วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม 2569

Login
Login

วัยทำงานชาวจีนไม่พอใจ ทางการเลื่อนอายุเกษียณเป็น 63 ปี แก้ปัญหาสังคมสูงวัย

วัยทำงานชาวจีนไม่พอใจ ทางการเลื่อนอายุเกษียณเป็น 63 ปี แก้ปัญหาสังคมสูงวัย

ก่อนหน้านี้มีหลายๆ ประเทศแก้ปัญหาสังคมสูงวัยและการขาดแคลนแรงงาน ด้วยการ “เลื่อนอายุเกษียณ” ออกไปยาวนานขึ้น ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่นหรือสิงคโปร์ ล่าสุด.. ‘จีน’ ก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ประกาศใช้มาตรการนี้เช่นกัน ไม่นานมานี้ สำนักข่าว South China Morning Post รายงานว่า การเคลื่อนไหวของทางการจีนในการปรับช่วงเกษียณอายุให้ขยายออกไป ดูเหมือนจะไม่เป็นที่นิยมในหมู่วัยทำงานชาวจีน แม้ว่าจะยังไม่เห็นการประท้วงเกิดขึ้นก็ตาม

โดยมาตรการดังกล่าวได้มีการอนุมัติโดย ‘สภานิติบัญญัติระดับสูงของจีน’ ไปเมื่อกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา หลังใช้เวลาพิจารณาเพียงสี่วัน โดยไม่มีกระบวนการปรึกษาหารือกับสาธารณชน ทั้งนี้ ทางสภาฯ ได้วางแผนปรับอายุเกษียณของแรงงานชายจาก 60 ปีเป็น 63 ปี ส่วนแรงงานหญิงที่ทำงานในสำนักงานจะเพิ่มอายุเกษียณจาก 55 ปีเป็น 58 ปี ขณะที่แรงงานหญิงที่ทำงานในโรงงานจะเพิ่มอายุเกษียณจาก 50 ปีเป็น 55 ปี 

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2025 เป็นต้นไป และในอีก 15 ปีข้างหน้า ก็จะทยอยขยายอายุเกษียณเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ 3-5 ปี (อายุเกษียณสูงสุดอาจอยู่ที่ประมาณ 68 ปีในที่สุด) อย่างไรก็ตาม วัยทำงานชาวจีนบางส่วนกังวลว่า การขยายอายุเกษียณดังกล่าวจะกลายเป็นปัญหาด้านความไม่เท่าเทียมกันในโครงการบำเหน็จบำนาญระหว่างภาครัฐกับเอกชน 

สังคมผู้สูงวัยในจีนพุ่งรวดเร็ว เพิ่มแรงกดดันต่อระบบประกันสังคม

อัลเฟรด วู (Alfred Wu) รองศาสตราจารย์จากคณะนโยบายสาธารณะ Lee Kuan Yew แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ แสดงความคิดเห็นว่า การเคลื่อนไหวมาตรการดังกล่าวของทางการจีน อาจทำให้เกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจและตลาดงานที่น่าหดหู่ มากไปกว่านั้นคือแทนที่จะช่วยแก้ไขเรื่องขาดแคลนแรงงานแต่อาจซ้ำเติมให้ปัญหานี้ยิ่งรุนแรงขึ้น สิ่งนี้อาจสร้างแรงสั่นสะเทือนไปถึงความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อทางการจีนด้วย

“ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากความชอบธรรมของรัฐบาลส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจ จึงชัดเจนมาก ว่าตอนนี้ผลงานของรัฐบาลไม่ได้ดีเหมือนเดิมอีกต่อไปและอาจลดทอนความชอบธรรมในการปกครองของรัฐบาลลงไป” รองศาสตราจารย์ วู อธิบาย

เขาบอกอีกว่า ปักกิ่งพลาดโอกาสทองที่จะทำการเปลี่ยนแปลงเรื่องอายุเกษียณ ตั้งแต่ช่วงก่อนเกิดโรคระบาด เพราะช่วงนั้นถือเป็นช่วงที่ดีที่สุดของจีน “มีทั้งโอกาสในการทำงานมีมากมาย เศรษฐกิจกำลังเติบโต และทุกคนมีความสุข” แต่ตอนนี้ไม่มีอีกแล้ว เนื่องจากสังคมผู้สูงอายุในจีนขยายวงกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีความกดดันที่เพิ่มมากขึ้นต่อระบบประกันสังคม ซึ่งแรงงานทุกภาคส่วนจะต้องมีส่วนสนับสนุนเงินเข้าระบบ เพื่อรอรับเงินบำนาญเมื่อเกษียณอายุ

ทุก Gen รู้สึกไม่พอใจ นโยบายเลื่อนอายุเกษียณในจีน

ผู้ที่เกิดหลังปี ค.ศ. 1980 หรือกลุ่มวัยทำงานรุ่น Gen Y ไปจนถึง Gen Z ดูเหมือนจะเป็นกลุ่มที่รู้สึกหงุดหงิดใจมากที่สุดกับนโยบายขยายอายุเกษียณที่ยาวนานขึ้น เนื่องจากพวกเขาจะต้องเผชิญกับผลกระทบเต็มรูปแบบจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ยกตัวอย่างเคสของ ‘จ่าว (Zhao)’ พนักงานบริษัทที่ปรึกษาการตลาดวัย 26 ปีในปักกิ่ง เธอบอกว่าตนเองคัดค้านนโยบายนี้อย่างหนัก 

