ฉาย บุนนาค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เนชั่น กรุ๊ป ร่วมมอบทุนสนับสนุนการศึกษาและทีมฟุตบอล หมอนทองวิทยา ม้ามืดผู้สร้างปรากฏการณ์ "สนามศุภฯ แตก" ในรอบ 30 ปี ชี้ ทีมหมอนทองฯ คือ "สัญลักษณ์ของความหวัง" และพลังแห่งความวิริยะอุตสาหะที่สังคมไทยต้องการ พร้อมรับฟังมุมมอง โค้ชสกล ชี้ระบบกีฬาเยาวชนไทยต้องได้รับการดูแลจากภาครัฐอย่างจริงจัง
ฉาย บุนนาค ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เนชั่น กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ได้ให้การต้อนรับและมอบทุนสนับสนุนแก่คณะอาจารย์และนักกีฬา ทีมฟุตบอลหมอนทองวิทยาคม ที่เดินทางมายังเนชั่นทีวี เพื่อแสดงความยินดีกับปรากฏการณ์ความสำเร็จในวงการฟุตบอลเยาวชนไทย
โดยทุนสนับสนุนนี้มอบให้ในนามของ มูลนิธิเนชั่น ซึ่งมีเป้าหมายในการสนับสนุน เรื่องของการศึกษาของเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะการสนับสนุนทีมหมอนทองฯ เพื่อช่วยสานฝันให้น้องๆ ได้ไปต่อในเส้นทางที่พวกเขามุ่งมั่นในเป้าหมายการเป็นแชมป์ในปีหน้า
ฉาย บุนนาค ชื่นชมทีมหมอนทองฯ คือ "สัญลักษณ์แห่งความหวัง"
ฉาย บุนนาค ได้กล่าวแสดงความยินดีกับทุกทีมที่เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลช่อง 7 โดยเฉพาะ ทีมหมอนทองวิทยา ที่ได้สร้างความประทับใจและแรงบันดาลใจให้กับสังคมไทย รวมถึงแสดงความยินดีกับทีมผู้ชนะเลิศอย่าง อบจ.ชัยนาท ด้วย
"ผมว่ามันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่นะครับ เป็นสิ่งที่วันนี้สังคมไทยเรากำลังขาดอยู่ ใน เรื่องของความหวังความฝัน โดยเฉพาะเรื่องราวของ 'รถขนฝัน' ถือว่าเป็น สัญลักษณ์ของแรงบันดาลใจ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจ ความอดทนอดกลั้น และความพยายาม ที่สามารถถทำให้ทุกคนไปถึงความฝันได้ หากตั้งใจจริง ๆ" ฉาย กล่าว
นอกจากนี้ผู้บริหารเนชั่น กรุ๊ป ยังได้ชื่นชมชีวิตของน้องๆ ในทีม ซึ่งอาจารย์สกลได้เล่าให้ฟังว่า "แต่ละ คน ชีวิตก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ" และ เนชั่น กรุ๊ป ต้องการให้เรื่องราวของทีมเป็นแรงขับเคลื่อนในสังคมไทยต่อไปให้ได้ยาวนานที่สุด และยืนยันว่า มูลนิธิเนชั่น จะสนับสนุนเรื่องการศึกษาของเด็กๆ และจะช่วยให้พวกเขาเดินตามความฝันต่อไป เนื่องจากน้องๆ ส่วนใหญ่ "อายุ แค่ 16-17 ปี เท่านั้น ยังมีอนาคตในเส้นทางนักฟุตบอลอาชีพต่อไปได้ยาวไกล
