วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม 2569

Login
Login

AI Shame ในที่ทำงาน ซีอีโอแอบใช้ AI ไม่บอกใคร กลัวถูกมองว่าไม่เก่ง

AI Shame ในที่ทำงาน ซีอีโอแอบใช้ AI ไม่บอกใคร กลัวถูกมองว่าไม่เก่ง

ปรากฏการณ์ “AI shame” เขย่าโลกการทำงาน เมื่อผลสำรวจใหม่สะท้อนให้เห็นถึง ความไม่พร้อมด้าน AI ในที่ทำงานสมัยใหม่ที่เผยออกมาอย่างชัดเจน โดยกลุ่มที่ใช้เครื่องมือ AI มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารระดับสูง (C-suite) หรือคนทำงานรุ่น Gen Z กลับเป็นกลุ่มที่แทบไม่ได้รับคำแนะนำ การฝึกอบรม หรือแม้แต่การอนุมัติให้ใช้งาน AI อย่างเป็นทางการจากบริษัท

ผู้บริหาร 53.4% ยอมรับ แอบใช้ AI เงียบๆ ส่วน Gen Z ก็กังวล

ผลการสำรวจจากรายงาน AI in the Workplace 2025 ของ Walk Me บริษัทในเครือ SAP ซึ่งได้สอบถามพนักงานในสหรัฐกว่า 1,000 คน พบว่า พนักงานเกือบครึ่ง (48.8%) ยอมรับว่าแอบใช้ AI ที่ทำงานเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตัดสินจากสายตาเพื่อนร่วมงาน เป็นที่มาของปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “AI shame” หรือความอายที่จะยอมรับการใช้ AI ในองค์กร

โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริหารระดับสูง มากถึง 53.4% ที่ยอมรับว่าปกปิดการใช้ AI แม้จะเป็นผู้ใช้บ่อยที่สุดก็ตาม

ขณะที่คนรุ่น Gen Z เข้าหา AI ทั้งด้วยความตื่นเต้นและด้วยความกังวล ผลสำรวจเผยว่า 62.6% เคยใช้ AI ทำงาน แต่แสร้งว่าทำงานนั้นทำสำเร็จด้วยตนเอง ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงสุดในบรรดาทุกเจนเนอเรชัน

อีกทั้งคนรุ่นใหม่มากกว่าครึ่ง (55.4%) เคยทำเหมือนเข้าใจเรื่อง AI ในการประชุม ทั้งที่ไม่เข้าใจจริง พฤติกรรมนี้ขึ้นอยู่กับบริบท 28.4% พูดเกินจริงเรื่องการใช้ AI กับบางคน ขณะที่ 13.5% เลือกพูดน้อยลงกับบางคน แต่เมื่อถามถึงการฝึกอบรมที่จริงจัง กลับมีเพียง 6.8% ที่ได้รับการฝึกอย่างละเอียด และ 13.5% ไม่ได้รับเลย ถือเป็นอัตราต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับเจนเนอเรชันอื่น

ถึงอย่างนั้น Gen Z ถึง 89.2% ใช้ AI ที่ทำงานด้วยตัวเอง โดยไม่ได้ถูกจัดหามาให้โดยนายจ้างหรือไม่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการ ขณะที่มีเพียง 7.5% ที่เคยได้รับการฝึกอบรมเชิงลึก ซึ่งแทบไม่ต่างจากปี 2024 ที่อยู่ที่ 7.0%

ช่องว่างของการใช้ AI และความย้อนแย้งของผลิตภาพ

ชารอน เบิร์นสไตน์ (Sharon Bernstein) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลของ Walk me ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Fortune ว่า “บริษัทต่างๆ ยังให้ความรู้เรื่องนี้ไม่มากพอ พวกเขาไม่ค่อยอำนวยความสะดวกให้ใช้งานเครื่องมือ AI อย่างจริงจัง และไม่ได้ฝึกอบรมหรือแนะนำพนักงานอย่างเพียงพอ”

การเข้าถึงการฝึกอบรม AI แตกต่างตามตำแหน่งและขนาดบริษัท โดยมีเพียง 3.7% ของพนักงานระดับเริ่มต้นที่ได้รับการฝึกฝนอย่างจริงจัง เทียบกับ 17.1% ของผู้บริหารระดับสูง ข้อเท็จจริงนี้สะท้อนถึง “ชนชั้น AI” ที่ผู้ใช้บ่อยที่สุดกลับถูกปล่อยให้เรียนรู้ด้วยตนเอง

แม้ 80% ของพนักงานจะบอกว่า AI ทำให้ตนมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ 59% ก็สารภาพว่าบางครั้งเสียเวลามากกว่าการทำงานเอง Gen Z เป็นกลุ่มที่ลำบากที่สุด โดย 65.3% บอกว่า AI ทำให้ช้าลง และ 68% รู้สึกกดดันว่าต้องทำงานให้ได้มากขึ้น เพราะมี AI เข้ามาเสริม

