background-default

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม 2569

Login
Login

ความสุขก็มีราคา! วิจัยพบ ‘เจน Y’ ใช้เงิน ‘ซื้อความสุข’ ราคาแพงกว่าคนวัยอื่น

ความสุขก็มีราคา! วิจัยพบ ‘เจน Y’ ใช้เงิน ‘ซื้อความสุข’ ราคาแพงกว่าคนวัยอื่น

ผลสำรวจเผย เงินสามารถซื้อความสุขได้ โดยคนกลุ่ม “เจน Y” หรือ “มิลเลนเนียล” ใช้เงินซื้อความสุขทุกวัน แถมแพงกว่าคนวัยอื่น โดยอยากได้เงินเดือนเยอะกว่าวัยอื่นเกินเท่าตัว เพื่อซื้อความสุข

หลายคนคงเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “เงินซื้อความสุขไม่ได้” แต่ผลสำรวจล่าสุดของบริษัททางการเงินในสหรัฐชี้ชัดว่า ความสุขของชาวอเมริกันสามารถซื้อได้ด้วยเงิน ซึ่งคนแต่ละเจเนอเรชันต้องการเงินเพื่อสร้างความสุขในจำนวนที่ต่างกัน โดยชาว “เจน Y” ใช้เงินมากกว่าคนรุ่นอื่น แถม “ใช้เงินซื้อความสุขทุกวัน

จากการศึกษาของบริษัททางการเงิน Empower ที่สำรวจผู้ใหญ่ชาวอเมริกันมากกว่า 2,000 คน พบว่า ชาวอเมริกันเกือบ 60% เชื่อว่าเงินสามารถซื้อความสุขได้ และรายได้โดยเฉลี่ยที่จะทำให้พวกเขามีความสุขได้จะต้องมากกว่า 284,000 ดอลลาร์ต่อปี หรือประมาณ 10 ล้านบาท จึงจะมีความสุขได้ แต่ในปัจจุบันรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนในสหรัฐอยู่ที่ประมาณ 74,580 ดอลลาร์ (2.6 ล้านบาท)

หากแยกดูรายได้ที่แต่ละเจนต้องการจะพบว่า ราคาความสุขของคนแต่ละรุ่นแตกต่างกันออกไป โดยชาว “เจน Y” ผู้ที่เกิดช่วงปี 1981-1996 ต้องการรายได้ต่อปีสูงถึง 525,947 ดอลลาร์ (18.5 ล้านบาท) ถึงจะ “รู้สึกมีความสุข” ซึ่งสูงกว่าคนในเจนอื่นหลายเท่าตัว

สำหรับชาว “เจน X” ที่เกิดระหว่างปี 1965-1980 และ คนรุ่นใหม่อย่างชาว “เจน Z” ซึ่งเกิดในช่วง 1997-2012 ระบุว่ามีเงินปีละประมาณ 130,000 ดอลลาร์ (4.58 ล้าน) ก็เพียงพอแล้ว ส่วนคนรุ่น “เบบี้บูมเมอร์” หรือคนที่เกิดระหว่างปี 1946-1964 ระบุว่าพวกเขาสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างสบาย ๆ ด้วยเงินเพียง 124,165 ดอลลาร์ต่อปี (4.38 ล้านบาท)

หากมีเงินเพิ่มจะช่วยเพิ่มความสุขได้อีก ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่า 42% ของชาวอเมริกันระบุว่าถ้ามีเงินเพิ่มขึ้น 25,000 ดอลลาร์ จะเพิ่มความสุขทางการเงินได้เป็นเวลาหกเดือน อีก 33% ระบุว่าเกิดความสุขทางการเงินเพิ่มขึ้นหากมีเงินเพิ่มอีก 15,000 ดอลลาร์ ในขณะที่ 17% สามารถมีความสุขมากขึ้นด้วยเงินเพียง 5,000 ดอลลาร์

  • ยิ่งมีเงินมาก ความสุขยิ่งมาก

นอกจากนี้ ชาวเจน Y ยังหวังจะมี “ความมั่งคั่งสุทธิ” (Net Worth) ซึ่งเป็นสินทรัพย์รวมของบุคคลที่ 1.7 ล้านดอลลาร์ (เกือบ 60 ล้านบาท) แต่ในความเป็นจริงแล้วความมั่งคั่งสุทธิโดยเฉลี่ยของคนวัย 30 ปีอยู่ที่ 275,413 ดอลลาร์เท่านั้น (9.7 ล้านบาท)

