background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

ผู้นำระวังกับดัก CEO Disease ภัยความมั่นเกินเบอร์ อาจทำองค์กรเสียหาย

ผู้นำระวังกับดัก CEO Disease ภัยความมั่นเกินเบอร์ อาจทำองค์กรเสียหาย

ไม่ว่าจะเป็น “ผู้นำ” ที่เก่งและประสบความสำเร็จแค่ไหน ก็สามารถตกจากบัลลังก์แห่งความสำเร็จได้ หากติดกับดัก “มั่นใจในตนเองมากเกินไป” ใครเตือนในสิ่งที่ขัดแย้งกับความคิดก็มักจะไม่ฟัง เลือกฟังแต่คนที่พร้อมจะอวยไปกับทุกเรื่อง จนมองไม่เห็นปัญหาที่ซ่อนอยู่ใต้พรม อาการหรือพฤติกรรมแบบนี้ถูกนิยามว่า “CEO Disease” ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับผู้นำองค์กรทุกคน แต่อยู่ที่ว่าใครจะรู้ตัวเร็วและดึงตัวเองกลับมาได้ทันท่วงที

CEO Disease คือ ผู้นำที่เผลอมั่นใจมากเกินไป ขาดการตระหนักรู้ในตนเอง จนไม่รับฟังคำเตือนที่คิดต่าง

ไบรอัน ไอส์เบรนเนอร์ จาก The CEO Business Coach อ้างถึงข้อมูลบางช่วงบางตอนในหนังสือ Mindset ซึ่งเขียนโดย แครอล ดเว็ก ซึ่งอธิบายภาวะ CEO Disease ไว้ว่า ในฐานะผู้นำธุรกิจ เป็นเรื่องปกติที่จะต้องมีความมั่นใจและแสดงออกถึงการควบคุมดูแลทุกอย่างได้ แต่บางครั้งความมั่นใจนั้นอาจกลายเป็นความเย่อหยิ่ง และปฏิเสธที่จะรับฟังคำติชมเชิงวิพากษ์วิจารณ์ 

ผู้นำที่มีพฤติกรรมแบบ CEO Disease มักเชื่อว่าตนเองรู้ทุกอย่าง ขณะเดียวกันพวกเขาก็มักจะถูกรายล้อมไปด้วยผู้คนที่จะบอกเฉพาะสิ่งที่พวกเขาอยากได้ยินเท่านั้น สิ่งนี้สามารถนำไปสู่การขาดความรับผิดชอบและการต่อต้านการเปลี่ยนแปลง แม้ว่ามันอาจจะทำให้ผู้นำรู้สึกพึงพอใจ เนื่องจากรอบตัวมีแต่คนอวย คอยเห็นด้วยกับทุกอย่างที่คิดและทำ แต่ในความเป็นจริงคือ มันสามารถสร้างความเสียหายต่อทั้งชีวิตส่วนตัวและอาชีพการงานได้อย่างเหลือเชื่อ

ยกตัวอย่างผู้นำที่มีชื่อเสียงระดับโลกที่เผลอติดกับดัก CEO Disease ก็คือ “ลี ไอเอคอคคา” (Lee Iacocca) เจ้าพ่ออุตสาหกรรมรถยนต์ในสหรัฐ เคยเป็นอดีตซีอีโอของบริษัทยานยนต์ Chrysler ซึ่งในแวดวงนักธุรกิจเขาเป็นที่รู้จักในนามของผู้นำที่กล้าหาญและมีความคิดสร้างสรรค์ สามารถพลิกฟื้นบริษัทยานยนต์แห่งนี้ที่เกือบจะล้มละลายให้กลับมาทำกำไรได้

อย่างไรก็ตาม มีอยู่ช่วงหนึ่งในการบริหารงานของเขาที่เขามั่นใจในความสามารถของตัวเองมากเกินไป เขาเริ่มเชื่อว่าเขาพูดถูกเสมอ และรายล้อมไปด้วยลูกน้องและทีมที่คอยคล้อยตามความคิดเขา และไม่ท้าทายเขา เป็นผลให้เขาไม่อดทนต่อการวิพากษ์วิจารณ์จากคนที่คิดต่าง และไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไปของอุตสาหกรรมยานยนต์ได้ ในที่สุดบริษัทไครสเลอร์ก็ประสบปัญหาทางการเงิน และจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากรัฐบาล

ผู้นำที่ประสบความสำเร็จที่สุด ก็เผลอติดกับดัก CEO Disease ได้ ต้องระวัง!

