ในตลาดงานที่แข่งขันดุเดือด วัยทำงานคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ Gen Z หันไปเลือกงานที่ต่ำกว่าความสามารถจริง เช่น ตำแหน่งงานที่ทำงานง่ายกว่า แรงกดดันน้อยกว่า หวังแลกเวลาชีวิตเพิ่มขึ้นและความมั่นคงทางจิตใจ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่เรียกว่า “Shrekking at work” หรือ Shrekking Jobs แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือน อาจมีผลกระทบเชิงลบระยะยาว เช่น ทำให้หน้าที่การงานเติบโตช้าลง รายได้สะดุด และเสี่ยงถูกมองว่าไร้ศักยภาพในสายอาชีพ
Shrekking at work กลายเป็นสัญญาณน่าสนใจของคนทำงานยุคนี้ ที่เลือกปฏิเสธงานหรูหรา ตำแหน่งเท่ แต่ไม่คุ้มค่ากับเวลาชีวิตที่เสียไป พวกเขาจึงหันไปเลือกทำงานที่ต่ำกว่าความสามารถหรือคุณสมบัติของตัวเอง เพียงเพื่อให้ได้ความสบายใจ ความมั่นคง และเวลาว่างมากขึ้น แม้ว่าเงินเดือนจะไม่สูงเท่าเดิมก็ตาม แล้วเอาเวลาว่างที่ได้มาไปทำอย่างอื่นที่ตนเองสนใจจริงๆ
ทั้งนี้ สำหรับที่มาของเทรนด์นี้ เป็นการต่อยอดมาจากปรากฏการณ์ “Shrekking Date” ในโลกของความสัมพันธ์ ซึ่งหมายถึงการเลือกเดทกับคนที่ไม่ใช่ “ตัวเลือกที่ดีที่สุด” แต่หวังว่าจะได้รับการปฏิบัติที่ดี เหมือนเจ้าหญิงฟีโอน่ากับชเร็คในหนังดังเรื่อง Shrek แต่สำหรับในโลกการทำงาน คำคำนี้ ถูกนำมาใช้เพื่ออธิบายสถานการณ์ที่มนุษย์เงินเดือนยอม ลดสเปกงานตัวเอง เพื่อแลกกับความสงบทางใจในชีวิตประจำวัน
ตลาดแรงงานกดดันหนัก ทำคนรุ่นใหม่ถอดใจจากงานในฝัน
มีรายงานว่าตั้งแต่ต้นปี 2024 การเปิดรับสมัครงานระดับเริ่มต้นลดลงถึง 29% ทำให้ผู้หางานจำนวนมาก โดยเฉพาะ Gen Z รู้สึกหมดหวังและลดความคาดหวังในอาชีพ ไปโดยปริยาย
ดังนั้น แทนที่พวกเขาจะไล่ล่างานในตำแหน่งที่มีชื่อเท่ๆ หรือหน้าที่ความรับผิดชอบสูง ท้าทายความสามารถ เพื่อให้เพิ่มทักษะสำคัญในโปรไฟล์การทำงาน แต่พวกเขากลับมองว่างานเหล่านั้นมักมาพร้อมๆ กับ ความรับผิดชอบที่หนักขึ้น ความกดดันสูงขึ้น แต่ค่าตอบแทนกลับไม่สมน้ำสมเนื้อ
ผลลัพธ์คือ Gen Z จำนวนมากเลือกงานที่ความกดดันต่ำกว่า ยอมรับตำแหน่งที่ดู “เล็กกว่า” หรือ “ง่ายกว่า” และเก็บพลังไปทำสิ่งที่สนใจจริงนอกเวลางาน เช่น งานเสริม ครีเอทีฟ โปรเจ็กต์ส่วนตัว หรือการเรียนต่อ จนกลายเป็นลักษณะเด่นของโลกงานยุคใหม่
ระวัง! Shrekking at work อาจสร้างความเสี่ยงด้านอาชีพ
แม้การรับงานที่ต่ำกว่าความสามารถตนเอง อาจลดความเครียดในระยะสั้น แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าปรากฏการณ์ Shrekking at work มีผลกระทบสำคัญในระยะยาว เช่น
1. เกิด “rust-out” ความเบื่อหน่ายเรื้อรังจนหมดไฟ
เมื่อทำงานที่ต่ำกว่าศักยภาพ จะรู้สึกเหมือนไม่ได้ใช้ความสามารถจริง ความท้าทายลดลง และเริ่มไม่เห็นคุณค่าของงานที่ทำ ซึ่งต่างจาก burnout แต่ก็สร้างปัญหาทางใจที่หนักหนาไม่แพ้กัน
2. ประวัติการทำงานดูด้อยค่าลง
