background-default

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม 2569

Login
Login

คุณสมบัติที่ผู้นำควรมีคือ ความเห็นอกเห็นใจ ทำไม Empathy Skills จึงสำคัญ?

คุณสมบัติที่ผู้นำควรมีคือ ความเห็นอกเห็นใจ ทำไม Empathy Skills จึงสำคัญ?

ไม่ใช่แค่แฟนคลับสายนางงาม แต่เชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศก็ชื่นชมในคำตอบของ “โอปอล สุชาตา ช่วงศรี” ไม่น้อย เมื่อเธอตอบคำถามหนึ่งในสองคำถามจากรอบ TOP5 Miss Universe 2024 (ผู้นำที่ดีต้องมีคุณสมบัติอย่างไร?) ไว้ได้อย่างน่าสนใจว่า 

“คุณสมบัติที่ผู้นำควรมี คือความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ไม่ว่าคุณจะเก่งหรือมีการศึกษาระดับใด สุดท้ายต้องมีความเห็นอกเห็นใจ เพื่อที่จะใส่ใจผู้คนและความเป็นอยู่ของพวกเขา สิ่งนี้ไม่ได้สำคัญแค่ผู้นำเท่านั้น แต่ทุกคนในโลกนี้ควรมีความเห็นอกเห็นใจกันและกัน เพราะนั่นคือวิธีที่เราจะสามารถรวมกันเป็นหนึ่งเดียวได้” 

คำตอบดังกล่าวกลายเป็นกระแสในโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว เกิดการถกถามและแชร์ความเห็นในประเด็นการทำงานและความเป็น “ผู้นำที่ดี” อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะ “Empathy Skills” หรือทักษะความเห็นอกเห็นใจ ที่โอปอล สุชาตา พูดถึงนั้น มีความสำคัญต่อการเป็นผู้นำอย่างไร?

เรื่องนี้มีคำตอบจากโค้ชผู้เชี่ยวชาญอย่าง แอนดรูว์ วอลล์บริดจ์ (Andrew Wallbridge) หัวหน้าฝ่ายทักษะความเป็นผู้นำและการจัดการของ TSW (บริษัทที่ปรึกษาและสอนหลักสูตรความเป็นผู้นำในสหราชอาณาจักร) เขาอธิบายไว้ว่า การเป็นผู้นำที่ดี ไม่ได้หมายถึงแค่การเป็นคนที่ต้องตัดสินใจอย่างเฉียบคม หรือทำหน้าที่กำหนดวิสัยทัศน์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการมีส่วนร่วมและโต้ตอบกับสมาชิกในทีมอย่างแข็งขัน ซึ่งทักษะสำคัญที่จะช่วยให้เกิดสิ่งนี้ได้ก็คือ ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) 

ผู้นำที่มีความเห็นอกเห็นใจ คือ ผู้นำที่ใส่ใจคนในทีม เข้าใจอารมณ์และมุมมองของพนักงาน และพร้อมจะทำงานร่วมกับพนักงานทุกระดับเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกัน การแสดงความเห็นอกเห็นใจ ช่วยให้ผู้นำสามารถสร้างวัฒนธรรมแห่งความไว้วางใจ ความเคารพ ความร่วมมือ และสร้างแรงบันดาลใจให้สมาชิกในทีมทำงานให้ดีที่สุด ดังนั้น ความเห็นอกเห็นใจจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพ 

ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) สำหรับผู้นำ คืออะไร?

ความเห็นอกเห็นใจถือเป็นทักษะพื้นฐานสำหรับทีมผู้บริหาร เป็นองค์ประกอบหลักของความเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จในที่ทำงาน ทั้งนี้ หากมองในมุมของการเป็นลูกน้อง “การมีความเห็นอกเห็นใจในฐานะผู้นำ” หมายความว่า ผู้จัดการหรือหัวหน้าของคุณต้องสามารถรับฟังและสื่อสารงานต่างๆ ให้คุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ความเห็นอกเห็นใจยังหมายถึงความสามารถในการเชื่อมโยงกับสมาชิกคนอื่นๆ ในทีมอีกด้วย

เมื่อผู้นำฟัง สื่อสาร และเชื่อมโยงกับพนักงานได้อย่างลึกซึ้ง จะนำมาสู่การปรับปรุงองค์กรในหลายๆ ด้าน รวมถึงเป็นการสร้างความไว้วางใจและความร่วมมือในทีมได้อย่างแข็งแกร่ง การปรับปรุงเหล่านี้เป็นการส่งเสริมให้ที่ทำงานเกิดวัฒนธรรมที่มีสุขภาพดีและมีมุมมองเชิงบวกมากขึ้น ซึ่งสิ่งนี้จะกลายเป็นพลังในการขับเคลื่อนประสิทธิภาพการทำงาน

