background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

ความเจ็บปวดของ ‘รองแชมป์‘ วิจัยชี้ คนได้ 'ที่ 3' มีความสุขกว่า 'ที่ 2'

ความเจ็บปวดของ ‘รองแชมป์‘ วิจัยชี้ คนได้ 'ที่ 3' มีความสุขกว่า 'ที่ 2'

วิจัยชี้นักกีฬาที่ได้ตำแหน่ง “รองชนะเลิศ” หรือ “เหรียญเงิน” ไม่มีความสุขในช่วงเวลารับเหรียญรางวัลมากที่สุด น้อยกว่าคนที่ได้ “เหรียญทองแดง” เพราะอันดับ 2 คิดว่าตัวแพ้ แต่คนที่ได้ที่ 3 คิดว่าอย่างน้อยก็ยังได้รางวัล

ในทุกการแข่งขันย่อมมี “ผู้ชนะ” เพียงคนเดียว ผู้เข้าแข่งขันทุกคนล้วนทำให้เต็มที่ที่สุด เพื่อให้ได้เป็นที่หนึ่งของการแข่งขัน และไม่มีใครอยากเป็น “นางรอง” หรือครองตำแหน่ง “รองชนะเลิศ” เพราะไม่มีใครจำได้ บางครั้งก็ไม่ได้ถูกประกาศชื่อ ทำได้แค่เพียงยิ้มให้กับคนที่ชนะเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยระบุว่า คนที่ได้อันดับ 2 เป็นผู้ชนะที่มีความสุขน้อยที่สุด

ทีมวิจัยของวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน หรือ LSE ทำการทดสอบระดับความสุขของผู้ชนะการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2012 ที่กรุงลอนดอน ทั้ง 3 อันดับแรก โดยใช้การตรวจสอบการเคลื่อนไหวของใบหน้านักกีฬาขณะที่พวกเขาอยู่ในพิธีรับรางวัล ตั้งช่วงรอรับรางวัล อยู่บนแท่นรับเหรียญไปจนถึงช่วงที่พวกเขากำลังฟังเพลงชาติของประเทศของตน เพราะช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของนักกีฬา เพราะสายตาทุกคู่จะจับจ้องมาที่พวกเขา 

ผลการศึกษาพบว่า คนที่ได้เหรียญเงินมีความสุขน้อยกว่าคนที่ได้เหรียญทองและเหรียญทองแดง ถ้าเรียงตามลำดับ คือ คนชนะเลิศมีระดับความสุขที่ 6.65 คะแนน ส่วนคนที่ได้เกรียญเงินคะแนนเฉลี่ยเพียง 5.92 คะแนน ขณะที่เจ้าของเหรียญทองแดงมีความสุขอยู่ที่ 6.06 คะแนน

นักกีฬาที่ได้เหรียญทองและเหรียญทองแดงในการแข่งขัน มักจะ “ยิ้มแฉ่ง” (Duchenne Smile) ด้วยการยกมุมปากและแก้ม ตาหยีเล็กลง หรือมีตีนกาขึ้นรอบดวงตา ใช้กล้ามเนื้อทุกส่วนบนใบหน้า ซึ่งนักจิตวิทยาถือว่าเป็นการแสดงออกถึงอารมณ์เชิงบวกอย่างแท้จริง มากกว่าคนที่ได้เหรียญเงิน

จอร์จิออส คาเวตซอส ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านพฤติกรรมศาสตร์ที่ LSE ระบุว่าการค้นพบนี้แสดงให้เห็นว่าผู้ชนะเลิศจะดูมีความสุขมากเพราะมีผลงานโดดเด่นที่สุด ส่วนคนที่ได้เหรียญทองแดงมีความสุขเพราะรู้สึกโชคดีที่ยังได้ขึ้นมารับเหรียญรางวัลบนโพเดียม ต่างจากคนที่ได้เหรียญเงินที่มัวคิดถึงความผิดพลาดของตนเองในการแข่งขัน จนไม่มีความสุขในการรับรางวัล

อย่างไรก็ตาม คาเวตซอสระบุว่า คนที่ได้เหรียญเงินจะมีความสุขมากกว่าคนที่ได้เหรียญทองแดงก็ต่อเมื่อคะแนนอันดับ 1 ทิ้งห่างอันดับอื่น ๆ และคะแนนอันดับ 2 ใกล้เคียงกับอันดับ 3 ในขณะเดียวกันอันดับ 2 จะมีความสุขน้อยที่สุดเมื่อแพ้การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศไปอย่างเฉียดฉิว เห็นได้จากภาพของนักกีฬาพายเรือทีมชาติสหราชอาณาจักรที่พ่ายให้ทีมชาติเดนมาร์กในรอบชิงชนะเลิศการแข่งขันเรือพาย แสดงความท้อแท้และผิดหวังที่ไม่ได้เหรียญทองอย่างเห็นได้ชัด

