วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

Gen Z เชื่อ AI จะแย่งอาชีพ มากกว่าวิกฤติเศรษฐกิจ-แรงงานต่างชาติ

Gen Z เชื่อ AI จะแย่งอาชีพ มากกว่าวิกฤติเศรษฐกิจ-แรงงานต่างชาติ

ท่ามกลางคลื่นความเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีที่ถาโถมเข้ามาในตลาดแรงงาน ความรู้สึกของคนทำงานรุ่นใหม่อย่าง Gen Z อาจต่างจากเสียงของผู้นำองค์กรแบบสุดขั้ว แม้ผู้บริหารหลายคนจะเชื่อว่า AI จะช่วยทำให้พนักงานทำงานง่ายขึ้น ช่วยลดงานที่ขั้นตอนยุ่งเหยิง หรืองานลักษณะซ้ำซาก หรือแม้แต่ช่วยลดต้นทุนในงานบางขั้นตอนได้ แต่ในมุมของวัยทำงานอายุ 18-29 ปี AI กลับเป็นสิ่งที่ทำให้อนาคตอาชีพดูน่ากลัวกว่าที่เคยเป็นมา

ผลสำรวจ Harvard Youth Poll 2025 ซึ่งจัดทำโดยสถาบันการเมืองแห่ง Harvard Kennedy School เผยให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งกว่าที่เคย มีคนหนุ่มสาวกว่า 2,040 คนทั่วสหรัฐฯ เข้าร่วมแบบสำรวจ ส่วนใหญ่ต่างยอมรับว่าพวกเขาเติบโตมาในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่มั่นคง ไม่ว่าจะเป็น เศรษฐกิจ การเมือง การเงิน หรือแม้กระทั่งความสัมพันธ์ส่วนตัว และความกังวลทั้งหมดนั้นกำลังถูกฉายผ่านเลนส์ของเทคโนโลยี AI ที่กำลังก้าวเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกการทำงานแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

AI เป็น “ภัยคุกคามอาชีพ No.1” ในสายตาวัยทำงานหนุ่มสาว

เมื่อถามว่าอะไรคือปัจจัยที่คุกคามโอกาสทางอาชีพของตัวเองมากที่สุด ตัวเลขจากการสำรวจ พบว่า 59% ของคนรุ่น Gen Z เชื่อว่า AI เป็นภัยอันดับ 1 ต่ออนาคตอาชีพของพวกเขา เมื่อเทียบกับการย้ายงานไปต่างประเทศ (48%) และเทียบกับแรงงานข้ามชาติเข้ามาแย่งงาน (31%)

พูดง่ายๆ ก็คือ คนรุ่นใหม่ มองว่า AI น่ากังวลมากกว่าประเด็นอื่นๆ ในชีวิต ทั้งเรื่องการงาน การเงิน และการใช้ชีวิต ไม่เพียงเท่านั้น คนรุ่น Gen Z ประมาณ 45% เชื่อว่า AI จะลดโอกาสทางอาชีพลง โดยมีเพียง 14% เท่านั้นที่คิดว่ามันจะสร้างงานใหม่

ส่วนอีกกลุ่มใหญ่ คือ ไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นกันแน่ในอนาคตการงานของตนเองในยุค AI ครองเมือง ตัวเลขจากผลสำรวจข้างต้นเหล่านี้ แทบไม่ต่างกันเลย ไม่ว่าจะเป็นเพศไหน หรือเรียนจบระดับไหน

AI อาจไม่ได้แค่แย่งงาน แต่แย่ง “ความหมายของการทำงาน” ด้วย

หนึ่งในข้อมูลที่น่ากังวลที่สุดคือ คนรุ่นใหม่ไม่ได้แค่กลัวตกงาน แต่กลัวว่าจะไม่รู้สึกภูมิใจในงานของตัวเองอีกต่อไป โดย 41% ของผู้ตอบแบบสอบถามคนรุ่นใหม่ เชื่อว่า AI จะทำให้งาน “หมดความหมายลง” และมีเพียง 14% ที่คิดว่าจะทำให้งานน่าสนใจหรือมีคุณค่ามากขึ้น