นอกจากนี้ ผู้นำที่มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นจะพร้อมรับมือกับความขัดแย้ง และหาทางออกที่เป็นประโยชน์ร่วมกันได้ดีกว่าผู้นำที่ไม่มีความเห็นอกเห็นใจ เพราะสามารถเข้าใจมุมมองของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และสามารถปรับปรุงการมีส่วนร่วมและความพึงพอใจในงานของพนักงานได้ ส่วนทางด้านพนักงานเองก็จะรู้สึกว่าตนเองได้รับการรับฟังและรู้สึกมีคุณค่าต่อทีม  นำมาซึ่งการมีแรงจูงใจ ความคิดสร้างสรรค์ และมีผลผลิตที่เพิ่มขึ้น และท้ายที่สุดแล้วส่งผลให้ประสิทธิภาพโดยรวมดีขึ้นและนำพาความสำเร็จมาสู่องค์กรในที่สุด

ความเห็นอกเห็นใจ มี 3 ประเภท

การแสดงความเห็นอกเห็นใจในฐานะผู้นำ ไม่ใช่แค่การฟังมากขึ้นเท่านั้น แต่ผู้นำต้องแสดงออกถึงการเห็นใจในหลากหลายมิติ เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นที่อยากจะใส่ใจผู้คนรอบข้างจริงๆ ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญแบ่งประเภทของความเห็นอกเห็นใจในที่ทำงานเป็น 3 รูปแบบหลัก ได้แก่ ความเห็นอกเห็นใจทางอารมณ์ ความเห็นอกเห็นใจทางปัญญา และความเห็นอกเห็นใจด้วยความเมตตา

1. ความเห็นอกเห็นใจด้านความรู้สึก (Emotional Empathy)

ความเห็นอกเห็นใจด้านความรู้สึก หรือเรียกอีกอย่างว่า “ความเห็นอกเห็นใจทางอารมณ์ (affective empathy)” เป็นการเห็นอกเห็นใจซึ่งเกิดจากการตอบสนองต่ออารมณ์ของผู้คนรอบข้าง ซึ่งเป็นทักษะที่มีประโยชน์ต่อผู้คนส่วนใหญ่ ขณะเดียวกันสิ่งนี้จะยิ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งในหน้าที่การงานบางอาชีพ เช่น งานด้านการดูแลสุขภาพ งานด้านการฝึกสอน และงานด้านทรัพยากรบุคคล

2. ความเห็นอกเห็นใจทางปัญญา (Cognitive Empathy)

ความเห็นอกเห็นใจทางปัญญา คือ การเข้าใจว่าผู้อื่นกำลังคิดหรือรู้สึกอย่างไร ต่างจากความเห็นอกเห็นใจทางอารมณ์ที่มีรากฐานมาจากความรู้สึก แต่ความเห็นอกเห็นใจทางปัญญาจะเกี่ยวข้องกับกระบวนการคิด ซึ่งสอดคล้องกับวลีที่ว่า “การเอาใจเขามาใส่ใจเรา” นี่คือวิธีการทำงานของความเห็นอกเห็นใจทางปัญญา ผู้นำจะสามารถเข้าใจพนักงานได้ดีขึ้น หากลองเอาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์แบบเดียวกับที่พนักงานเจอ ความเห็นอกเห็นใจทางปัญญายังเป็นเครื่องมือสำคัญในการแสดงสติปัญญาทางอารมณ์ (ความฉลาดทางอารมณ์) ในที่ทำงานอีกด้วย

3. ความเห็นอกเห็นใจอย่างเมตตากรุณา (Compassionate Empathy)

ความเห็นอกเห็นใจอย่างมีเมตตา เป็นการนำเอาองค์ประกอบของความเห็นอกเห็นใจทั้งด้านอารมณ์และความคิด มารวมกัน เพื่อสร้างแนวทางหรือเกณฑ์มาตรฐานที่ดีที่สุด ภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสมที่สุดของทักษะนี้ ด้าน “แดเนียล โกลแมน”  (Daniel Goleman) นักจิตวิทยาและนักเขียนชื่อดัง ได้ระบุถึงความเห็นอกเห็นใจอย่างมีเมตตาไว้ว่า “ด้วยความเห็นอกเห็นใจแบบนี้ เราไม่เพียงแต่เข้าใจสถานการณ์และความรู้สึกที่คนอื่นมีต่อเราเท่านั้น แต่ยังพร้อมที่จะเข้าช่วยเหลือได้ทันทีหากจำเป็น”

ทำไมความเห็นอกเห็นใจ จึงสำคัญต่อการเป็นผู้นำองค์กร?