Empower อธิบายถึงสาเหตุที่คนรุ่นเจน Y ต้องการความมั่งคั่งสุทธิมากกว่าคนอื่น ๆ เป็นเพราะพวกเขาเติบโตมากับวิกฤติสินเชื่อซับไพรม์ หรือที่รู้จักในนาม “วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์” เมื่อปี 2008 ซึ่งเป็นช่วงที่คนยุคต้นของเจนพึ่งเริ่มเข้าทำงาน ส่วนคนท้าย ๆ เจนต่างรับรู้ว่าพ่อแม่ของพวกเขาต้องดิ้นรนทางการเงินมากขนาดไหน พวกเขาจึงหวังที่จะได้เงินก้อนเพื่อไม่ต้องมีเผชิญกับปัญหาเดียวกันกับพ่อแม่ 

อันที่จริงคนเจน Y เองก็เผชิญกับความล้มเหลวทางการเงินครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่าจะเป็นหนี้เงินกู้ทางการศึกษาที่สูงกว่าคนรุ่นก่อน เงินประกันสังคมที่แทบไม่มีจ่าย ไหนจะต้องเก็บเงินเพื่อชีวิตหลังเกษียณ ปัญหานี้ได้ลากยาวมาจนถึงยุคโควิด-19 ที่ทำให้เศรษฐกิจเกิดความผันผวน จนทำให้ในปัจจุบันมีอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่สูงเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้มีอัตราการจำนองที่สูงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

เช่นเดียวกับชาวเจน X ผู้ประสบภัยหลักในวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ต้องการความมั่งคั่งสุทธิ 1.2 ล้านดอลลาร์ถึงจะสามารถซื้อความสุขได้ ส่วนเหล่าเบบี้บูมเมอร์พอใจกับความมั่งคั่งที่ 999,945 ดอลลาร์ (ราว 35 ล้านบาท) ขณะที่ชาวเจน Z ดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับเงินน้อยที่สุด เพราะพวกเขาต้องการความมั่งคั่งสุทธิที่ 487,711 ดอลลาร์ (17.2 ล้านบาท) ก็สามารถสร้างความสุขให้ตนเองได้แล้ว

นอกจากนี้ รายได้ในอุดมคติระหว่างเพศยังมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง Empower ระบุว่า ผู้ชายจะพึงพอใจระดับสินทรัพย์ของตนเองที่ 1.5 ล้านดอลลาร์ (เกือบ 53 ล้านบาท) ส่วนผู้หญิงจะพึงพอใจในสินทรัพย์ในมูลค่าที่ 880,950 ดอลลาร์ (31 ล้านบาท) ซึ่งต่ำกว่าผู้ชายเกือบครึ่งหนึ่ง

โดยรวมแล้วความสุขทางการเงินของผู้ตอบแบบสอบถามเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ เพียงแค่จ่ายบิลตรงเวลาและเคลียร์หนี้ได้ทั้งหมด และไม่มีหนี้สิน

 

  • เจน Y ใช้เงินซื้อความสุขให้ตัวเองทุกวัน

ชาวเจน Y มีความฟุ้งเฟ้อมากกว่าคนเจนอื่น ๆ โดยแสดงออกผ่านทางพฤติกรรมทางการเงินของพวกเขาที่ให้ความสำคัญกับความเพลิดเพลินด้วยการจับจ่ายของฟุ่มเฟือยเล็ก ๆ น้อย ๆ ใน “ทุกวัน” โดยไม่ต้องกังวลกับปัญหาทางการเงิน เช่น กาแฟหรือชานมไข่มุกแก้วละร้อย เครื่องประดับ เสื้อผ้า ฯลฯ ซึ่ง 62% ของผู้ตอบแบบสำรวจในกลุ่มเจน Y ยอมรับว่าซื้อของจุกจิกทุกวันเพื่อให้มีความสุข

ยิ่งไปกว่านั้น 96% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าการซื้อสินค้า ไม่ว่าจะเป็นการซื้ออะไรก็ตามสามารถเพิ่มความรักตัวเองมากขึ้น ส่วน 88% ระบุว่า ความสุขเกิดขึ้นจากการใช้เงินซื้อประสบการณ์ 