 

  • ความคิดที่แตกต่างกัน

การศึกษาของ LSE สอดคล้องกับการศึกษาหลายชิ้นก่อนหน้านี้ เช่นการศึกษาในปี 1995 ที่ตีพิมพ์ในวารสารบุคลิกภาพและจิตวิทยาสังคม ที่พบว่า คนที่ได้อันดับ 3 บางครั้งก็มีความสุขมากกว่าอันดับที่ 2 ด้วยซ้ำ เพราะคนที่ได้เหรียญเงินเอาแต่เปรียบเทียบตัวเองกับคนชนะ แต่คนที่ได้เหรียญทองแดงจะเอาตัวเองไปเทียบกับคนที่ไม่ได้รับเหรียญรางวัล  ซึ่งเป็นกระบวนการคิดเรียกว่า  Counterfactual Thinking (แนวคิดที่ขัดแย้งกับความเป็นจริง) ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบสิ่งที่ตัวเองคาดหวังกับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงโดยแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ 

การเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ที่แย่กว่ากับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง (Downward Counterfactual Thinking) ทำให้เกิดความรู้สึก “เกือบไปแล้ว” ซึ่งเป็นวิธีคิดของคนที่ได้เหรียญทองแดงเกิดความรู้สึกที่ดีขึ้นกับตัวเอง และมีความสุขในชีวิต

ส่วนการเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ที่ดีกว่ากับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง (Upward Counterfactual Thinking) ทำให้เกิดความรู้สึกว่า “ไม่น่าเลย” หรือ “เสียดาย” เช่น ถ้ารู้แบบนี้น่าจะ… ซึ่งเป็นแนวคิดของคนที่ได้เหรียญเงิน จนเกิดความรู้สึกแย่ทำให้จิดใจหดหู่ และกลับมาโทษตัวเอง

บ๊อบ ซัตทอน ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด กล่าวว่า “คนได้เหรียญเงินจะมองว่าตัวเองคือคนแพ้คนแรก ในขณะที่เหรียญทองแดงคิดว่าเป็นคนสุดท้ายที่ชนะ”

 

  • ซึมเศร้าจากการเปรียบเทียบ

เราต่างใช้แนวคิดขัดแย้งกับความเป็นจริงในชีวิตประจำวันอยู่เสมอ ผ่านการเปรียบเทียบชีวิตของตนเองกับคนอื่น ทั้งแบบตัวต่อตัวและบนโซเชียลมีเดียโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตา ความสามารถ รายได้ ไลฟ์สไตล์ และอื่น ๆ ในแง่หนึ่งการเปรียบเทียบก็ทำให้เราสามารถวางเป้าหมายในชีวิต รู้ความต้องการของตัวเอง อยากเป็นอะไร เพื่อวางแผนในการพัฒนาตนเอง

แต่ในขณะเดียวกัน การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นตลอดเวลา โดยเฉพาะกับสังคมออนไลน์ที่ผ่าน “ฟิลเตอร์” ให้สวยงามเกินจริง อาจบั่นทอนจิตใจ จะทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าและความสงสัยในตนเองได้เพราะคิดว่าตนเองไม่ดีเท่าคนอื่น ๆ ในโซเชียล

การศึกษาของอังคณา ศิริอำพันธ์กุล เมื่อปี 2564 ระบุว่า การใช้สื่อโซเชียลมีเดียมากเกินไป เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าในสังคมไทยปัจจุบัน โดยค่าเฉลี่ยระยะเวลาใช้สมาร์ทโฟนของผู้ที่มีอาการซึมเศร้า คือ 68 นาทีต่อวัน ขณะที่คนที่ไม่มีอาการซึมเศร้า ใช้สมาร์ทโฟนเฉลี่ยเพียงวันละ 17 นาทีเท่านั้น

ดังนั้นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดการเปรียบเทียบในชีวิตในปัจจุบันไปได้บ้าง คือการลดใช้โซเชียลมีเดีย จำกัดเวลาใช้ในแต่ละวัน และมีจุดประสงค์ในการโซเชียลมีเดีย ต้องการทำอะไร เช่น โพสต์ คอมเมนต์ แชร์ไม่ใช่แค่ไถหน้าฟีดไปเรื่อย ๆ ที่สำคัญควรตั้งสติและคิดให้ดีว่าจำเป็นต้องโพสต์สิ่งเหล่านั้นจริง ๆ หรือไม่เพราะเมื่อโพสต์ขึ้นไปอยู่บนโลกอินเทอร์เน็ตแล้ว มันจะอยู่ตลอดกาล แม้ว่าคุณจะลบไปแล้วก็ตาม

 

ที่มา: Insider, ThairathThe AtlanticThe GuardianThe Washington Post