วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

อีลอน มัสก์ ฟันธงอนาคตการทำงาน หุ่นยนต์จะแทนที่แพทย์-ศัลยแพทย์

อีลอน มัสก์ ฟันธงอนาคตการทำงาน หุ่นยนต์จะแทนที่แพทย์-ศัลยแพทย์

นับตั้งแต่ ChatGPT เปิดตัวอย่างถล่มทลายในปลายปี 2022 ความกังวลว่า “หุ่นยนต์ และ AI จะมาแย่งงานมนุษย์” ก็กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงไม่เว้นแต่ละวัน และถ้าฟังจากมุมมองของ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ดูเหมือนว่า ความกลัวนี้อาจไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่หลายคนคิด

มหาเศรษฐีนักธุรกิจด้านเทคโนโลยี ผู้กุมบังเหียน Tesla, SpaceX, แพลตฟอร์ม X และ Grok AI ได้ออกมาแบ่งปัน “4 คำทำนาย” เกี่ยวกับอนาคตการทำงาน การเงิน และสุขภาพ ซึ่งรวมถึงประเด็นเรื่องการเก็บออมเงินเกษียณ ไปจนถึงอายุขัยของมนุษย์ที่จะยืนยาวขึ้นจนใกล้จะเป็นอมตะ?! และในมุมมองของเขา โลกกำลังจะเปลี่ยนเร็วกว่าที่ใครหลายคนตั้งรับไว้มาก

คำทำนายที่ 1: แพทย์-ศัลยแพทย์อาจถูกหุ่นยนต์แทนที่ใน 3 ปี

มัสก์ระบุว่า แพทย์-ศัลยแพทย์ อาจมีเวลาอีกเพียง ราว 3 ปี ก่อนที่หุ่นยนต์จะไม่เพียงทำงานแทนได้ แต่ยังมีจำนวนมากกว่ามนุษย์ในโรงพยาบาลและคลินิก และในสายตาของเขา นี่ไม่ใช่ข่าวร้าย เขาบอกว่า “ความก้าวหน้านี้ ทำให้ทุกคนจะเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่ดีกว่าที่ผู้นำประเทศได้รับอยู่ในทุกวันนี้” มัสก์ กล่าวในพอดแคสต์ Moonshots กับ ปีเตอร์ ไดแมนดิส (Peter Diamandis)

เขาอธิบายว่า ปัจจุบันโลกขาดแคลนแพทย์และศัลยแพทย์ฝีมือดีอย่างหนัก การฝึกคนหนึ่งคนให้เป็นหมอที่เก่งต้องใช้เวลานานมาก และถึงอย่างนั้น ความรู้ทางการแพทย์ก็ยังเปลี่ยนเร็วตลอดเวลา มัสก์ ย้ำว่า “แพทย์มีเวลาจำกัด และพวกเขาก็สามารถทำพลาดได้” 

ทางออกในมุมของเขาคือ หุ่นยนต์ Tesla Optimus ซึ่งแม้ที่ผ่านมาโครงการนี้จะสะดุดหลายครั้ง แต่มัสก์ยังเชื่อมั่นว่า “ภายในปี 2030 น่าจะมีหุ่นยนต์ Optimus ที่เป็นศัลยแพทย์ชั้นยอด มากกว่าจำนวนศัลยแพทย์ทั้งหมดบนโลก”

คำทำนายที่ 2: เงินออม กองทุนเกษียณอาจไม่จำเป็น ?!

อีกประเด็นที่มัสก์พูดแบบไม่อ้อมค้อมคือ เรื่องเงินออมเพื่อวัยเกษียณ เขาบอกว่า “คนเราอาจไม่ต้องกังวลกับการเก็บเงินไว้ใช้หลังเกษียณในอีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้า เพราะมันอาจไม่มีความหมายอีกแล้ว” เหตุผลของเขาไม่ได้อยู่ที่การเงินโดยตรง แต่เป็นภาพอนาคตที่เขามองเห็นว่า 

หากวันหนึ่งหุ่นยนต์สามารถสร้างบ้าน ปลูกอาหาร ผลิตสินค้า และให้บริการสำคัญอย่างการรักษาพยาบาลหรือการศึกษาได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำมากจนแทบเป็นศูนย์ เมื่อมันเกิดขึ้นผลที่ตามมาคือ ระบบค่าจ้างและรายได้ที่เราใช้กำหนดว่า “ใครควรได้อะไร” ก็จะค่อยๆ หมดบทบาทลง

ในโลกแบบนั้น เงินออม เงินเก็บ และกองทุนเกษียณ จะไม่ใช่สิ่งจำเป็นเหมือนที่มนุษย์คุ้นเคยมานาน มหาเศรษฐีคนนี้บอกอีกด้วยว่า “ถ้าสิ่งที่เรากำลังพูดถึงเกิดขึ้นจริง การเก็บเงินไว้ใช้ยามเกษียณก็อาจไม่ใช่เรื่องที่ต้องคิดอีกต่อไป”

อย่างไรก็ตาม มัสก์ไม่ได้อธิบายชัดเจนว่า หากมนุษย์จำนวนมากไม่มีงานทำ พวกเขาจะดำรงชีวิตอย่างไรในโลกที่ยืนยาวขึ้น เพียงแต่ก่อนหน้านี้ เขาเคยสนับสนุนแนวคิด รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า (Universal Income) เพื่อเป็นตาข่ายรองรับสังคมในอนาคต

