background-default

วันพุธ ที่ 28 มกราคม 2569

Login
Login

Gen Z ลาแล้วออฟฟิศ หันเป็น 'พี่เลี้ยงลูกเศรษฐี' กินหรู อยู่สบาย ได้เงินหลักล้าน!

Gen Z ลาแล้วออฟฟิศ หันเป็น 'พี่เลี้ยงลูกเศรษฐี' กินหรู อยู่สบาย ได้เงินหลักล้าน!

เมื่องานดีๆ หายาก ทั้งหนัก ทั้งเงินน้อย แล้วยังต้องคอยระแวง ไม่รู้จะโดนเอไอแย่งงานเมื่อไหร่! ทำให้ Gen Z จำนวนไม่น้อยเริ่มถอดใจจากงานออฟฟิศ และมองหาโอกาสในงานใหม่ๆ

จังหวะพอเหมาะกับดีมานด์ในตลาดงานกลุ่มที่เรียกว่า "Private Services" หรือ "บริการส่วนบุคคล" ที่กำลังพุ่งสูงรับการเติบโตของมหาเศรษฐีโลกที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นแบบพรวดๆ

เป็นธรรมดาที่มี "ดีมานด์" ก็ย่อมต้องมี "ซัพพลาย" บวกกับความเบื่อหน่ายและสิ้นหวังในงานออฟฟิศก็เลยผลักให้คนรุ่นใหม่หลั่งไหลเข้าสู่ตลาดอาชีพงานบริการส่วนบุคคล หรือ Private Services มากขึ้น

สำหรับกลุ่มอาชีพ Private Services ที่อาจจะคุ้นกันมากสุด ก็คือ บัตเลอร์ หรือผู้ช่วย/ผู้ดูแล ที่รับหน้าที่เป็นทุกสิ่งให้นายจ้าง ซึ่งอาชีพนี้ไม่ใช่ใครจะเป็นได้ ต้องเทรนสารพัด ตั้งแต่มารยาทสังคม จนถึงความรู้ที่จำเป็นอื่นๆ เกี่ยวกับสังคมคนรวย ซึ่งอันที่จริงยังมีงานอื่นๆ เช่น คนขับเครื่องบินเจ็ทส่วนตัวสุดหรู, กัปตันเรือยอชต์, เชฟประจำครอบครัว หรือ บอดี้การ์ด ก็จัดอยู่ในกลุ่ม Private Services ด้วย

แต่ล่าสุดที่กำลังมาแรงในหมู่คนรุ่นใหม่ที่ส่งใบสมัครขอเป็น "พี่เลี้ยงเด็ก" ให้กับครอบครัวมหาเศรษฐีมากขึ้น โดยยอมทิ้งใบปริญญาที่เหนื่อยยากร่ำเรียนมากว่าจะจบ แม้กระทั่งคนเป็นหมอ หรือ จบดอกเตอร์ก็ยังส่งใบสมัครกับเขาด้วย

นำมาสู่ปรากฏการณ์ "The billionaire nanny boom" เมื่อพี่เลี้ยงเด็กระดับมหาเศรษฐีกำลังเป็นอาชีพที่เฟื่องฟูทั่วโลก

คลื่นคนรวย สึนามิความมั่งคั่ง

ข้อมูลจาก Forbes ระบุถึงจำนวนมหาเศรษฐีพันล้านที่พุ่งสูงจาก 322 คนในปี 2000 ผ่านมาไม่ถึง 30 ปี วันนี้ โลกมีเศรษฐีพันล้านมากกว่า 3,000 คน และยังไม่นับรวมเศรษฐีทั่วๆ ไป ที่มีทรัพย์สินลงทุนระหว่าง 1 - 5 ล้านดอลลาร์ ที่มีมากถึง 52 ล้านคน!!

ความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลนี้ ทำให้เกิดความต้องการกองทัพบุคลากร เพื่อดูแลคฤหาสน์ เครื่องบิน และเรือยอชต์ทั้งหลาย

ไบรอัน แดเนียล (Brian Daniel) ผู้ก่อตั้ง Celebrity Personal Assistant Network ที่เริ่มต้นเมื่อปี 2007 เผยถึงความต้องการพนักงานส่วนบุคคลในตอนนี้ว่า ห่างไกลจากคำว่า “พอ” 

และประเมินว่า ปัจจุบันมีบริษัทจัดหางานที่จับตลาดมหาเศรษฐีประมาณ 1,000 แห่งทั่วโลก และครึ่งหนึ่งในนั้นอยู่ในสหรัฐอเมริกา

"โลกมีคนรวยเยอะสุดๆ แล้วพวกเขาก็ไม่ได้ซื้อบ้านแค่หลังเดียว ไม่เคยมีโอกาสดีเท่านี้อีกแล้วในประวัติศาสตร์ที่จะเข้าสู่งานบริการส่วนตัว" แดเนียล เอ่ย

