ทำงาน 4 วัน/สัปดาห์ อาจเริ่มปี 2026 เมื่อ AI ทำให้ไม่ต้องทำงาน 5 วัน

จาก Jamie Dimon ถึง Bill Gates เสียงจากซีอีโอบริษัทระดับโลกหลายคน ชี้ AI อาจทำให้ทำงาน 5 วันไม่จำเป็นอีกต่อไป ปี 2026 อาจเป็นจุดเปลี่ยนสู่ทำงาน 4 วัน/สัปดาห์ ทุกคนต้องจับตา
KEY
POINTS
- เทคโนโลยี AI อาจเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน จนทำให้การทำงาน 5 วันต่อสัปดาห์ไม่จำเป็น และแนวคิดการทำงาน 4 วันอาจกลายเป็นเทรนด์สำคัญในปี 2026
- ผู้นำธุรกิจระดับโลกหลายคน เช่น เจมี ไดมอน, บิล เกตส์ และอีลอน มัสก์ เห็นตรงกันว่า AI จะทำให้สัปดาห์การทำงานสั้นลง หรือในอนาคต การทำงานอาจกลายเป็นแค่ "ทางเลือก"
- หลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น และบางบริษัทในสหรัฐฯ ได้เริ่มนำร่องทดลองใช้รูปแบบการทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์แล้ว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพชีวิตของพนักงาน
ตลอดปี 2025 การพัฒนาอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้วัยทำงานทั่วโลกเต็มไปด้วยความกังวล ตั้งแต่โอกาสการได้งานระดับเริ่มต้นที่มีแต่จะหดแคบลง ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่พุ่งสูงจากการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลก ไปจนถึงคำถามว่า ฟองสบู่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI จะกลายเป็นแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจหรือไม่
แต่ท่ามกลางความไม่แน่นอนเหล่านั้น ก็มีแนวคิดเชิงบวกแนวคิดหนึ่งที่เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นในช่วงสองสามปีที่แล้ว มาจนถึงปี 2026 ก็ยังคงเป็นเทรนด์มาแรงต่อเนื่อง นั่นคือ เทคโนโลยี AI อาจเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้มากพอ จนสัปดาห์ทำงานแบบเดิม 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น ตลอด 5 วัน/สัปดาห์ อาจไม่สมเหตุสมผลอีกต่อไป
แนวคิดนี้ไม่ได้มาจากแค่พนักงานที่กำลังหมดไฟเท่านั้น แต่ผู้นำธุรกิจระดับโลกหลายคนก็ออกมาพูดตรงกันว่า การเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ กำลังมาแน่ๆ และอาจ “หลีกเลี่ยงไม่ได้”
จากทำงาน 5 วัน เหลือ 4 วัน/สัปดาห์ หรืออาจน้อยกว่านั้น?
ก่อนหน้านี้ เจมี ไดมอน (Jamie Dimon) ซีอีโอของ JPMorgan Chase เคยบอกไว้ว่า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี อาจผลักให้ สัปดาห์ทำงานลดลงเหลือเพียง 3 วันครึ่งต่อสัปดาห์ ในอนาคตอันใกล้นี้
ขณะที่ บิล เกตส์ (Bill Gates) ผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft ตั้งคำถามแรงยิ่งกว่าเดิมว่า “หรือสุดท้ายแล้ว เราอาจทำงานแค่สัปดาห์ละ 2 วัน?” ส่วน อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ก้าวไปไกลกว่านั้นอีก ด้วยการมองว่า ในอนาคตมนุษย์อาจ ไม่จำเป็นต้องทำงานเลย โดย มัสก์ บอกไว้เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า “ภายในเวลาไม่ถึง 20 ปี หรืออาจแค่ 10-15 ปี ความก้าวหน้าของ AI และหุ่นยนต์จะพาเราไปสู่จุดที่ ‘การทำงานเป็นทางเลือก’”
