เงินลงทุนเหล่านี้ยังแสดงให้เห็นถึงการ “เอาจริง” ของกลุ่มบิ๊กเทคในสมรภูมิแข่งขันด้านเจนเอไอที่คาดว่ากำลังจะมาดิสรัปต์เปลี่ยนโลกของเราอีกครั้ง โดยแสดงถึงการเดิมพันครั้งใหญ่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะในสงครามครั้งนี้
“ปัญญาประดิษฐ์เชิงรู้สร้าง” หรือที่หลายคนรู้จักชื่อภาษาอังกฤษมากกว่าในชื่อว่า Generative AI (เจนเอไอ) คือเทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามาดิสรัปต์และเป็นกระแสไปทั่วโลกในปี 2566 นี้อย่างไม่ต้องสงสัย เมื่อใครๆ ต่างก็หันมาใช้เจนเอไอเป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกในการทำงานและใช้ชีวิต ตั้งแต่เขียนอีเมล ทำรายงาน ไปจนถึงสร้างสรรค์คอนเทนต์
ทว่าสำนักข่าวหลายสำนักเห็นตรงกันว่า ปีแห่งเอไอยังไม่จบลงง่ายๆ แค่ในปีนี้ แต่จะลากยาวต่อเนื่องไปจนถึงปี 2567 ด้วย เมื่อมองจากงบประมาณมหาศาลที่มีการทุ่มลงทุนไปกับเอไอ และบรรดาบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำที่ทยอยปล่อยเจนเอไอออกมาชิมลางเบื้องต้นกันก่อนในปีนี้
บีบีซียกให้เจนเอไอเป็น 1 ใน 4 ประเด็นใหญ่ของโลกเทคโนโลยีในปีหน้าที่สืบเนื่องมาจากปีนี้ โดยระบุว่าสำหรับโลกเทคโนโลยีแล้ว ปี 2566 อาจเรียกได้ว่าเป็นปีที่เจนเอไอก้าวเข้าสู่ยุคเมนสตรีมที่คนทั่วไปเข้าถึงจับต้องได้ เพราะความสามารถในการสร้างใหม่ทำให้เจนเอไอสามารถช่วยเขียนโค้ด เขียนบทความ วาดภาพ และรังสรรค์คอนเทนต์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว และกลายเป็นเครื่องมือที่จำเป็นไปแล้วสำหรับบางอาชีพและอุตสาหกรรม
นับตั้งแต่บริษัทโอเพนเอไอที่ได้รับการสนับสนุนจากไมโครซอฟต์เปิดตัวแชตบอต “แชทจีพีที” (ChatGPT) ในช่วงปลายปี 2565 นับจากนั้นมาบรรดาบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ ต่างก็เร่งมือในสนามแข่งขันเจนเอไออย่างเต็มตัว
กูเกิลเปิดตัวแชตบอต “เจมิไน” (Gemini) โมเดลปัญญาประดิษฐ์ LLM ที่อ้างว่าเหนือกว่าของคู่แข่งอย่างแชทจีพีที โดยยกผลการทดสอบในหลายหมวด เช่น การเขียนโค้ดไพธอน ชุดทดสอบคณิตศาสตร์ และชุดคำถามวิชาต่างๆ พบว่า เจมิไนสามารถเอาชนะแชทจีพีทีตัวล่าสุดอย่าง GPT-4 ได้เกือบทั้งหมด
การเปิดตัวแชตบอตของกูเกิลมาใน 3 เวอร์ชัน ได้แก่ เจมิไน อัลตรา ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุด รองรับการทำงานที่มีความซับซ้อนสูง, เจมิไน โปร มีขนาดรองลงมา, และเจมิไน นาโน เป็นโมเดลที่จะนำมาใช้สำหรับโทรศัพท์มือถือ โดยกูเกิลจะทยอยปล่อยเวอร์ชันโปรและนาโนออกมาก่อน รองรับผู้ที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของกูเกิลอยู่แล้ว เช่น บาร์ด (Bard) และโทรศัพท์ Pixel 8 Pro
ทว่าในฝั่งของโอเพนเอไอก็ไม่ยอมน้อยหน้าโดยย้ำว่าบริษัทไม่ยอมอยู่เฉยๆ แต่กำลังพัฒนาเจนเอไอเวอร์ชันที่ทรงประสิทธิภาพมากขึ้นที่จะเปิดตัวในปี 2567 นี้
“สิ่งที่เราเปิดตัวในวันนี้จะดูแปลกตามาก เมื่อเทียบกับสิ่งที่เรากำลังยุ่งอยู่กับการสร้างให้คุณในตอนนี้” แซม อัลท์แมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของโอเพนเอไอ กล่าวถึงการพัฒนาซอฟต์แวร์ตัวใหม่ในงานประชุมนักพัฒนาซอฟต์แวร์เมื่อเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา
งบลงทุนเจนเอไอสูงสุดทุบสถิติใหม่