สำหรับ Gen Z พวกเขามองว่า งานไม่ใช่แค่รายได้ แต่เป็นส่วนหนึ่งของความหมายในชีวิต เมื่อ AI เข้ามาในทุกมิติ พวกเขาจึงกังวลว่าบทบาทของตนจะค่อยๆ ถูกลดทอนให้กลายเป็นเพียงฟันเฟืองเล็กๆ ในระบบอัตโนมัติขนาดใหญ่

ขณะที่ ผู้นำองค์กรส่วนใหญ่ ต่างก็เหยียบคันเร่ง รีบหาโมเดล AI เอามาใช้ในองค์กรเพื่อไม่ให้ตกขบวนเทรนด์เทคโนโลยีนี้ และแม้จะเน้นย้ำว่า ‘AI จะช่วยเพิ่มคุณค่าให้งาน’ แต่เสียงนั้นกลับยังไม่ไปถึงคนรุ่นใหม่ เหตุเพราะยังขาดการสื่อสารที่ชัดเจน

ในปีที่ผ่านมา ผู้บริหารด้านการเงินและเทคโนโลยีจำนวนมากสะท้อนแนวคิดคล้ายกันว่า จุดประสงค์ของ AI ไม่ใช่การแทนที่มนุษย์ แต่คือการทำงานที่ซ้ำซากให้หายไป เพื่อเปิดพื้นที่ให้พนักงานได้คิดงานเชิงกลยุทธ์หรือสร้างสรรค์มากขึ้น

แต่ความจริงคือ “การสื่อสารประเด็นนี้” ยังไม่ชัดเจนมากพอ และไม่สามารถเปลี่ยนมุมมองของ Gen Z ได้ เหตุผลง่ายๆ คือโลกออนไลน์เต็มไปด้วยข่าวลบเกี่ยวกับ AI ไม่ว่าจะเป็นบริษัทปลดคนออก (บ่อยขึ้นๆ ทุกวัน) งานเขียนถูกแทนที่ด้วยโมเดลภาษา หรือระบบอัตโนมัติที่ทำงานเร็วเกินมนุษย์  ..สถานการณ์เหล่านี้ ทำความกลัวแพร่กระจายเร็วกว่าแผนพัฒนาองค์กรที่ผู้นำพยายามเล่าให้พนักงานฟัง

McKinsey ชี้ 57% ของชั่วโมงการทำงานอาจหายไป 

ขณะที่รายงานใหม่ของ McKinsey Global Institute เสนอภาพโลกการทำงานที่ซับซ้อนกว่านั้น โดยชี้ว่า AI สามารถ ทำงานแทนมนุษย์ได้ประมาณ 57% ของชั่วโมงทำงานในสหรัฐฯ หากดูเฉพาะศักยภาพทางเทคนิค แต่ไม่ได้หมายความว่างานจะถูกลบออกทั้งก้อน

McKinsey เชื่อว่าอนาคตจริงของโลกการทำงานจะเป็นแบบ “มนุษย์ - ตัวแทน AI - หุ่นยนต์ร่วมมือกัน” โดย AI จะเป็นเหมือนเอเจนต์อัจฉริยะที่เสริมศักยภาพ ไม่ใช่แทนที่ทั้งหมด

เนื่องจากมองว่า "ทักษะมนุษย์" จะยิ่งมีค่ามากกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจ ความคิดสร้างสรรค์ ความรับผิดชอบ หรือความเข้าใจด้านจริยธรรม หรือพูดอีกอย่างก็คือ เรานำ AI มาช่วยทำงานได้ แต่ต้องมีมนุษย์กำกับทิศทางเสมอ!