ภาพรวมของคำพูดเหล่านี้จากซีอีโอระดับโลก สะท้อนว่า แนวคิดเรื่องสัปดาห์ทำงานที่สั้นลง ไม่ใช่แค่การทดลองทางความคิดอีกต่อไป แต่กำลังถูกหยิบมาทดสอบจริงแล้วในหลายประเทศและหลายองค์กร
หลายประเทศเริ่มทดลองแล้ว ทั้งญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร จนถึงสหรัฐฯ
หลายคนคงจะเคยได้ยินกันมาบ้างแล้วว่า ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกๆ ที่รัฐบาลเริ่มนำแนวคิด "การทำงาน 4 วัน/สัปดาห์" มาทดลองใช้กับข้าราชการ โดยรัฐบาลมหานครโตเกียวได้เปิดทางให้พนักงานสามารถเลือกทำงาน 4 วัน/สัปดาห์ ได้ในบางกลุ่ม (ตามเงื่อนไขกำหนด) ขณะที่บางบริษัทในสหรัฐฯ เริ่มปรับวันศุกร์ให้เป็น “วันยืดหยุ่น” มากกว่าจะเป็นวันทำงานภาคบังคับ
ยกตัวอย่างบริษัท Exos ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านสมรรถนะการทำงาน ได้มีการปรับรูปแบบการทำงานใหม่ นั่นคือการลดชั่วโมงทำงานเหลือ 4 วัน/สัปดาห์ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้พนักงาน และยังทำให้พนักงาน “เริ่มต้นวันจันทร์ได้อย่างมีพลังมากขึ้น” แทนที่จะเริ่มต้นสัปดาห์ด้วยความอ่อนล้า
แนวโน้มเหล่านี้ชี้ว่า หากผลิตภาพยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก AI และ ระบบอัตโนมัติ การทดลองเรื่องปรับตารางงานที่สั้นลง อาจขยายวงกว้างขึ้น และจุดประกายคำถามใหญ่ว่า มนุษย์จะใช้ชีวิตและทำงานอย่างไร ในโลกที่แรงงานมนุษย์อาจไม่ใช่หัวใจของการเติบโตทางเศรษฐกิจอีกต่อไป
Jamie Dimon แนะให้ทุกคนใจเย็น ยังไงเทคโนโลยีก็จะเปลี่ยนโลก
เจมี ไดมอน เป็นหนึ่งในผู้บริหารที่พูดถึงผลกระทบของ AI ต่อเศรษฐกิจและตลาดแรงงานอย่างต่อเนื่อง แม้เขาจะยอมรับว่า ในระยะสั้น AI อาจเข้ามาส่งผลกระทบจนเกิดความปั่นป่วนและการแทนที่งานบางส่วน แต่เขาเชื่อว่า เทคโนโลยีมักยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว เพราะหากย้อนดูประวัติศาสตร์จะพบว่า เทคโนโลยีถูกพิสูจน์แล้วว่ามันมีขึ้นเพื่อประโยชน์ต่อมนุษยชาติจริงๆ
“ทุกคนควรหายใจลึกๆ อย่ากังวลหรือตื่นตระหนกเกินไป เทคโนโลยีเคยเข้ามาแทนที่งานของมนุษย์มาตลอด และในยุคนี้เป็นยุคที่ลูกหลานของคุณจะมีอายุยืนถึง 100 ปี และไม่ต้องเผชิญโรคมะเร็งเพราะเทคโนโลยี
และพูดกันตรงๆ พวกเขาน่าจะทำงานแค่สัปดาห์ละ 3 วันครึ่งด้วยซ้ำ”
Bill Gates ตั้งคำถาม ‘งานในอนาคตควรมีหน้าตาแบบไหน?’
บิล เกตส์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในยุคคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล มองว่า AI จะลดความจำเป็นของแรงงานมนุษย์ในหลายอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ โดยเขาพูดเรื่องนี้เมื่อครั้งที่เขาออกรายการ The Tonight Show เมื่อปีที่แล้ว เขาตั้งคำถามตรงๆ ว่า “งานในอนาคตควรเป็นแบบไหน? หรือเราควรทำงานแค่สัปดาห์ละ 2-3 วัน?”
