วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

Transformative Voice เสียงแห่งการเปลี่ยนแปลง

Transformative Voice เสียงแห่งการเปลี่ยนแปลง

ไม่มียามไหนที่ SME จะเหนื่อยยากเท่าในยามนี้ เจอสารพัดความท้าทายจากรอบทิศในสภาพเศรษฐกิจที่ยากลำบาก ความสามารถในการปรับตัว Agility และความทนทานต่อวิกฤติ Resilience

กลายเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการอยู่รอด เจ้าของ หมดเวลาไปกับการไล่ดับไฟปัญหาจากเรื่องนั้นเรื่องนี้ ที่คนหวังดีแต่ด้อยฝีมือช่วยกันสร้างขึ้นมา 

เรื่องทำนองนี้เคยเกิดขึ้นในโรงเรียนในสหรัฐอเมริกาในชุมชนหลากหลายเชื้อชาติ และสภาพเศรษฐกิจไม่ดีนัก ปัญหาเต็มไปหมด มีครูใหญ่ท่านหนึ่งมองว่านักเรียนก็มองเห็นปัญหาได้ ท่านเลยสร้างวิธีการในการใช้พลังนักเรียนช่วยกันคิดหาทางปัดเป่าปัญหา

วิธีการของท่านไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มประสิทธิผลในการปัดเป่าสารพัดปัญหาในโรงเรียน แต่ยังทำให้นักเรียนมีความผูกพันกับการเรียนมากขึ้น  

วิธีการนี้รู้จักกันดีในชื่อ Transformative Student Voices กลายเป็นตำราที่โด่งดัง ปรมาจารย์การศึกษาท่านหนึ่งในบ้านเราได้เรียบเรียงขึ้นเป็นตำราภาษาไทย ที่ได้รับความสนใจอย่างมากในวงการครูอาจารย์ที่เป็นนักพัฒนา

ในสภาพใกล้เคียงกันกับที่ SME กำลังพบเจอในวันนี้ เราอาจดัดแปลงวิธีการที่ได้ผลดีจากโรงเรียนฝรั่งมาเปิดโอกาสให้พนักงานในทุกระดับ

โดยเฉพาะคนที่ลงมือทำจริงๆ อยู่หน้างานรวมถึงพนักงานที่ก้มหน้าก้มตาทำงาน ไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ จึงสูญเสียโอกาสในการแก้ไขปัญหาเชิงระบบที่พบเจอจากประสบการณ์โดยตรงของคนหน้างาน

เสียงแห่งการเปลี่ยนแปลง สอดคล้องกับทฤษฎีพื้นฐานหลายเรื่อง ทฤษฎีบอกว่า องค์กรจะพัฒนาได้เร็วขึ้น หากสามารถแปลงบทเรียนทั้งจากความล้มเหลว และความสำเร็จให้เป็นความรู้ที่สามารถนำไปใช้ได้ในอนาคต

ทฤษฎีบอกว่า ขุมทรัพย์ที่สามารถนำไปใช้ในการแก้ปัญหาเชิงระบบ ถูกซ่อนอยู่ในความรู้เชิงปฏิบัติที่มักเป็นแค่คำบอกเล่ามากกว่าการบันทึก

ทฤษฎีบอกว่า นวัตกรรมการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดมาจากการที่พนักงานรู้สึกมั่นใจที่จะแสดงความคิดเห็น คำทักท้วง โดยไม่ต้องกังวลเรื่องผลทางลบที่ตามมา

สร้าง “เสียงแห่งการเปลี่ยนแปลง” ให้มีขึ้นในองค์กรเล็กๆ ได้จากการมีแบบฟอร์มให้พนักงานบอกกระบวนการที่ติดขัด โดยให้บันทึกว่า ปัญหาที่พบคืออะไร รอเถ้าแก่เซ็นเอกสาร บางครั้งใช้เวลานานไปหน่อย ส่งผลกระทบอย่างไรกับกิจการ ส่งใบเสนอราคาให้ อบต. ไม่ทันเป็นประจำ

สมมุติฐานหรือเหตุแห่งปัญหา เถ้าแก่ไม่มีกำหนดการเข้าสำนักงานชัดเจน ข้อเสนอแนะในการปรับปรุง เถ้าแก่กำหนดวันเซ็นเอกสารไว้ล่วงหน้า 

แบบฟอร์มนี้ จึงไม่ใช่บันทึกคำบ่น หรือคำตำหนิ แต่บอกกล่าวว่าติดขัดตรงไหน อยากให้แก้อย่างไร ไม่แก้จะเป็นอย่างไร คนเสนอกระบวนการที่ติดขัดต้องรู้งานมากกว่าคนบ่นเรื่องนั้นเรื่องนี้ และผู้บริหารต้องมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง ทำได้ทำไม่ได้จะมีคำอธิบายให้เสมอ เพื่อแสดงให้เห็นว่า เสียงแห่งการเปลี่ยนแปลง ทุกเสียงมีค่า และบางเสียงนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขึ้นจริง

บางครั้งความคุ้นเคย ทำให้เกิดกับดักแห่งความต่อเนื่อง เคยทำมาอย่างไร ก็ทำต่อไปอย่างนั้น เสียงแห่งการเปลี่ยนแปลงจึงไม่ปรากฏขึ้น ให้ใช้โอกาสนี้แปลงความรู้ที่อยู่ในตัวคนแต่ละคน โดยเฉพาะคนเก่าแก่ ที่สร้างกระบวนการทำงานเหล่านั้นขึ้นมาให้กลายเป็นคู่มือทำงาน

เริ่มด้วยการจับคู่พนักงานอาวุโส เจ้าของความคิดที่เป็นที่มาของวิธีทำงานนั้น กับพนักงานรุ่นใหม่ หรือแม้แต่จับคู่เถ้าแก่ กับพนักงานใหม่ๆ ถ่ายทอดทุกขั้นตอนวิธีทำงานนั้น

โดยอาจเสริมสิ่งที่คิดว่าเป็นเคล็ดลับ แล้วให้พนักงานรุ่นใหม่คอยตั้งคำถามว่า ทำไม หรือท้าทายว่าทำอย่างนี้จะดีกว่าไหม ซึ่งอาจจะได้เสียงแห่งการเปลี่ยนแปลงที่มาจากการร่วมคิดระหว่างรุ่นเก่ากับรุ่นใหม่ ไปพร้อมกับการมีคู่มือปฏิบัติการงานนั้น ที่อาจไม่เคยมีมาก่อน คราวนี้ใครก็ได้ ทำงานนั้นได้หมด ไม่ใช่แค่คนสำคัญคนนั้นเพียงคนเดียว

เสียงแห่งการเปลี่ยนแปลงต้องกลายเป็นวัฒนธรรมในองค์กรเล็กๆ นั้นอย่างกลมกลืน เถ้าแก่ยกย่องเสียงแห่งการเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น พร้อมกับให้คำอธิบายและข้อเสนอสำหรับเสียงที่ไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง

การสร้าง “เสียงแห่งการเปลี่ยนแปลง” ไม่ซับซ้อน กระทำได้ในองค์กรไม่ว่าจะเล็กแค่ไหน แต่ทำแล้ววันหน้าองค์กรเล็กมีโอกาสกลายเป็นองค์กรใหญ่ที่ยั่งยืนได้แน่นอน