ขณะที่ราว 45% ชี้ว่าการซื้อบ้านถือเป็นการสร้างความสุขทางการเงินพอ ๆ กับการมีสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงาน แต่ในความเป็นจริงตอนนี้ชาวเจน Y ส่วนใหญ่ไม่สามารถซื้อบ้านหลังแรกเป็นของตนเองได้ เนื่องด้วยดอกเบี้ยและราคาอสังหาริมทรัพย์ที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

“คนเจน Y เป็นเจ้าของบ้านน้อยกว่าคนรุ่นก่อน ๆ ทั้งที่อสังหาริมทรัพย์เป็นสิ่งที่สร้างความมั่งคั่งได้มากที่สุด” โฆษกของ Empower กล่าวกับสำนักข่าว Fortune

 

  • เงินเฟ้อทำลายความสุข

Empower รายงานว่า “อัตราเงินเฟ้อ” เป็นการสำคัญที่ทำให้คนอเมริกันไม่สามารถบรรลุเป้าหมายทางการเงินของตน ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เนื่องจากราคาสินค้าทุกประเภทเพิ่มขึ้น 18.2% นับตั้งแต่เดือนต.ค. 2020

ดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index) หรือ CPI ของสหรัฐ ในเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้น 3.2% เมื่อเทียบจากช่วงเวลาเดียวกันในปีที่แล้ว ผู้บริโภคยังคงได้รับผลกระทบจากสินค้าในชีวิตประจำวันที่แพงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดกาแฟขายอยู่ปอนด์ละ 6.18 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 4.52 ดอลลาร์ในเดือนต.ค. 2020 ส่วนราคาไข่เกรด A หนึ่งโหลก็เพิ่มขึ้น 47% ในช่วงสามปีที่ผ่านมาจาก 1.41 ดอลลาร์ เป็น 2.07 ดอลลาร์ 

ขณะที่ราคาเนื้อบด เบคอน เนื้อสันนอก และไก่ เพิ่มขึ้นมากกว่า 22% ส่วนสินค้าหลักอื่น ๆ เพิ่มขึ้นประมาณ 33% เช่น ขนมปังขาวขึ้นราคาเฉลี่ยแพ็คละ 50 เซนต์ เป็น 2 ดอลลาร์ มันฝรั่งทอดและคุกกี้ช็อกโกแลตชิป ราคาเพิ่มขึ้นมากกว่า 1 ดอลลาร์ เช่นกัน

 

  • วิจัยชี้ชัด “เงิน” สัมพันธ์กับ “ความสุข”

เป็นที่ถกเถียงกันมานานว่า “เงินสามารถซื้อความสุข” ได้หรือไม่ ซึ่งหากดูจากรายงานประเทศที่มีความสุขมากที่สุดในโลก (World Happiness Index) ฉบับปี 2023 พบว่า 10 อันดับประเทศที่มีความสุขมากที่สุดล้วนเป็นประเทศที่ “ร่ำรวย” ทั้งสิ้น ขณะที่กลุ่มประเทศที่ “ยากจน” ทั้งกลับถูกจัดอันดับว่าเป็นประเทศที่มีความสุขน้อยที่สุด ล้วนเป็นกลุ่มประเทศในแอฟริกา และตะวันออกกลางที่กำลังเผชิญสงคราม 

สอดคล้องกับงานวิจัยของ แดเนียล ดับเบิลยู แซคส์ เบ็ตซี สตีเวนสัน และ จัสติน วูล์ฟเฟอร์ แสดงให้เห็นว่า ผู้คนที่อาศัยในประเทศยากจนจนมีความพึงพอใจในชีวิตลดลง ความอยู่ดีมีสุขเชิงอัตวิสัยลดลง และระดับอารมณ์เชิงบวกลดต่ำลง

นอกจากนี้ งานวิจัยจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่าคนที่มาจากครอบครัวที่มีรายได้ต่ำจะมีความสุขน้อยกว่าคนที่มีรายได้สูง การศึกษาของแดเนียล คาห์เนแมน และ แองกัส ดีตัน ซึ่งนิยมใช้อ้างอิง พบว่า ความสุขเพิ่มขึ้นตามระดับรายได้ที่เพิ่มขึ้น และเริ่มนิ่งเมื่อมีรายได้อยู่ที่ 75,000 ดอลลาร์ 

ขณะที่งานวิจัยอีกชิ้นที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2022 ของคาห์เนแมน นักเศรษฐศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบล ระบุว่าความสุขอาจเพิ่มขึ้นอีกเมื่อมีรายได้สูงถึง 500,000 ดอลลาร์


ที่มา: CBS NewsFortuneNew York PostThe Hill