เกือบหนึ่งในสามกังวลอย่างมากว่า AI จะกระทบต่องานของตน และมีเพียง 45% ของพนักงานรุ่นใหม่ ที่มั่นใจว่าใช้ AI ได้อย่างเชี่ยวชาญ น้อยกว่ามิลเลนเนียล (56.3%) และใกล้เคียงกับ Gen X (43.2%)

ใช้ AI ทำงาน แต่ก็ไม่กล้าบอกใคร ความสับสนในที่ทำงาน

ความแตกต่างเรื่องความพร้อมใช้งาน AI และความอายที่จะยอมรับการใช้ AI กำลังสร้างภาพรวมที่ซับซ้อนและสับสนในที่ทำงาน ตั้งแต่พนักงานระดับเริ่มต้นจนถึงกลุ่มผู้บริหารระดับสูง โดยมากกว่าครึ่งของคนทำงานบอกว่า การฝึกอบรม AI ในองค์กรทำให้รู้สึกเหมือน “ได้งานที่สอง” เพิ่มทั้งความเครียดและชั่วโมงทำงาน แต่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์จริง

ขณะที่งานวิจัยจากสถาบัน MIT เคยเผยว่ากว่า 95% ของโครงการทดลองใช้ Generative AI ในองค์กรขนาดใหญ่ล้มเหลว ก็สะท้อนปัญหาจาก “กระดานวางแผนสู่โต๊ะการทำงานจริง” ได้เช่นกัน

งานวิจัยอีกชิ้นที่ตีพิมพ์โดย มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford) และนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำอย่าง อีริก ไบรญอล์ฟสสัน (Erik Brynjolfsson) ก็พบว่า ตั้งแต่ปลายปี 2022 ที่ Generative AI เริ่มบูม การจ้างงานระดับเริ่มต้นในตำแหน่งที่เสี่ยงต่อการถูกแทนที่ด้วย AI ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

นั่นหมายความว่าทักษะด้าน AI จะมีความสำคัญอย่างมากต่อพนักงานระดับเริ่มต้น แต่ผลสำรวจของวอล์กมีกลับชี้ว่าพวกเขาได้รับการฝึกอบรมน้อยที่สุด

พนักงานกังวลเพิ่มขึ้น บริษัทต้องทำให้คนไม่กลัวที่จะยอมรับว่าใช้ AI 

นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่ตีคู่กันมานั่นคือ กระแส “Shadow AI”  หมายถึง การที่พนักงานใช้เครื่องมือ AI กันอย่างแพร่หลาย แต่ในฝั่งบริษัทกลับล่าช้าในการประกาศใช้อย่างเป็นทางการ ซึ่งความไม่สมดุลนี้สะท้อนตั้งแต่ตลาดการเงินที่นักลงทุนกังวลฟองสบู่ AI, มหาวิทยาลัยที่แบนเครื่องมือ AI เพื่อหยุดปัญหาการลอกการบ้าน ลอกข้อสอบ, ไปจนถึงห้องผู้บริหารที่ถูกกดดันให้ปฏิวัติองค์กรด้วย AI

เบิร์นสไตน์ กล่าวในมุมของ HR ว่า ควรกระตุ้นให้บริษัทเปิดเผยอย่างโปร่งใสว่า AI จะถูกนำมาใช้อย่างไร เพื่อไม่ให้พนักงานรู้สึกถูกแทนที่ และในขณะเดียวกันก็ช่วยให้พนักงานใช้ AI ได้อย่างคล่องแคล่ว เธอบอกว่า “สิ่งแรกคือคุณต้องทำให้คนไม่กลัวที่จะยอมรับว่าใช้ AI ฉันไม่คิดว่าเราจะสามารถแทนที่พนักงานได้จริงๆ บางตำแหน่งอาจเป็นไปได้ แต่โดยรวมแล้ว บริษัทควรเน้นการให้ความรู้กับทีมงาน” 

ความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของ AI ต่อการจ้างงานกำลังพุ่งสูงขึ้น โดย 44.8% ของคนทำงานบอกว่ารู้สึกกังวล และสัดส่วนที่ “กังวลมาก” เพิ่มขึ้นจากปีก่อน Gen Z เป็นกลุ่มที่รู้สึกชัดที่สุด โดย 62.2% กังวลต่ออนาคตการทำงาน และ 28.4% ยอมรับว่ากังวลมากที่สุด

ถึงอย่างนั้น ความหวังก็ยังคงมีอยู่ เพราะ 89.6% ของพนักงานอยากเรียนรู้ AI เพิ่มเติม และ 86% เชื่อว่าความเชี่ยวชาญด้าน AI คือกุญแจสู่ความสำเร็จในอาชีพ ผลสำรวจนี้ชี้ชัดว่า บริษัทจำเป็นต้องเร่งปิดช่องว่างความกล้าๆ กลัวดังกล่าว ด้วยการให้คำแนะนำที่ชัดเจน การฝึกอบรมที่ครอบคลุม และนโยบายที่โปร่งใส มิฉะนั้น องค์กรอาจเผชิญปัญหาความไว้วางใจที่สั่นคลอน ประสิทธิภาพการทำงานลดลง และสุขภาพจิตพนักงานที่แย่ลง

 

อ้างอิง: FortuneWalkme, shadow AI