ปรากฏการณ์ "สนามศุภฯ แตก" และบทเรียนความสำเร็จของทีม
อาจารย์สกล เกลี้ยงประเสริฐ ผู้ฝึกสอนของทีมหมอนทองวิทยาคม และเป็นโค้ชทีมฟุตบอลนักเรียนในระดับตำนานของประเทศไทย ที่ผ่านร้อนและหนาวในวงการนี้มายาวนานกว่า 40 ปี เคยสร้างตำนานพาทีมสุรศักดิ์มนตรี คว้าแชมป์หลายสมัยมาแล้ว อาจารย์สกลได้บรรยายถึงปรากฏการณ์ "สนามศุภชลาศัยแตก" ในรอบ 30 กว่าปี ที่เกิดขึ้นในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศว่า "ภาพนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ด้วยซ้ำไป" และผู้จัดการแข่งขันก็ไม่ได้เตรียมรับมือกับกระแสนี้
เมื่อถามถึงปัจจัยที่ทำให้ทีมหมอนทองวิทยา โด่งดังเป็นกระแสไวรัลจนแฟนบอลแห่มาเชียร์ถึงขอบสนามอย่างล้นหลามจนสนามแตกอย่างที่ว่านั้น อาจารย์สกลให้บอกว่า มันเริ่มมาจากการที่ทีมผ่าฟันการแข่งในแต่ละรอบมาได้อย่างน่าทึ่ง คนดูหลายคนประหลาดใจว่าทีมเล็กๆ ทำไมโค่นทีมยักษ์ใหญ่ได้หลายทีม
โค้ชสกลมองว่าการที่เด็กๆ สามารถถเอาชนะทีมระดับหัวกะทิของประเทศได้ ส่วนหนึ่งมาจาก โชคชะตา และวาสนา รวมถึงคู่แข่งอาจจะประมาทเกินไป หรือคิดว่าชนะมาได้หลายทีมแล้ว และประเมินทีมหมอนทองต่ำไป และปัจจัยที่สำคัญที่สุด โค้ชสกลบอกว่า มาจากความกระหายและความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะของตัวเด็กเอง
สิ่งพิเศษอย่างหนึ่งของนักเตะทีมนี้คือ พวกเขามีพลังของผู้อยากพิสูจน์ตนเองให้ได้ อาจารย์สกลเปิดเผยว่า คอนเซ็ปต์ของทีมคือ "คนจนต้องมาก่อน" และเด็กส่วนใหญ่มักเป็นผู้ที่ถูกคัดออกจากโรงเรียนชื่อดังอื่นๆ เช่น ราชวินิตบางแก้ว ก่อนที่จะ "หวนกลับมาหาเรา" ทำให้พวกเขามีพลังและใจที่จะสู้เพื่อพิสูจน์ตัวเอง โดยทีมหมอนทองเป็นทีมที่อาจมีสถานะ "แย่ที่สุด" ในบรรดาทีมที่เข้าแข่งขันทั้งหมดกว่า 503 ทีม
แต่เมื่อลงแข่งในสนาม ปรากฏว่า ทีมมักคว้าชัยชนะในช่วง "เสี้ยววินาทีสุดท้าย" เช่น การแข่งขันกับโรงเรียนกีฬาเทศบาลโคราช ที่ตามหลัง 3-1 ในช่วง 2 นาทีสุดท้ายของการทดเวลาบาดเจ็บ แต่สามารถตีเสมอเป็น 3-3 ได้ ก่อนจะดวลจุดโทษกันด้วยสกอร์ที่สูงถึง 21-19 จนกลายเป็นไวรัลที่มาแรงที่สุดในช่วงหนึ่ง
ชื่อเสียงโด่งดังมาพร้อมดราม่า โค้ชสกลสอนเด็กๆ ให้รับมือเป็น!