Gen Z ลาแล้ว งานออฟฟิศ

เมื่อความต้องการจ้างงานผุดขึ้นมาไม่หยุด ขณะที่จำนวนผู้รับจ้างยังตามไม่ทัน ก็ทำให้เกิด "สงครามราคา" ที่ไม่ใช่สงครามตัดราคา แต่เป็น "ศึกสู้ราคา" ว่า ใครจะจ่ายให้มากกว่ากันแทน

นายจ้างเริ่มเสนอผลตอบแทนเพื่อจูงใจกันอย่างบ้าคลั่ง ไม่ใช่แค่เงินเดือนสูงๆ แต่ยังรวมถึงสวัสดิการอื่นๆ เช่น ที่พักฟรี กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ประกันชีวิต ไปจนถึงบริการรถรับส่งฟรี

นำมาสู่ปรากฏการณ์ใหม่ ที่แม้กระทั่งเหล่าดอกเตอร์ผู้จบปริญญาเอก (PhDs) ไปจนถึงอดีตทนายความ อดีตเจ้าของธุรกิจ และผู้ที่ทำงานด้านอสังหาริมทรัพย์ ก็ยังส่งอีเมลมาสมัครงานที่บริษัทของแดเนียล

..เงินเดือน 6 หลัก, แผนบำนาญ (401K), มีประกันสุขภาพ, วันลาพักร้อนแบบได้ค่าจ้าง และยังไม่รวมถึงมื้ออาหารวันทั่วๆ ไปโดยเชฟ มีตู้เสื้อผ้าส่วนตัว พร้อมสิทธิเรียกรถอูเบอร์ได้ตามต้องการ ไปจนถึงการได้นั่งเรือยอชต์ลำยักษ์ และเดินทางรอบโลกด้วยเครื่องบินเจ็ทส่วนตัว ฯลฯ

นี่คือชีวิตของ “แคสสิดี้ โอฮาแกน” (Cassidy O'Hagan) ที่ตอนนี้อายุ 28 ปี ผู้ทำอาชีพพี่เลี้ยงเด็กมาแล้ว 6 ปี น่าจะเป็นตัวอย่างให้เราเห็นภาพได้ชัดขึ้น

เมื่อเปรียบเทียบกับงานขายอุปกรณ์การแพทย์ที่ทำก่อนหน้า เธอบอกว่า "ห่างกันลิบ" โดยแม้จะไม่ได้บอกเงินเดือนแบบเป๊ะๆ แต่แคสสิดี้เผยกับ business insider ว่า ตัวเลขอยู่ระหว่าง 150,000 - 250,000 ดอลลาร์

สอดคล้องกับตัวเลขเรทเงินเดือนกลุ่มอาชีพ Private Services ที่ประกาศบนเว็บไซต์ของบริษัทจัดหางาน Tiger Recruitment ตัวอย่างเช่น งานแม่บ้าน เงินเดือนสูงสุด 120,000 ดอลลาร์, หัวหน้าผู้ช่วยส่วนตัว มีเรทระหว่าง 250,000 - 280,000 ดอลลาร์ และ ผู้อำนวยการดูแลที่พักอาศัย ซึ่งต้องเดินทางด้วยเครื่องบินระหว่างที่พักในนิวยอร์ก, อีสต์ แฮมป์ตัน, แอสเพน และเบล แอร์ มีค่าจ้างอยู่ที่ 200,000 ถึง 250,000 ดอลลาร์

เงินดียิ่งกว่าอยู่วอลล์สตรีท

ปัจจุบัน แคสสิดี้ เป็นหนึ่งใน "ทีมดูแลเด็ก" ที่ประกอบด้วยพี่เลี้ยงเด็กทั้งหมด 4 คน ซึ่งทำงานให้กับคู่สามีภรรยาที่อายุราว 30 กลาง ๆ จากตระกูลธุรกิจที่มีชื่อเสียง พวกเขามีทั้งผู้ช่วยส่วนตัว, ทีมแม่บ้าน, หัวหน้าพนักงานในบ้าน และแม้กระทั่งผู้จัดระเบียบของใช้ในบ้านโดยเฉพาะ

เธอเล่าถึงจุดเริ่มต้นสายอาชีพนี้ว่า ตอนนั้นเธออายุ 22 ปี และมองหางานพาร์ทไทม์ทำระหว่างเตรียมตัวสอบเข้าโรงเรียนแพทย์ จนได้มาเป็นพี่เลี้ยงเด็ก

สำหรับรายละเอียดในการสัมภาษณ์นั้นมีไม่มากนัก แต่เมื่อเธอเดินทางไปถึงคฤหาสน์ของครอบครัวที่แคลิฟอร์เนีย เธอก็ได้รู้ว่าคำว่า "อาหารที่จัดเตรียมให้" ที่ใส่ไว้ในรายละเอียดงานนั้น มันหมายถึงอาหารที่เตรียมโดย “เชฟประจำบ้าน” ที่ไม่ได้แค่ทำอาหารให้ครอบครัวเท่านั้น แต่ยังทำอาหารให้พนักงานในบ้านทั้งหมดอีกด้วย