ปัจจัยหนึ่งที่บ่งชี้ถึงเทรนด์เอไอที่จะมาต่อเนื่องในปีหน้าก็คือ บรรดาบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ทั่วโลก นำโดย ไมโครซอฟต์ กูเกิล และอเมซอน ได้ทุ่มงบลงทุนไปกับการพัฒนาเจนเอไออย่างมหาศาลแซงหน้าบริษัทเวนเจอร์แคปิตอลไปแล้วในปีนี้
ไฟแนนเชียลไทม์สรายงานอ้างข้อมูลจากเว็บไซต์วิจัยข้อมูลตลาดพิทช์บุ๊กว่า กลุ่มบิ๊กเทคได้ทุ่มลงทุนไปกับเจนเอไอตั้งแต่ช่วงต้นปีนี้ ซึ่งเป็นงบมหาศาลแซงหน้าการลงทุนของบริษัทเวนเจอร์แคปิตอลทั่วไป โดยคิดเป็นสัดส่วนถึง 2 ใน 3 ของงบลงทุนทั้งหมด 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์ ในการลงทุนด้านเจนเอไอ
เงินลงทุนเหล่านี้ยังแสดงให้เห็นถึงการ “เอาจริง” ของกลุ่มบิ๊กเทคในสมรภูมิแข่งขันด้านเจนเอไอที่คาดว่ากำลังจะมาดิสรัปต์เปลี่ยนโลกของเราอีกครั้ง โดยแสดงถึงการเดิมพันครั้งใหญ่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะในสงครามครั้งนี้
“ตลอดปีที่ผ่านมา เราได้เห็นตลาดรวมตัวกันอย่างรวดเร็วด้วยโมเดลพื้นฐานจำนวนหนึ่ง โดยมีผู้เล่นบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่เข้ามาและทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์ให้กับบริษัทต่างๆ เช่น โอเพนเอไอ, โคเฮียร์, แอนโทรปิค, และมิสทราล” นีนา อชาดเจียน หุ้นส่วนของบริษัทเวนเจอร์แคปิตอล อินเด็กซ์ เวนเจอร์ส กล่าวกับไฟแนนเชียลไทม์ส
ดีลลงทุนเหล่านี้ตั้งแต่การลงทุน 1 หมื่นล้านดอลลาร์ของไมโครซอฟต์ในบริษัทโอเพนเอไอ ไปจนถึงการระดัมทุนหลายพันล้านดอลลาร์ของแอนโทรปิคที่ได้มาจากกูเกิลและอเมซอน เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยผลักดันให้มูลค่าลงทุนรวมด้านเอไอในปี 2566 เพิ่มขึ้นถึงเกือบ 3 เท่า เมื่อเทียบกับที่เคยทำสถิติไว้ 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์เมื่อ 2 ปีก่อน
การลงทุนของเหล่าวีซีในวงการเทคโนโลยีเคยทุบสถิติไปเมื่อปี 2564 โดยนักลงทุนถือโอกาสช่วงอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษก่อนหน้านี้ระดมทุนเพื่อเข้าไปลงทุนในหลายอุตสาหกรรมโดยเฉพาะยิ่งอุตสาหกรรมที่ถูกดิสรปต์จากโควิด-19
นอกจากลงทุนในโอเพนเอไอแล้ว ไมโครซอฟต์ยังได้เข้าลงทุน 1,300 ล้านดอลลาร์ในบริษัทอินเฟล็กชัน อีกหนึ่งสตาร์ตอัปด้านเจนเอไอ เพื่อพยายามนำหน้าคู่แข่งอย่างกูเกิลและอเมซอนด้วย
การสร้างและการเทรนเจนเอไอนั้นถือเป็นกระบวนการที่มีความเข้มข้น โดยต้องใช้ทั้งเงินและประสิทธิภาพของคอมพิวเตอร์อย่างมหาศาล จึงทำให้บรรดาสตาร์ตอัปด้านเจนเอไอต้องจับมือเป็นพันธมิตรกับบริษัทบิ๊กเทค ที่สามารถให้ความช่วยเหลือด้านโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ การเข้าถึงชิปคุณภาพสูง และเงินทุน
การลงทุนเช่นนี้เองจึงทำให้มูลค่าการลงทุนชองบริษัทสตาร์ตอัปพุ่งสูงขึ้นมาก ทำให้เป็นเรื่องยากสำหรับวีซีที่จะเลือกเข้าไปลงทุนในบริษัทชั้นนำได้ เช่น โอเพนเอไอที่คาดว่าจะมีมูลค่าถึง 8.6 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือพุ่งขึ้นเกือบ 3 เท่าจากเมื่อช่วงต้นปีนี้
“การเปลี่ยนแปลงของแพลตฟอร์มเอไอเหล่านี้ ซึ่งส่วนใหญ่บริษัทที่มีศักยภาพระดับ 1 ในล้านที่จะโดดเด่นขึ้นมา ได้ถูกจับจองโดยบริษัทบิ๊กเทคไปหมดแล้ว” แพทริค เมอร์ฟี หุ้นส่วนและผู้ร่วมก่อตั้งของบริษัททาเพสทรี วีซีกล่าว