บทเรียนนี้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า แม้แต่ผู้นำที่ประสบความสำเร็จสูงสุดก็ยังตกเป็นเหยื่อของ CEO Disease ได้ แล้วจะมีวิธีหลีกเลี่ยงสิ่งนี้ได้อย่างไร? ไอส์เบรนเนอร์ ให้คำตอบว่า กุญแจสำคัญที่จะแก้ปัญหานี้ได้ก็คือ “การมีความอ่อนน้อมถ่อมตนและเปิดรับคำติชม” ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จแค่ไหนก็ตาม 

อีกอย่างที่สำคัญคือ คุณต้องเป็นผู้นำที่เอาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางผู้คนที่จะท้าทายคุณ และทำให้คุณตระหนักรู้ตนเองตามความเป็นจริง วิธีนี้จะช่วยให้คุณยึดมั่นในหลักการ และป้องกันไม่ให้คุณทำผิดพลาดครั้งใหญ่ซึ่งมักจะตามมาด้วยบทเรียนราคาแพงเสมอ

ดังนั้น หากคุณเป็นผู้นำทางธุรกิจ อย่าลืมรักษาความถ่อมตัวเอาไว้กับตัวเสมอ และรับฟังคำติชมอย่างมีวิจารณญาณ หากพบว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในภาวะ CEO Disease ให้มองหาการช่วยเหลือจากคนรอบข้างที่อาจต้องพูดแรงๆ ตรงๆ กับคุณ แต่ก็จะสามารถดึงคุณกลับมาสู่เส้นทางเดิมได้ ด้วยกรอบความคิดที่ถูกต้องและอยู่ในมุมมองตามความเป็นจริง

นักจิตวิทยา ชี้ มีผู้คนเพียง 10-15% เท่านั้นที่ตระหนักรู้ในตนเองจริงๆ ส่วนใหญ่มักจะคิดไปเอง

ขณะเดียวกันก็มีข้อมูลจาก ดร.ทาชา ยูริช นักจิตวิทยาองค์กร ที่บอกเล่าถึงการศึกษาหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า แม้ว่าคนส่วนใหญ่คิดว่าตระหนักรู้ในตนเอง แต่จริงๆ แล้วมีเพียง 10-15% เท่านั้นที่ตระหนักรู้ในตนเองจริงๆ ยิ่งไปกว่านั้น ยิ่งเราไต่เต้าการทำงานขึ้นสู่ตำแหน่งสูงๆ ขององค์กรได้มากเท่าใด เราก็จะยิ่งมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียการตระหนักรู้มากขึ้นเท่านั้น นำไปสู่การติดกับดัก CEO Disease

ยิ่งผู้นำที่มีประสบการณ์หรืออายุงานมากๆ จะเผลอคิดว่าตัวเองรู้เยอะไปหมด สิ่งนี้สามารถนำไปสู่การรู้สึกมั่นใจมากเกินไปเกี่ยวกับระดับความรู้ในตนเอง ดร.ทาชา ย้ำว่า การเป็นผู้นำหรือผู้บริหารธุรกิจนั้น “การตระหนักรู้ในตนเอง” เป็นสิ่งสำคัญ เธอพบว่าบริษัทที่มีผลการดำเนินงานที่ดีนั้น มักจะมีผู้นำที่ตระหนักรู้ในตนเองสูง 

ทั้งนี้ หากผู้นำกำลังมองหากลยุทธ์หรือวิธีที่จะช่วยให้ตนเองหลีกเลี่ยงกับดัก CEO Disease และยังสามารถปลูกฝังความรู้สึกตระหนักรู้ในตนเองได้ดีขึ้น ลองนำคำแนะนำของเธอไปปรับใช้ ดังนี้

ผู้นำต้องตรวจสอบตนเองเสมอ ฝึกฝนทักษาะการตระหนักรู้ในตนเอง เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะ CEO Disease 

1. เปิดช่องทางให้คนอื่นฟีดแบคความเห็น-ความรู้สึก กลับมายังผู้นำได้หลากหลายช่องทาง

ก่อนอื่น เมื่อเราพูดถึง “การตระหนักรู้ในตนเอง” เรากำลังหมายถึง วิธีที่เราเห็นตัวเองและรับรู้สภาวะทางอารมณ์ของเราในช่วงเวลาใดก็ตาม นอกจากนี้ยังหมายถึง การปรับให้วิธีการมองตัวเราเข้ากับวิธีที่คนอื่นมองเราด้วย ความคิดเห็นจากคนอื่นๆ รอบตัว จึงเป็นกลยุทธ์หนึ่งในการบรรลุการตระหนักรู้ในตนเองได้อย่างดี

ทั้งนี้ การเปิดรับฟีดแบคความคิดเห็นจากเพื่อนร่วมงาน-ผู้ใต้บังคับบัญชา ควรเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง แทนที่จะทำเพียงปีละครั้งอย่างเคร่งเครียด ยกตัวอย่าง บริษัทฮาร์ดแวร์ Screwfix ที่ก้าวไปอีกขั้นด้วยการสร้างช่องทางการสื่อสารเพื่อฟีดแบคกันและกันแบบไปและกลับ (two-way channels) กล่าวคือ ผู้จัดการจะให้คำติชมแก่พนักงาน และในทางกลับกัน พนักงานก็จะให้คำติชมแก่ผู้จัดการเป็นประจำด้วย  