หากทำแบบนี้ต่อไป ประวัติการทำงานของคุณจะดูไม่น่าสนใจ นายจ้างในอนาคตอาจตั้งคำถามว่า “ทำไมคนเก่งถึงทำงานระดับนี้?” และอาจตีความว่าไม่มีความมุ่งมั่น ขาดความสามารถ หรือเก่งไม่จริง
3. โอกาสก้าวหน้าเติบโตในายงานช้าลง
เมื่อทักษะไม่ถูกใช้อย่างเต็มที่ อาจทำให้การเลื่อนขั้นหรือปรับเงินเดือนล่าช้า หากอยู่ในงานต่ำกว่าความสามารถนานๆ อาจถูกจำกัดโอกาสเติบโตหรือเลื่อนตำแหน่ง เนื่องจากไม่มีการใช้ทักษะใหม่ๆ หรือพัฒนาทักษะเพิ่มเติมอย่างเต็มที่
4. เสี่ยงถูกเลิกจ้าง
คนที่อยู่ในงานต่ำกว่าความสามารถอาจไม่โดดเด่น และถูกจัดเป็นกลุ่มเสี่ยงเมื่อมีการปรับลดพนักงาน
ความมั่นคงที่คิดว่ามีอยู่ อาจกลายเป็น “ถูกทิ้งแบบไม่รู้ตัว”
แม้หลายคนเลือกรับงานที่ดูมั่นคงกว่า (แม้เงินเดือนน้อย) เพราะหวังว่าจะมีความปลอดภัยทางอาชีพในระยะยาว แต่ในความจริง งานที่ต่ำกว่าความสามารถ ไม่ได้รับประกันว่าคุณจะได้รับการดูแลที่ดีจากนายจ้างเสมอไป
เหมือนในความสัมพันธ์ที่ “Shrekking” อาจทำให้รู้สึกเหมือนโดนทิ้งหรือไม่ถูกให้ความสำคัญ ในที่ทำงานก็เช่นกัน คุณอาจไม่ได้รับความเอาใจใส่ หรือกลายเป็นเพียง “พนักงานที่ถูกแทนที่ได้ง่าย” จนสูญเสียโอกาสพัฒนาในอาชีพระยะยาว
นอกจากนี้ ในอีกแง่หนึ่ง การทำงานต่ำกว่าความสามารถอาจส่งผลกระทบต่อรายได้ระยะยาว เส้นกราฟทางการเงินอาจโตช้ากว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน เนื่องจากงานที่ต่ำกว่าความสามารถ มักเริ่มต้นด้วยเงินเดือนที่ต่ำกว่า และด้วยตำแหน่งที่ไม่สอดคล้อง ท้ายที่สุดอาจทำให้คุณมีรายได้สะสมตลอดชีวิตต่ำลง, การปรับเงินเดือนประจำปีช้ากว่า, ขยับกลับไปสายงานเดิมยากขึ้น เพราะประสบการณ์ไม่ตรง
แม้บางงานอาจมีสวัสดิการดี เช่น ประกันสุขภาพหรือเวลางานยืดหยุ่น แต่ก็ไม่สามารถชดเชยผลกระทบต่อเส้นทางอาชีพในระยะยาวได้เสมอไป
วัยทำงานที่กำลัง "Shrekking at work" ควรทำยังไงต่อไป?
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า แม้สถานการณ์ตลาดแรงงานจะบีบให้ต้องยอมรับงานที่ไม่ใช่ แต่ไม่ควรปล่อยให้ตัวเองติดอยู่ใน “กับดักงานต่ำ” นานเกินไป แต่ควรใช้เวลานี้ทบทวนเป้าหมายอาชีพระยะยาว จากนั้น ให้เริ่มพัฒนาทักษะใหม่ๆ เพื่อกลับสู่สายอาชีพที่ต้องการ
รวมถึงควรสร้างเครือข่ายใหม่ๆ ออกไปคว้าโอกาสเส้นทางอาชีพการงานใหม่ๆ ให้แก่ตนเอง เพื่อเป็นการรักษาคุณค่าในตัวเอง และไม่ลดทอนมาตรฐานของอาชีพที่อยากทำ
อ่านมาถึงตรงสนี้ คงพอจะเข้าใจมากขึ้นแล้วว่า “Shrekking at work” อาจจะทำให้วัยทำงานลดเครียด และมีความสบายใจได้ในระยะสั้น แต่อย่าลืมว่ามันมีความเสี่ยงต่อ อาชีพ รายได้ และสุขภาพจิตในระยะยาว หากปล่อยให้ตนเองอยู่แบบนี้นานเกินไป อาจทำให้เส้นทางการเงินโตช้า ใช้ความสามารถไม่เต็มที่ และพลาดโอกาสพัฒนาทักษะในอนาคต
อย่าปล่อยให้สถานการณ์นี้กำหนดเส้นทางอาชีพของคุณ ไม่ผิด..ถ้าจะใช้มันเป็น “ทางเบี่ยงชั่วคราว” แต่ไม่ควรปล่อยให้มันกลายเป็น “ถนนหลักในชีวิตการทำงาน”
อ้างอิง: Fastcompany, Huffpost, DigitalCommons, YahooLife