“การเลื่อนอายุเกษียณยิ่งจะทำให้คนหนุ่มสาวรู้สึกไม่พอใจกับงานและไม่อยากหางานทำ อีกทั้งมองว่ามันไม่ได้ช่วยเศรษฐกิจที่กำลังย่ำแย่ให้ดีขึ้นได้เลย สิ่งที่ทางการต้องจัดการตอนนี้คือการสร้างงานให้มากขึ้นสำหรับคนรุ่นใหม่ แทนที่จะให้ข้าราชการที่มีอายุมากกว่าได้ทำงานที่มีความสะดวกสบายต่อไปยาวๆ แถมยังมีอำนาจเพิ่มขึ้นอีกหลายปี” เธอสะท้อนมุมมองส่วนตัว

วัยทำงานชาว Gen Z อีกคนอย่าง คลิตี้ เฉิน (Clytie Chen) วัย 26 ปี ก็ให้ความเห็นในทำนองเดียวกันว่า นโยบายนี้เป็นเรื่องยากเธอที่จะยอมรับ โดยก่อนหน้านี้  เธอทำงานที่ต้องกดดันสูงที่บริษัทผลิตรถยนต์ รายได้มากกว่าร้อยละ 30 ของเธอถูกนำไปจ่ายภาษีและเงินบำนาญ แทบออมเงินไม่ได้เลย เนื่องจากค่าครองชีพที่สูง ต่อมาเธอถูกเลิกจ้างจากบริษัทผลิตรถยนต์ในเดือนกรกฎาคม 2024 และตัดสินใจย้ายกลับไปหนานจิง บ้านเกิดของเธอ และหางานทำที่นั่น 

“ใครจะรู้ว่าฉันจะเสียงานอีกไหมในตอนที่อายุเพิ่มเป็น 35 ปี และเมื่อฉันกำลังจะเกษียณตอนอายุ 60 ปี ทางการอาจมาบอกว่าฉันจะเกษียณได้ก็ต่อเมื่ออายุ 65 หรือ 70 ปีเท่านั้น รู้สึกเหมือนไม่รู้ว่าจะได้เกษียณจริงๆ เมื่อไรกันแน่ ขณะที่พ่อของฉันซึ่งเป็นข้าราชการได้รับเงินบำนาญสูงกว่าเมื่อเทียบกับเงินเดือนของฉัน ความไม่เท่าเทียมกันนี้ส่งผลต่อคนหนุ่มสาวอย่างมาก” เธอเล่าให้เห็นภาพชัดขึ้น” เธอบอก  

ไม่ใช่แค่พนักงานรุ่นหนุ่มสาว แต่วัยทำงานชาว Gen X ในกลุ่มข้าราชการก็ไม่พอใจที่ต้องทำงานนานขึ้นเช่นกัน โดยเจ้าหน้าที่ผู้ซึ่งรับราชการวัย 50 ปีคนหนึ่ง (ไม่เปิดเผยชื่อ) ในเมืองเซินเจิ้นบอกว่า “เราทุกคนเข้าใจถึงเหตุผลของทางการที่ใช้มาตรการดังกล่าว แต่ไม่มีใครพอใจกับเรื่องนี้จริงๆ” 

ขณะที่เจ้าหน้าที่ภาครัฐอีกคนในเมืองเซี่ยงไฮ้รุ่น Gen Y วัย 37 ปี บอกว่าตนเองเตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องเจอมาตรการขยายอายุเกษียณ แม้จะรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมที่คนรุ่นของเขาจะได้รับเงินบำนาญช้ากว่าคนรุ่นก่อนๆ และบางเคสก็ได้เงินบำนาญน้อยลงด้วย แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น เพื่อร่วมงานของเขาต่างก็บ่นกันมากทีเดียว มันเหมือนกับการแข่งขันที่ริบบิ้นที่เส้นชัยจะค่อยๆ เลื่อนออกไป แต่ดูเหมือนว่าทุกคนจะต้องยอมรับมัน ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็ตาม เขาได้แต่หวังว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอายุเกษียณอีกครั้ง ก่อนที่เขาจะใกล้ถึงวัยนั้น

ทางการไม่ให้วัยทำงานแสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อนโยบายใหม่นี้ ป้องกันสร้างความแตกแยก

อย่างไรก็ตาม มีนักรัฐศาสตร์คนหนึ่งในปักกิ่ง (ไม่เปิดเผยชื่อ) ให้ข้อมูลผ่าน South China Morning Post ว่า ทางการจีนน่าจะรู้อยู่แล้วว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้ จะไม่เป็นที่นิยมในช่วงก่อนที่จะมีการประกาศ เพราะหลังจากประกาศนโยบายนี้ออกมาแล้ว ก็มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยในระดับ “เฝ้าระวังสูงสุด” เพื่อป้องกันความไม่สงบทางสังคมที่อาจเกิดขึ้น 