คำทำนายที่ 3: มนุษย์จะมีอายุยืนขึ้น และอาจไม่ต้องตาย

แนวคิดเรื่อง อายุขัยที่ยาวขึ้นจาก AI ไม่ได้เป็นความเห็นของมัสก์เพียงคนเดียว แต่ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า ดาริโอ อาโมเดอี (Dario Amodei) ซีอีโอของ Anthropic (ผู้พัฒนา Claude AI) เคยประเมินว่า AI อาจทำให้อายุขัยของมนุษย์เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในอีกสิบปี ขณะที่ ไบรอัน จอห์นสัน (Bryan Johnson) นักลงทุนสายชีววิทยา ถึงขั้นเชื่อว่ามนุษย์อาจ “ไม่ตาย” ภายในปี 2039

ด้าน อีลอน มัสก์ เห็นพ้องในประเด็นนี้เช่นกันว่า AI อาจเป็นกุญแจสำคัญ และมองว่าความตายเป็นเหมือน ปัญหาการตั้งค่าของร่างกายมนุษย์ เขาบอกว่า “ผมคิดมานานแล้วว่าเรื่องอายุยืนหรือกึ่งอมตะ เป็นปัญหาที่แก้ได้ ร่างกายของเรามีอายุที่สอดคล้องกันทั้งระบบ แปลว่านาฬิกาความชราน่าจะเห็นได้ชัดมาก”

“มนุษย์ถูกตั้งโปรแกรมมาให้ตาย ถ้าเปลี่ยนโปรแกรมนั้นได้ เราก็จะอยู่ได้นานขึ้น” มัสก์ เล่าในมุมมองของเขา 

คำทำนายที่ 4: AI จะฉลาดกว่ามนุษย์ทั้งโลก

ปัจจุบัน AI อย่าง ChatGPT และ Google Gemini ได้ช่วยลดภาระงานซ้ำๆ อย่างการจัดการข้อมูล การสรุปเอกสาร และงานแอดมินไปได้แล้วในหลายๆ สายงานตอนนี้ ทั้งนี้ มีผลการสำรวจหนึ่งที่คาดว่า ภายในปี 2029 AI อาจช่วยประหยัดเวลาการทำงานได้ถึง 12 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

มัสก์มองว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ต่อไป AI จะฉลาดล้ำกว่านี้อีกหลายเท่า เขาบอกว่า “ผมมั่นใจ ภายในปี 2030 AI จะฉลาดกว่ามนุษย์ทุกคนรวมกัน”  เขาเชื่อว่าแม้แต่คนในอุตสาหกรรม AI เองก็ยังประเมินสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่ำเกินไป ทั้งในแง่ของพลังการประมวลผล งบลงทุน และความเร็วของการพัฒนา ซึ่งจะทำให้ AI เติบโตแบบก้าวกระโดดต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม บิล เกตส์ (Bill Gates) ให้มุมมองที่ระมัดระวังกว่านั้น กล่าวคือ เขายอมรับว่า AI พัฒนาเร็วเกินคาด แต่ก็เชื่อว่าด้วยความเร็วระดับนี้ ไม่มีใคร (แม้แต่อีลอน มัสก์) จะสามารถฟันธงได้ว่า AI จะมาแทนแรงงานมนุษย์ในอีกหนึ่งปี หรืออีกสิบปี

ไม่ว่าคำทำนายของอีลอน มัสก์ จะเกิดขึ้นเร็วหรือช้ากว่าที่เขาคาดไว้ สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดแล้วคือ โลกการทำงานกำลังขยับออกจากกรอบเดิมอย่างรวดเร็ว งานที่เคยต้องอาศัยทักษะเฉพาะทาง เงินเก็บออมที่เคยเป็นหลักประกันความมั่นคง และเส้นแบ่งระหว่าง “ทำงาน-ใช้ชีวิต” กำลังถูกเทคโนโลยีเขย่าไปพร้อมกัน

ในโลกที่ AI ทำงานได้มากขึ้น ต้นทุนการดำรงชีวิตอาจลดลง แต่ความหมายของการทำงานกลับซับซ้อนขึ้นกว่าเดิม มนุษย์อาจไม่ได้ทำงานเพื่อความอยู่รอดเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป หากแต่ต้องหาคำตอบใหม่ว่า บทบาทของตัวเองคืออะไร เมื่อเครื่องจักรทำได้เกือบทุกอย่าง

คำทำนายเหล่านี้จึงอาจไม่ใช่แค่แผนที่ของอนาคต แต่เป็นสัญญาณเตือนว่า ระบบงาน เศรษฐกิจ และสังคม จำเป็นต้องปรับตัวครั้งใหญ่ ไม่ใช่แค่เพื่อรับมือกับ AI แต่เพื่อออกแบบโลกการทำงานที่มนุษย์ยังมีที่ยืนอยู่ร่วมกับเทคโนโลยีให้ยั่งยืน

 

 

อ้างอิง: Fortune, Moonshot with Peter, Finimize, Fortune Bryan-johnsonThomsonReuters