ก่อนหน้านั้นในปี 2023 ช่วงที่ ChatGPT ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น เกตส์ก็เคยพูดว่า สังคมอาจค่อยๆ ขยับไปสู่ สัปดาห์ทำงาน 3 วัน ซึ่งจะบังคับให้มนุษย์ต้องคิดใหม่ว่า จะใช้เวลาว่างที่ได้เพิ่มขึ้นมานี้อย่างไร
Jensen Huang บอก สัปดาห์ทำงาน 4 วัน ‘เป็นไปได้’ แต่คนทำงานอาจยุ่งกว่าเดิม
ด้าน เจนเซน หวง ซีอีโอของ Nvidia ซึ่งเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดในโลก ณ ปัจจุบัน มองว่า AI จะกระทบงานของทุกคนในอนาคตอันใกล้ อย่างไรก็ตาม เขายังไม่เชื่อว่า AI จะเปลี่ยนตารางงานอย่างรวดเร็วในทันที โดยระบุว่า นวัตกรรมทางเทคโนโลยี อาจนำไปสู่สัปดาห์ทำงาน 4 วันได้ในอนาคต แต่ในเวลาเดียวกัน เทคโนโลยีใหม่ก็อาจทำให้คนทำงาน “ยุ่งกว่าเดิม”
นี่อาจไม่ใช่เรื่องแย่ในมุมของหวง ผู้ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการทำงานหนัก เขาเริ่มงานตั้งแต่ตี 4 และทำงานทุกวัน รวมถึงวันหยุด เขามองว่า เวลาว่างที่ได้เพิ่มขึ้นมา สามารถใช้ไปกับการทำงานใหม่ๆ โปรเจกต์ใหม่ๆ ที่มีไอเดียอยู่มากมาย เอามาลงมือทำให้มันเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด
Elon Musk โลกงานรูปแบบใหม่ เมื่อการทำงานไม่จำเป็นอีกต่อไป
อีลอน มัสก์ คือผู้นำที่มองภาพอนาคตการทำงานไกลที่สุด เขาเชื่อว่า AI และหุ่นยนต์จะขจัด “ความขาดแคลน” ออกไปจากระบบเศรษฐกิจ และนิยามความมั่งคั่งใหม่ทั้งหมด เขาบอกว่า “ในอนาคตจะไม่มีความยากจน และไม่มีความจำเป็นต้องออมเงินอีกต่อไป ทุกคนจะมีรายได้พื้นฐานในระดับสูง”
เขายังเสนอมุมมองว่า ในอนาคตคนเราไม่ต้องทำงานในออฟฟิศ เมื่อไม่จำเป็นต้องทำงานในออฟฟิศอีกต่อไป สถานที่อยู่อาศัยก็จะไม่ผูกติดกับงาน การอยู่ใกล้เมืองใหญ่หรืออยู่ไกลออกไป จะกลายเป็นเรื่องของ “ทางเลือก” ไม่ใช่ “ความจำเป็น”
Eric Yuan บอก ถ้า AI ทำให้ชีวิตดีขึ้น ทำไมต้องทำงาน 5 วัน?
สุดท้าย เอริก หยวน ซีอีโอของแพลตฟอร์ม Zoom (แพลตฟอร์มประชุมออนไลน์) ซึ่งเป็นบริษัทหนึ่งในสัญลักษณ์ของโลกการทำงานยุคใหม่ มองว่า AI และระบบอัตโนมัติอาจทำให้การทำงาน 5 วันต่อสัปดาห์ไม่จำเป็นอีกต่อไป
“ถ้า AI ทำให้ชีวิตเราดีขึ้นจริงๆ ทำไมเรายังต้องทำงาน 5 วันต่อสัปดาห์? สุดท้ายแล้วทุกบริษัทน่าจะสนับสนุนการทำงาน 3 หรือ 4 วัน/สัปดาห์ และสิ่งนี้จะช่วยคืนเวลาชีวิตให้ทุกคน” เขาย้ำ
อย่างไรก็ตาม แม้สัปดาห์ทำงาน 4 วัน อาจยังไม่ใช่มาตรฐานในปี 2026 แต่สัญญาณจากผู้นำธุรกิจระดับโลกชี้ตรงกันว่า ทิศทางชั่วโมงการทำงานกำลังเปลี่ยนไปแล้ว จากนี้ไปทั้งระดับองค์กร รัฐบาล และสังคม จะต้องพร้อมปรับตัวแค่ไหน กับโลกที่เทคโนโลยีทำให้การทำงานแบบเดิมไม่จำเป็นอีกต่อไป เมื่อสัปดาห์ทำงานที่สั้นลงไม่ใช่ความฟุ่มเฟือย แต่คือบทต่อไปของการทำงานยุคใหม่ที่ชั่วโมงงานยาวนานแบบเดิมๆ ไม่ได้สะท้อนประสิทธิภาพงานที่ดีเสมอไป







