วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

คนหย่ากันเพราะ ‘เอไอ’ นอกใจกับ ‘แชตบอต’ เพิ่มขึ้น เมื่อเทคโนโลยีตอบโจทย์ความสัมพันธ์มากกว่าคน

คนหย่ากันเพราะ ‘เอไอ’ นอกใจกับ ‘แชตบอต’ เพิ่มขึ้น เมื่อเทคโนโลยีตอบโจทย์ความสัมพันธ์มากกว่าคน

ในยุคที่ “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ “เอไอ” ก้าวเข้ามามีบทบาทในชีวิตมนุษย์ทุกมิติ ตั้งแต่การทำงานไปจนถึงเป็นเพื่อนคลายเหงา จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ “ชีวิตคู่” ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนที่สุดของมนุษย์ จะถูกเทคโนโลยีเข้าแทรกแซง จนหลายคู่ถึงขั้น “เลิกรา

เดิมที “เอไอแชตบอต” มีหน้าที่เป็นเพียงผู้ช่วยของมนุษย์เท่านั้น แต่ในตอนนี้ได้วิวัฒนาการจนสามารถสนับสนุนทางอารมณ์ให้แก่ผู้ใช้งาน พึ่งพาได้ ไม่เคยขัดใจและไม่ชวนทะเลาะ ต่างจากมนุษย์ที่มีอารมณ์และความคิดเห็นเป็นของตนเอง ไม่ได้เห็นด้วยไปเสียทุกเรื่อง ด้วยเหตุนี้หลายคนจึงเกิดความผูกพันกับเอไอโดยไม่รู้ตัว เกิดการเปรียบเทียบกับคู่ชีวิต บางคนถึงขั้นตกหลุมรักเอไอ นำไปสู่การหย่าร้างในที่สุด

ทนายความด้านกฎหมายครอบครัว เอลิซาเบธ หยาง คาดการณ์เอไอจะถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เป็นจริงมากขึ้น เห็นอกเห็นใจมากขึ้น และเข้าใจผู้ใช้งานมากขึ้น ซึ่งจะยิ่งทำให้ผู้คนจำนวนมากที่รู้สึกโดดเดี่ยวและไม่มีความสุขในชีวิตคู่ หันไปหา “ความรัก” จากแชตบอตเพิ่มมากขึ้น

ปรากฏการณ์นี้ได้ก่อให้ความท้าทายในด้านกฎหมาย ว่าท้ายที่สุดแล้ว การที่คนรักของเราไปคุย หรือมีปฏิสัมพันธ์เชิง 18+ ถือว่าเป็นการนอกใจหรือไม่?

บางคนอินกับความสัมพันธ์กับเอไอมากถึงขนาดที่ทำให้เกิดการหย่าร้างใน นิตยสาร Wired รายงานเรื่องราวของหญิงคนหนึ่งที่ตัดสินใจยุติการแต่งงานที่ยาวนานถึง 14 ปี หลังจากพบว่าสามีของเธอเชื่อว่าตนเองมีความสัมพันธ์ที่แท้จริงกับผู้หญิงเสมือนจริงที่เขาเรียกว่า “สาวละตินที่น่ารัก” และใช้เงินไปหลายพันดอลลาร์กับบัตรเครดิต OnePay และแอปพลิเคชันเอไอ

นอกจากนี้ ข้อมูลจาก Divorce-Online ในสหราชอาณาจักรระบุว่า การยึดติดทางอารมณ์ของคู่รักกับแชตบอตเอไอ กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิดการหย่าร้าง ซึ่งพบได้บ่อยขึ้นเรื่อย ๆ ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นพลวัตที่แปลกประหลาดในความสัมพันธ์ยุคปัจจุบัน เมื่อใครบางคนมีปัญหาความรัก แล้วหมกมุ่นอยู่กับแชตบอตเพื่อค้นหาคำแนะนำในการบำบัด คำปรึกษาชีวิตคู่ หรือภูมิปัญญาทางจิตวิญญาณ แต่สุดท้ายแล้วทุกอย่างกลับแย่ลง และทำให้ชีสิตคู่พังทลาย

รีเบคกา ปาล์มเมอร์ ทนายความที่ทำคดีหย่าร้างจากการคบชู้กับเอไอ ให้ความเห็นว่า กฎหมายยังคงต้องพัฒนาไปพร้อมกับเอไอ เพราะบางคนก็คิดว่านี่คือความสัมพันธ์ที่แท้จริง และบางครั้งก็ดีกว่าความสัมพันธ์กับคนด้วยซ้ำ

“คู่สมรสสามารถนอกใจกับเอไอได้จริงหรือไม่?” กลายเป็นคำถามที่ถกเถียงกันในหมู่ทนายความและศาล ซึ่งปัญหานี้ยิ่งทำให้การตัดสินคดีความยุ่งยากซับซ้อนมากขึ้น ลำพังแค่การตัดสินฟ้องหย่า จากเหตุผลนอกใจกับมนุษย์ตัวเป็น ๆ ก็ต้องสืบพยานยุ่งยากมากแล้ว เพราะในบางรัฐของสหรัฐ เช่น มิชิแกน วิสคอนซิน และโอคลาโฮมา การคบชู้ถือเป็นความผิดทางอาญาที่มีโทษจำคุกสูงสุดถึงห้าปีหรือปรับสูงสุด 10,000 ดอลลาร์