แนวทางปฏิบัติดังกล่าวของบริษัท Screwfix นำไปสู่ความคิดริเริ่มใหม่ๆ ที่เกิดจากตัวพนักงานในองค์กรเอง และไอเดียเหล่านั้นถูกนำมาปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้าให้ดีขึ้น นี่เป็นวิธีที่ดีเยี่ยมสำหรับผู้นำ หัวหน้างาน และพนักงานในการทำความเข้าใจว่าผู้อื่นมองพวกเขาอย่างไร นอกจากนี้ยังสามารถทำลายอุปสรรคที่เคยปิดกั้นฟีดแบคไม่ให้ส่งถึงผู้นำ แต่ด้วยวิธีนี้ช่วยให้ส่งฟีดแบคไปถึงผู้นำได้โดยตรง

2. ถามตัวเองด้วยคำว่า “อะไร” แทนคำว่า “ทำไม”

บางครั้งการคิดใคร่ครวญมากเกินไป อาจนำไปสู่การขาดการตระหนักรู้ในตนเองได้ เพราะมักจะนำไปสู่การครุ่นคิดที่ไม่เป็นประโยชน์ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้นำจมอยู่กับความคิดที่ไม่มีประโยชน์และอาจทำให้หลงทาง โดยที่ไม่สูญเสียการตระหนักรู้ในตนเอง นักจิตวิทยาองค์กรแนะนำว่าให้เริ่มจาก ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนมุมมองความคิดของตนเองอย่างละเอียดอ่อน โดยการถามตัวเองด้วยคำว่า “อะไร” แทนที่จะถามด้วยคำว่า “ทำไม” 

เธออธิบายว่า การถามด้วยคำว่า อะไร จะช่วยให้เราจดจ่อกับเป้าประสงค์ มุ่งสนใจไปที่อนาคต และเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างมุมมองใหม่ๆ ยกตัวอย่างเช่น แทนที่จะถามตัวเองว่า “ทำไมฉันถึงรู้สึกแย่มากหลังการประชุม?” ให้เปลี่ยนมาถามตัวเองว่า “อะไรมักจะเกิดขึ้นระหว่างการประชุมที่ทำให้ฉันรู้สึกไม่ดีแบบนั้น? ฉันจะทำอย่างไรเพื่อเปลี่ยนแปลงมัน?” สิ่งนี้จะช่วยให้คุณวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างเป็นกลางมากขึ้น

3. ฝึกการไตร่ตรองตนเองเป็นประจำ ด้วยการนั่งสมาธิหรือจดบันทึก

การปลูกฝังการตระหนักรู้ในตนเองให้มากขึ้นนั้น สามารถเกิดขึ้นในระดับบุคคล โดยการสร้างแนวทางปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอเพื่อการไตร่ตรองตนเอง ตัวอย่างเช่น คุณสามารถลองนั่งสมาธิ หรือเพียงแค่นั่งนิ่งๆ แล้วมองตัวเองในกระจกก็ได้ จากนั้นให้ติดตามความสนใจและอารมณ์ของคุณ ณ ขณะนั้น หรือการจดบันทึกอารมณ์ความรู้สึกในช่วงเวลาหนึ่งก็ได้ สิ่งนี้จะช่วยให้ดึงสติให้อยู่กับตัวเองมากขึ้น เมื่อมีสติก็จะทำให้ตัดสินใจเรื่องต่างๆ ได้เฉียบคมมากขึ้น 

นอกจากนี้ยังมีคำแนะนำจาก เซเลสเต้ วิเซียร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตที่มีใบอนุญาตซึ่งได้ให้ข้อมูลผ่าน NBC ไว้ว่า “ในขณะที่คุณกำลังเขียนบันทึก ให้ใส่ใจกับวันนั้นๆ ของคุณ ถามตัวเองว่าคุณรู้สึกอย่างไร หากมีความรู้สึกด้านลบเกี่ยวข้องกับวันนั้น ให้คิดถึงสิ่งกระตุ้นที่อาจทำให้คุณมีความรู้สึกเชิงบวกเข้ามาทดแทน เช่น ให้คิดถึงสิ่งที่อาจทำให้คุณรู้สึกมีความสุข เป็นต้น” เมื่อชะล้างความคิดเชิงลบออกไปได้ ก็จะทำให้สมองปรอดโปร่งมากขึ้น และสามารถไตร่ตรองตนเองได้ตามความเป็นจริงได้มากขึ้นนั่นเอง