คนรุ่นใหม่ใช้ AI ในงานและการเรียน แต่ไม่เชื่อใจในเรื่องส่วนตัว

Harvard Youth Poll ยังพบข้อมูลย้อนแย้งที่น่าสนใจมาก นั่นคือ แม้คนรุ่นใหม่จะกังวลว่า AI จะคุกคามอาชีพ แต่ส่วนใหญ่ก็ยังนำมันมาใช้ช่วยเรื่องงานเรื่องเรียนเป็นประจำ ตามผลสำรวจระบุว่า 52% ของคนรุ่นใหม่เชื่อว่าการใช้ AI ในงานและการเรียนเป็นประโยชน์ โดยเฉพาะใน "กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัย" ตัวเลขพุ่งขึ้นเป็น 63% ขณะที่ คนรุ่นใหม่ 48% นิยมใช้ AI เพื่อเรียนรู้หรือทำแบบฝึกหัดอีกด้วย

แต่เมื่อเป็นเรื่องส่วนตัว เช่น การให้คำปรึกษา การตัดสินใจชีวิต หรือเรื่องความสัมพันธ์ ความเชื่อมั่นกลับลดลงแบบฮวบฮาบ สรุปคือ Gen Z ไม่ปฏิเสธการใช้ AI แต่จะเลือกใช้เฉพาะ “งานที่วัดผลได้” มากกว่าจะเอามาใช้กับเรื่องละเอียดอ่อนทางอารมณ์

แม้คนรุ่นใหม่จะคุ้นเคยกับ AI มากกว่าคนทำงานรุ่นก่อนๆ แต่ในช่วงชีวิตของพวกเขาก็ไม่เคยผ่านเหตุการณ์เทคโนโลยีพลิกโลกในวัยทำงาน เหมือนคนรุ่นก่อน ไม่ว่าจะเป็น การเกิดของอินเทอร์เน็ตยุคแรก การเกิดขึ้นของโทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟน หรือการเปลี่ยนผ่านจากระบบอนาล็อกสู่ระบบดิจิทัล

ดังนั้น เมื่อ AI โผล่เข้ามาแบบ “ตัวเปลี่ยนเกม” จึงไม่น่าแปลกที่ความรู้สึกแรกของพวกเขาจะเป็นความไม่มั่นใจมากกว่าความตื่นเต้น ..นี่คือเหตุผลที่ผู้นำองค์กรต้องสื่อสารต่อพนักงานคนรุ่นใหม่ให้ชัดเจน ไม่ใช่แค่พูดว่า “AI จะดีสำหรับทุกคน” แต่ควรสื่อสารให้ลึกลงไปมากขึ้น เช่น

 “งานส่วนไหนที่จะถูก AI ทำแทน?”
“งานไหนบ้างที่จะถูกทำแทนด้วยระบบอัตโนมัติ?”
“งานแบบไหนที่ยังจำเป็นต้องใช้ มนุษย์ทำงานเท่านั้น?”
“พนักงานต้องพัฒนาทักษะอะไรเพื่อให้เติบโตในยุคใหม่?”

ท้ายที่สุด ผู้นำต้องสื่อสารใหม่ให้ชัด ก่อนที่จะปล่อยให้ความกังวลแพร่กระจาย และทำลายความเชื่อมั่นของพนักงานรุ่นใหม่ ทั้งนี้ AI จะเป็นภัย หรือจะเป็นโอกาส.. นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่าองค์กรสื่อสารอย่างไร และให้โอกาสพนักงานเรียนรู้มากน้อยแค่ไหน บางครั้งการเปลี่ยนความกลัว ไม่ได้เริ่มจากเทคโนโลยี
แต่เริ่มจาก “คำอธิบาย” ที่ชัดเจนและจริงใจจากผู้นำมากกว่า

 

 

อ้างอิง: FortuneHarvard Youth PollMcKinsey Research