นอกเหนือจากการสร้างแรงบันดาลใจให้กับประสิทธิภาพทางธุรกิจแล้ว ความเห็นอกเห็นใจในฐานะผู้นำยังมีความจำเป็น เพราะจะทำให้ผู้นำสามารถสังเกตและทำความเข้าใจได้ทันที เมื่อเห็นเพื่อนร่วมงานหรือสมาชิกในทีมประสบปัญหา หรือความยากลำบากในกระบวนการการทำงานบางอย่าง

ตัวเลขจากฝ่ายบริหารด้านสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงาน (HSE) ระบุว่า ความเครียด ภาวะซึมเศร้า และความวิตกกังวลเป็นสาเหตุของการสูญเสียวันทำงานประมาณ 17.1 ล้านวัน ในช่วงปี 2022 - 2023 นี่แสดงให้เห็นว่า การรับรู้และเข้าใจอารมณ์ของพนักงานมีความสำคัญเพียงใด 

ตามรายงานของ HSE ยังบอกด้วยว่า การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่มีรากฐานมาจากการเป็นผู้นำที่มีความเห็นอกเห็นใจนั้น ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า สามารถลดความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ของพนักงานได้ ลดการขาดงาน และปรับปรุงการทำงานเป็นทีมและความพึงพอใจได้อีกด้วย

ความเห็นอกเห็นใจส่งผลดีทั้งแง่รายได้-นวัตกรรมใหม่ๆ ในระดับองค์กร

การพัฒนาทักษะความเห็นอกเห็นใจนั้น ไม่เพียงมีประโยชน์ต่อผู้นำและต่อพนักงานเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์ในระดับองค์กรมากมาย ยืนยันจากรายงานฉบับหนึ่งของ Catalyst ที่รายงานว่า องค์กรธุรกิจที่ได้รับการปรับปรุงด้านทักษะความเห็นอกเห็นใจ สามารถทำให้ธุรกิจธุรกิจเติบโตก้าวหน้าได้หลายประการ ได้แก่

1. เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ : ตามรายงานผลวิจัยดังกล่าวพบว่า 61% ของพนักงานที่มีหัวหน้าหรือผู้นำที่เห็นอกเห็นใจ พวกเขามีความสามารถที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมได้มากขึ้น

2. เกิดการมีส่วนร่วมมากขึ้น : 76% ของพนักงานที่มีหัวหน้าที่เห็นอกเห็นใจ พวกเขามีส่วนร่วมกับสถานที่ทำงานมากขึ้น ขณะที่รายงานล่าสุดของ Gallup พบว่าการมีส่วนร่วมต่ำของพนักงาน ทำให้เศรษฐกิจโลกสูญเสียมูลค่าประมาณ 8.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

3. อัตราการรักษาพนักงานดีขึ้น : ผู้นำที่มีความเห็นอกเห็นใจ สามารถส่งผลดีต่อการรักษาพนักงานไว้ได้เช่นกัน พนักงานที่รู้สึกว่าสถานการณ์ในชีวิตของตนเป็นที่เข้าอกเข้าใจและได้รับเคารพ มีแนวโน้มที่จะลาออกจากบริษัทน้อยลง

4. ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่แตกแยก: ความเห็นอกเห็นใจในที่ทำงานเชื่อมโยงอย่างมาก กับการรวมทุกคนในองค์กรให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน กระตุ้นให้พนักงานมีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเพื่อนร่วมงานมากขึ้น สถานที่ทำงานที่มีความเห็นอกเห็นใจกันนั้น จะมอบพื้นที่ปลอดภัยสำหรับความหลากหลายและการรวมกลุ่ม ช่วยสร้างนวัตกรรม การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเสรีเติบโตขึ้นในองค์กร ตามรายงาน Diversity, Equity, and Inclusion 4.0 ของ World Economic Forum พบว่า ธุรกิจที่มีพนักงานที่มีความหลากหลาย (และทุกคนทำงานร่วมกันได้ดี) มีอัตราการสร้างนวัตกรรมที่สูงขึ้น 20%

5. ความสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน: คล้ายกับประเด็นเกี่ยวกับการรักษาพนักงานไว้ พนักงาน 86% ที่มีผู้จัดการที่เห็นอกเห็นใจต่างรายงานว่า พวกเขารู้สึกมีความสุขกับความสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงานมากขึ้น