกับเพื่อนสำเร็จง่ายกว่าทำคนเดียว
มนุษย์เรามีแนวโน้มจะทำอะไรได้สำเร็จมากขึ้น เมื่อมีคู่หูหรือทำสิ่งนั้นๆ กับกลุ่มคนที่มีเป้าหมายคล้ายคลึงกัน งานวิจัยจาก University College London (UCL) ในปี 2015 ยืนยันว่า หากฝ่ายหนึ่งในคู่รักเริ่มเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพ อีกฝ่ายมีโอกาสสูงมากที่จะปรับเปลี่ยนตามไปด้วยโดยอัตโนมัติ
ในเชิงจิตวิทยา: ดร. เลมบ์กี อธิบายว่าการเชื่อมโยงมิตรภาพเข้ากับเป้าหมาย เช่น การเข้ากลุ่มติวหนังสือ หรือการไปคลาสออกกำลังกายพร้อมเพื่อน จะทำให้เรื่องที่ยากกลายเป็นเรื่องที่ "ทำง่ายขึ้น" เพราะมันมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวมเข้ามาเกี่ยวข้อง
ปรับใช้กับการทำงาน: ชาร์ลส์ แชฟฟิน (Charles Chaffin) นักจิตวิทยาด้านการเงิน ยกตัวอย่างภารกิจยากอย่างหนึ่ง นั่นคือ "การงดเหล้าในเดือนมกราคม" (Dry January) ว่า คนที่อยากเลิกเหล้าจะมีโอกาสทำสำเร็จสูงขึ้นมาก ถ้าทำร่วมกับก๊วนเพื่อนที่เคยไปดื่มด้วยกัน ในออฟฟิศก็เช่นกัน การหา "บัดดี้" มานั่งปั่นงานยากๆ ไปพร้อมกัน จะช่วยให้เกิดการตรวจสอบ และการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยวเวลาต้องเผชิญกับงานหินเพียงลำพัง
3. ใช้เทคนิคตาชั่งความสุข-ความเจ็บปวด ยอมเหนื่อยก่อนแล้วค่อยสบายทีหลัง
หนึ่งในแนวคิดที่น่าสนใจที่สุดของ ดร. เลมบ์กี คือการเปรียบเปรยสมองเหมือน "ตาชั่ง" ที่มีด้านความเจ็บปวด (Pain) และความสุข (Pleasure) อยู่คนละข้าง เมื่อข้างหนึ่งถูกกดลง อีกข้างจะพยายามดีดกลับเพื่อรักษาสมดุลเสมอ
ในเชิงจิตวิทยา: การเลือกทำสิ่งที่ง่ายและเพลินในทันที (เช่น เล่นโซเชียลมีเดีย) คือการเพิ่มน้ำหนักฝั่ง "ความสุข" เพียงชั่วคราว แต่จะตามมาด้วยอาการดิ่งลงของตาชั่งในภายหลัง ในทางตรงกันข้าม หากเลือกทำสิ่งที่ยาก (เช่น การจดจ่ออ่านหนังสือ 2 ชั่วโมงรวด) คือการจงใจเพิ่มน้ำหนักฝั่ง "ความเจ็บปวด" ให้หนักขึ้นก่อน แล้วหลังจากนั้นความเบาสบาย-ความสุข จะดีดขึ้นตามมาเอง
ปรับใช้กับการทำงาน: เมื่อเรากัดฟันสู้กับความไม่สบายใจในช่วงแรกของการทำงานยากๆ สมองจะค่อยๆ ปรับตัวและหลั่งโดพามีนออกมาเป็นการตอบแทนเมื่อเราทำงานนั้นสำเร็จ
ความรู้สึกภูมิใจหลังจบงาน (Accomplishment) คือโดพามีนคุณภาพสูง! ที่อยู่ได้นานกว่า และทำให้เราเริ่ม "ชอบ" การเผชิญหน้ากับความท้าทายในครั้งต่อๆ ไป
4. เดินทางสายกลางและเมตตาต่อตนเอง Progress เหนือ Perfection
ในช่วงเริ่มต้นปีหรือเริ่มโปรเจกต์ใหม่ๆ ผู้คนมักตั้งเป้าหมายที่ตึงเปรี๊ยะและไม่ยืดหยุ่น ซึ่งการทำงานแบบนั้นมักตามมาด้วยความรู้สึกผิดและละอายใจ (Shame) เมื่อทำไม่ได้ตามแผน จนสุดท้ายก็จะล้มเลิกไปและไม่สำเร็จอย่างที่ตั้งใจไว้ในตอนแรก
ในเชิงจิตวิทยา: ดร. เลมบ์กี แนะนำให้ใช้แนวทาง "ความเมตตาต่อตนเอง" และการตั้งเป้าหมายแบบทางสายกลาง กล่าวคือ ให้มองว่าความก้าวหน้าแม้เพียงเล็กน้อยก็ถือเป็นชัยชนะที่ควรค่าแก่การยอมรับ และเกิดความพึงพอใจในตนเอง
ปรับใช้กับการทำงาน: หากเป้าหมายคือการงดน้ำตาลเพื่อดูแลสุขภาพ แต่เผลอทานขนมไปบ้าง ก็ไม่ต้องก่นด่าตัวเองจนหมดกำลังใจ ให้มองว่า "อย่างน้อยวันนี้เราก็ได้ทานอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้นและดื่มน้ำเยอะขึ้นแล้ว"
ในการทำงานก็เช่นกัน หากวันนี้งานไม่เสร็จ 100% เปอร์เซ็นต์ตามที่หวัง แต่คุณได้เริ่มลงมือทำและคืบหน้าไปบ้าง นั่นคือความสำเร็จแล้ว การสะสม "Small Wins" ไปเรื่อยๆ จะสร้างความมั่นใจให้คุณกล้าหยิบงานหินชิ้นต่อไปมาทำอย่างยั่งยืน
อ่านมาถึงตรงนี้ วัยทำงานคงพอจะมองภาพออกแล้วว่า กิจกรรมยากๆ ในชีวิตหรืองานหินในออฟฟิศ ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นอุปสรรคให้คุณท้อหรือหมดกำลังใจ แต่มันคือแบบทดสอบที่ช่วยฝึกฝนทักษะการอดทนต่อความยากลำบาก (Distress Tolerance) ของเรา การเทรนสมองให้ทำเรื่องยากไม่ใช่การฝืนใจทำแบบไร้จุดหมาย แต่คือการเรียนรู้ที่จะ "เลื่อนเวลาความสุข" (Delayed Gratification) ออกไปก่อน เพื่อแลกกับรางวัลที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืนกว่าในภายหลัง
คราวหน้า ลองเลือกงานที่ยากที่สุดในลิสต์ของคุณขึ้นมาทำเป็นอย่างแรก โดยใช้แผนที่วางไว้ตั้งแต่คืนนี้ดูสักตั้ง แล้วคุณจะพบว่าสมองของคุณมีศักยภาพมากกว่าที่คุณเคยจินตนาการไว้เสียอีก!
อ้างอิง: CNBC, The Diary Of A CEO, med.stanford.edu, Pubmed