ขณะที่ "จูเลีย ดัดลีย์" (Julia Dudley) อายุ 26 ปี ผู้เลือกมาทำงานเป็นเชฟส่วนตัวให้กับบ้านมหาเศรษฐี เนื่องจากสามารถกำหนดชั่วโมงทำงานเอง, รายได้มากขึ้น และเป็นเจ้านายตัวเอง ซึ่งน่าสนใจกว่าการทำงานในร้านอาหาร

และที่สำคัญ คือ เงินดีกว่ามากๆ โดย ดัดลีย์ เผยถึงเนื้องานที่ทำก็มีแค่การทำอาหารสองหรือสามมื้อต่อวันในช่วงฤดูร้อนไม่กี่เดือนที่แฮมป์ตันส์ แต่สร้างรายได้ได้ถึง 6 หลักต่อเดือน

สอดคล้องกับข้อมูลจากแดเนียลที่ว่า เชฟสามารถเพิ่มเงินเดือนเป็น “สามเท่า" ได้จากการลาออกจากร้านอาหารระดับห้าดาวมาทำงานบริการส่วนตัวให้กับมหาเศรษฐี

จ่ายสูง ความคาดหวังก็สูงตาม

แน่นอนว่า ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ เมื่อ "ได้" มาก ก็มีสิ่งที่ต้อง "แลก” เช่นกัน

รูธ เอ็ดเวิร์ดส (Ruth Edwards) ผู้สรรหาบุคลากรจาก Tiger Recruitment กล่าวว่า ค่าตอบแทนที่ดีมาพร้อมกับความคาดหวังที่จะ "พร้อมให้ใช้งานนอกเวลา 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น" 

เช่นกันกับ แดเนียล ที่เตือนว่า "ความเครียดอาจมากกว่าการทำงานในวอลล์สตรีทเสียอีก" เพราะชั่วโมงการทำงานที่ไม่แน่นอน และที่สำคัญคือต้องรับมือกับการเปลี่ยนใจแบบไม่มีที่สิ้นสุดของเจ้านาย

นอกจากนี้ พนักงานยังต้องเซ็นข้อตกลงไม่เปิดเผยข้อมูล (NDA) เพื่อความเป็นส่วนตัวและความลับของนายจ้าง รวมถึงต้องผ่านด่าน-ข้อกำหนดยิบย่อย อาทิ ตรวจประวัติบนโซเชียลที่ต้องใสสะอาด

ยังไม่นับ “คุณสมบัติเฉพาะทาง” ที่นางจ้างเจาะจง เช่น การประกาศรับสมัครติวเตอร์ส่วนตัว (เงินเดือนเริ่มต้น 180,000 ปอนด์) สำหรับเด็กอายุหนึ่งขวบ เพื่อให้คำแนะนำใน "ก้าวแรกสู่การเป็นสุภาพบุรุษชาวอังกฤษ" ซึ่งรวมถึงการเตรียมเข้าโรงเรียนชั้นนำ การปลูกฝังความซาบซึ้งในดนตรีคลาสสิกและศิลปะ และการสอนกีฬา เช่น คริกเก็ต เทนนิส และรักบี้ เป็นต้น

สำหรับ แคสสิดี้ แล้ว เธอมองว่า มันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร โดยก่อนหน้านี้ เธอเคยคิดว่า จะทำงานนี้ไม่นาน แล้วจะพาตัวเองกลับไปสู่ถนนการแพทย์อีกครั้ง ก่อนจะรู้ตัวว่า งานบริการเข้ากันกับตัวเองมากกว่า 

ขณะเดียกันก็ต้องยอมรับว่า เมื่อคิดจะเดินบนถนนสายนี้แล้ว “ชีวิตส่วนตัว” และ “ชีวิตการทำงาน” มักจะปะปนกันจนแทบแยกไม่ได้ เพราะไม่ว่าจะวันคริสต์มาส วันขอบคุณพระเจ้า หรือ วันปีใหม่ ส่วนใหญ่เธอก็ต้องใช้เวลาไปกับครอบครัวที่ทำงานให้

อย่างไรก็ตาม งานพี่เลี้ยงเด็กนี้ก็กลายเป็นเป้าหมายใหม่ของเธอไปแล้ว โดยเธอยังคาดหวังที่จะเติบโตก้าวหน้าในสายอาชีพนี้ต่อไป

ปรากฏการณ์ "The billionaire nanny boom" นี้จึงเป็นภาพสะท้อนของโลกที่ความมั่งคั่งกระจุกตัวสูง จนสร้าง "งานในฝัน" ที่ให้ผลตอบแทนมหาศาล พร้อมสวัสดิการสุดหรูเหนือกว่างานออฟฟิศทั่วไป ให้กับคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z ที่ถอดใจจากความสิ้นหวังในตลาดแรงงานเดิม