รัฐอย่างแคลิฟอร์เนียจะเป็นรัฐที่ไม่มีการระบุความผิด ซึ่งศาลไม่ต้องการทราบเหตุผลเบื้องหลังความล้มเหลวของการสมรส แต่เมื่อคู่สมรสเกิดผูกพันทางอารมณ์กับเอไอ จนก่อให้เกิดรอยร้าวในความสัมพันธ์ ก็ทำให้การมีสัมพันธ์กับเอไอ กลายเป็นเหตุผลในการหย่าร้างได้ในที่สุด

นอกจากประเด็นเรื่องการนอกใจแล้ว ความสัมพันธ์กับเอไอยังส่งผลกระทบต่อด้านอื่น ๆ ของกฎหมายครอบครัวอีกด้วย ปาล์มเมอร์เปิดเผยว่า เธอกำลังทำคดีเกี่ยวกับคู่สมรสที่ใช้เงินไปกับแชตบอตอย่างฟุ่มเฟือย และที่น่าตกใจคือได้มีการแบ่งปันข้อมูลส่วนตัว เช่น บัญชีธนาคารและหมายเลขประกันสังคมกับแชตบอต

การใช้จ่ายเงินอย่างสิ้นเปลืองนี้ สามารถใช้เป็นเหตุในการฟ้องหย่าได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐที่มีกฎหมายทรัพย์สินส่วนกลาง หากคู่สมรสสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีการใช้จ่ายอย่างสิ้นเปลืองไปกับค่าสมัครสมาชิกหรือค่าบริการแชตบอตที่ถูกซ่อนไว้

ยิ่งไปกว่านั้น ในประเด็นการต่อสู้เพื่อสิทธิในการเลี้ยงดูบุตร เอไอก็เข้ามามีบทบาทเช่นกัน ปาล์มเมอร์ชี้ว่าในการพิจารณาคดีการดูแลบุตร มีความเป็นไปได้มากที่ผู้พิพากษาจะตั้งคำถามถึงการใช้เวลากับบุตร หากพ่อหรือแม่กำลังมีการสนทนาที่ใกล้ชิดกับแชตบอต

การรับมือกับปรากฏการณ์นี้ในทางกฎหมายจึงมีความหลากหลายอย่างยิ่ง รัฐที่ก้าวหน้าอย่างแคลิฟอร์เนียกำลังพยายามออกกฎหมายที่กำหนดให้เอไอเป็น “บุคคลที่สาม แต่ไม่ใช่บุคคล” (third party, not a person) เพื่อรับรู้ถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับความสัมพันธ์

ขณะที่ รัฐโอไฮโอกำลังพยายามแบนการพิจารณาทางกฎหมายใด ๆ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างมนุษย์กับเอไอ โดยย้ำว่าเอไอเป็น “นิติบุคคลที่ไม่มีความรู้สึก” (nonsentient entities) 

ท่ามกลางความแตกต่างทางกฎหมายเหล่านี้ ก็ไม่สามารถเปลี่ยนข้อมูลทางสถิติที่บ่งชี้ว่าการใช้คุยกับแชตบอตในเชิงโรแมนติกหรือสร้างความผูกพันทางอารมณ์ เป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดการหย่าร้างเพิ่มมากขึ้น

แม้ว่าเอไอจะถูกมองว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้คู่รักเลิกรากัน แต่ก็มีรายงานว่าเทคโนโลยีนี้ช่วยรักษาชีวิตสมรสได้เช่นกัน คู่รักบางคู่ใช้ ChatGPT เป็นที่ปรึกษาคู่รัก และพบว่ามันให้คำแนะนำที่เป็นกลางและสร้างสรรค์ พร้อมวิเคราะห์รูปแบบการสื่อสารได้อย่างถูกต้อง บางคนพบว่าการปรึกษา ChatGPT ช่วยบรรเทาข้อความที่อาจส่งถึงคู่สมรสด้วยความโกรธเกรี้ยว ทำให้ปัญหาได้รับการแก้ไขในลักษณะที่สำเร็จมากกว่า ถึงจะเป็นเช่นนั้น แต่หยางยังคงคาดว่าในอีกไม่กี่ปีข้างจะมีการฟ้องหย่าจากเอไอเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เหมือนกับช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 

ด้วยการพัฒนาเอไออย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว จึงทำให้เอไอจะกลายเป็นคนรักที่สมจริงมากขึ้น มีความเห็นอกเห็นใจ และเข้าอกเข้าใจ การปรับตัวทางสังคมและกฎหมายต่อปรากฏการณ์นี้จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อนาคตของความสัมพันธ์จึงขึ้นอยู่กับว่าคู่สมรสจะสามารถรับรู้ถึงข้อจำกัดของเอไอและหลีกเลี่ยงไม่ให้มันเข้ามาแทนที่ความสัมพันธ์ของมนุษย์ได้อย่างไร

การเข้ามาของเอไอสามารถก่อให้เกิดปัญหาในชีวิตคู่ได้ โดยเฉพาะชีวิตคู่ที่ไม่มีความสุขและโดดเดี่ยว การได้พบกับที่พักพิงในโลกเสมือนจริงจากเอไอ จึงช่วยบรรเทาทุกข์ สร้างความสุขที่คนรักไม่เคยมอบให้ ขณะเดียวกันสิ่งนี้ได้สร้างแรงกดดันใหม่ให้กับชีวิตรัก ท้ายที่สุดแล้ว สังคมและกฎหมายกำลังถูกบังคับให้พิจารณาคำถามพื้นฐานใหม่ว่า ความผูกพันทางอารมณ์กับสิ่งที่ไม่ใช่สิ่งมีชีวิต สามารถมีน้ำหนักทางกฎหมายเทียบเท่ากับการทรยศกับคู่รักที่เป็นมนุษย์ได้หรือไม่



ที่มา: FuturismNSS MagThe WeekWired