“โดยพื้นฐานแล้ว ทุกคนต้องทนทุกข์กับการเลื่อนอายุเกษียณครั้งนี้ และไม่มีใครมีความสุข หากทางการจีนไม่จัดการกับความรู้สึกนี้ของประชาชน อาจเกิดผลที่คาดเดาไม่ได้ขึ้นมา ยกตัวอย่างในรัสเซียการตัดเงินบำนาญก็จุดชนวนให้เกิดการประท้วงให้เกิดขึ้นได้ แต่สำหรับในจีนมองว่าไม่น่าจะเกิดประท้วงอะไรขึ้นได้ เพราะทางการจีนมีการใช้โฆษณาชวนเชื่อและกองกำลังรักษาความปลอดภัยที่พร้อมจะเข้ามาจัดการและหยุดยั้งความไม่มั่นคงใดๆ ที่อาจเกิดขึ้น” เขาบอก

ขณะที่ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในเมืองกว่างโจวทางตอนใต้ เจ้าหน้าที่ภาครัฐวัย 60 ปีบอกว่า เขาได้รับแจ้งไม่ให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการนโยบายขยายอายุเกษียณดังกล่าว เพื่อหลีกเลี่ยงความไม่พอใจที่เพิ่มขึ้นจากผู้คนในสังคม เพราะจะเกิดการเปรียบเทียบผลประโยชน์ระหว่างการเกษียณอายุของภาครัฐและการเกษียณอายุเอกชน เนื่องจากข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจได้รับประโยชน์จากแผนบำเหน็จบำนาญที่เอื้อเฟื้อมากกว่าพนักงานภาคเอกชนนั่นเอง 

เนื่องจากชาวจีนผู้สูงวัยทยอยเกษียณอายุจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่กลับขาดแรงงานหนุ่มสาวเข้ามาทดแทน นั่นจึงทำให้เกิดปัญหาเรื่องกองทุนเงินบำนาญขาดสภาพคล่องเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย กู่ ยู่ (Gu Yu) ซึ่งเป็นทนายความในกรุงปักกิ่งเชื่อว่า นี่คือสาเหตุที่แท้จริงของการเปลี่ยนแปลงนโยบายอายุเกษียณจาก 60 เป็น 63 ปี ไม่ใช่เหตุผลที่ทางการอ้างว่า การขยายอายุเกษียณเป็นเพราะผู้คนมีอายุยืนยาวมากขึ้นกว่าอดีต ซึ่งเขาเองก็คัดค้านการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เพราะมองว่าจะยิ่งเพิ่มภาระให้กับวัยทำงานทุกคนอย่างไม่ต้องสงสัย 

นโยบาย ‘เลื่อนอายุเกษียณ’ ของจีน อาจทำไม่ได้จริงเหมือนญี่ปุ่น

ด้าน เติ้ง ยู่เหวิน (Deng Yuwen) อดีตรองบรรณาธิการวารสาร Study Times ของ Central Party School สะท้อนมุมมองไม่ต่างกันว่า นี่เป็นจังหวะที่ไม่ดี แต่รัฐบาลไม่สามารถรอได้ การเลื่อนอายุเกษียณเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ท้าทายอย่างยิ่งสำหรับจีน โดยเฉพาะปักกิ่งจำเป็นต้องดำเนินการเรื่องนี้ เนื่องจากจำนวนประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อัตราการเกิดที่ลดลง และการขาดดุลงบประมาณที่พุ่งสูงขึ้น ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้วิกฤติเงินบำนาญของจีนลุกลามอย่างชัดเจน ซึ่งอาจจะเร็วกว่าที่ปักกิ่งคาดการณ์ไว้มาก

เติ้งบอกอีกว่า นี่เป็นสถานการณ์ที่น่ากังวลสำหรับจีน เพราะเรื่องนี้อาจจัดการไม่ได้ง่ายๆ เหมือนอย่างที่ญี่ปุ่นทำได้ เนื่องจากการที่ประเทศพัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่น จะไปถึงขั้นนี้นี้ ระดับรายได้ต่อหัวของพวกเขาสูงกว่าของจีนในปัจจุบันมาก ทำให้พวกเขาสามารถจัดตั้งระบบประกันสังคมและสวัสดิการสาธารณะที่ค่อนข้างแข็งแกร่งได้ 

แต่สำหรับจีน เป็นไปได้ว่า หากคุณตัดสินใจเกษียณอายุก่อนกำหนด ระบบจะหักรายได้บำนาญของคุณออกไปเล็กน้อย เพื่อกระตุ้นให้ผู้คนทำงานนานขึ้น (อ้างคำกล่าวของ เผิง เซียวเจี้ยน (Peng Xiujian) นักวิจัยอาวุโสศูนย์นโยบายศึกษา แห่งมหาวิทยาลัยวิกตอเรีย ในเมืองเมลเบิร์น)