อย่างไรก็ตาม ชื่อเสียงอันโด่งดังย่อมมาพร้อมกับดราม่าในโลกออนไลน์ ในประเด็นนี้ในฐานะที่เป็นทั้งอาจารย์และโค้ชผู้ฝึกสอน โค้ชสกลบอกว่า ตนเองได้คอยสอนให้เด็กๆ ในทีมระมัดระวัง "ด่านสื่อโซเชียล" (เปรียบเทียบเหมือนเป็นด่านการแข่งขันอีกด่าน) ซึ่งถือเป็น "ด่านสุดท้ายที่ยากที่สุดเลย" โดยให้คติเตือนใจแก่ลูกทีมเสมอว่า "อย่าหลงอย่าลืม" กล่าวคือ "อย่าหลงไปกับอะไรที่มันไม่ใช่ของจริง" และ "อย่าลืมผู้มีพระคุณ"
นอกจากนี้ ในสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศที่เพิ่งจะผ่านไปนั้น ที่ทีมหมอนทองวิทยาเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ให้กับทีม อบจ.ชัยนาท อาจารย์สกลเน้นย้ำว่า
"อย่าร้องไห้นะ... เพราะการร้องไห้นั้น หมายถึงว่าเรายอมรับและไม่อยากสู้ต่อ แต่ถ้าแพ้แล้วเรายังยิ้มสู้กับมันได้ แสดงว่าเรามีใจจะลุกขึ้นสู้ต่อไป"
ความหมายของ "รถขนฝัน" และเป้าหมายของทีม
ไม่เพียงเท่านั้น อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ นั่นคือ ตำนาน "รถขนฝัน" ที่ว่ากันว่า เป็นเหมือนรถนำโชคที่พาให้ทีมเอาชนะการแข่งขันในหลายๆ รอบมาได้ รวมทั้งยังเคยพาให้นักเตะรุ่นพี่หลายคนประสบความสำเร็จในเส้นทางอาชีพนักฟุตบอลมาแล้ว
อาจารย์สกล ได้ขยายความถึง "รถขนฝัน" ว่าเป็น "รถที่ไม่เห็นแก่ตัว" เพราะทั้งครูและเด็ก "นั่งเดินทาง กิน นอน ในสภาพเดียวกัน" ถึงขนาดที่ฝนตก น้ำท่วมรถเพราะไม่มีที่กำบัง หรือแม้กระทั่งประตูรถเคยเปิดไม่ได้ การที่อาจารย์ทนลำบากไปพร้อมกับเด็กๆ เป็นการสอนพวกเขาไปในตัวว่า "การอดทนนำไปสู่ความสำเร็จ"
เมื่อถูกถามถึงเป้าหมายในปีหน้า ทีมหมอนทองวิทยาได้ตั้งเป้าหมายไว้อย่างชัดเจนว่า จะต้องเป็นแชมป์ปีหน้าให้ได้ โค้ชสกลบอกว่า "ปีนี้เราได้รองแชมป์มาแล้ว เราจะไม่พูดคำว่ารองแชมป์กันอีกแล้ว แต่ปีหน้าเราปักหมุดเลยว่า ต้องเป็นแชมป์ให้ได้"
ทั้งนี้ อาจารย์สกลได้ฝากถึงภาครัฐว่า ถึงเวลาที่ผู้ใหญ่ควรหันมามอง "ระบบ พัฒนากีฬาเยาวชนที่แท้จริง" โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการเงินกองทุน เพื่อ พัฒนากีฬาแห่งชาติซึ่งมีราวๆ หลักหมื่นล้านบาทต่อปี ควรเอามาดูแลนักกีฬาเยาวชนให้พวกเขาเติบโตในสายอาชีพและมีการพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง
ท้ายที่สุด โค้ชสกลบอกว่า จากกระแสที่มีผู้ชมถ่ายทอดสดการแข่งขันของทีมหมอนทองวิทยาและ ทีม อบจ.ชัยนาท ที่มีมากถึง 45 ล้านคนในรอบชิงชนะเลิศ ได้แสดงให้เห็นว่า "กองเชียร์ยังหนุนหลังเราอยู่" และความสำเร็จครั้งนี้ไม่อาจหยุดลงได้
อาจารย์สกลเชื่อมั่นว่า วงการฟุตบอลไทย จะไปต่อได้หรือไม่ ส่วนหนึ่งอยู่ที่แรงใจแรงเชียร์ของคนไทยทุกคน และเจ้าตัวยังเชื่อว่า
"อีก 4 ปี ไม่เกินฝันนะ บอลไทยต้องไปบอลโลก!"





