วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม 2569

Login
Login

อยากลาออก แต่ออกไม่ได้ ลองปรับวิธีคิดใหม่ อยู่ให้ได้กับงานที่น่าเบื่อ

อยากลาออก แต่ออกไม่ได้ ลองปรับวิธีคิดใหม่ อยู่ให้ได้กับงานที่น่าเบื่อ

หาทางรอดในวันที่ "ไม่มีความสุขในการทำงาน" แล้ว แต่ไม่สามารถลาออกได้ เพราะปัญหาทางการเงิน ด้วยการปรับเปลี่ยนวิธีคิด หรือ “Job Crafting” ด้วยการสร้างความสุขให้กับงานที่น่าเบื่อ

แต่ละคนล้วนมีสาเหตุที่ทำให้ “ไม่มีความสุขในการทำงาน” แตกต่างกันออกไป ตั้งแต่เงินเดือนไม่พอใช้ ความเครียดในการทำงาน หรือแม้แต่ปัญหาเรื่อง “คน” ทั้งนายจ้างที่จุกจิกจู้จี้ ไปจนถึงเพื่อนร่วมงานที่อยากใส่ใจไปทุกเรื่อง นอกจากนี้บางคนยังรู้สึกว่าพวกเขาเริ่มไม่มีเป้าหมายในการทำงาน หมดไฟไปเฉย ๆ หมดแรงจูงใจ ทำงานให้หมดไปวัน ๆ 

จากรายงานสถานการณ์แรงงานทั่วโลก ของ Gallup บริษัทวิเคราะห์และให้คำปรึกษา พบว่า เกิดความไม่พอใจในการทำงานสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดย 60% ของพนักงานเกิด “ความโดดเดี่ยวทางอารมณ์” (Emotional Detachment) เพราะอาชีพของตน และ อีก 50% เกิดความเครียดทุกวันจากการทำงาน

Harvard Business Review เรียกปรากฏการณ์การทำงานแบบไม่มีความสุขนี้ว่า “ความหงุดหงิดครั้งใหญ่” หรือ Great Frustration ซึ่งส่วนมากจะส่งผลกระทบต่อคนรุ่นใหม่เป็นพิเศษ โดยรายงานจาก Deloitte เครือข่ายบริการวิชาชีพข้ามชาติ แสดงให้เห็นว่า 40% ของคนเจน Z และเกือบ 25% ของคนรุ่นมิลเลนเนียลต้องการลาออกจากงานภายในสองปีข้างหน้า เนื่องจากปัญหาสุขภาพจิต ความเครียด และความเหนื่อยหน่าย ทั้งนี้ 1 ใน 3 ของคนรุ่นใหม่ (เจน Z และ มิลเลนเนียล) พร้อมจะลาออกแม้ว่าจะไม่มีงานอื่นรออยู่ก็ตาม

นอกจากนี้ ผลการสำรวจของ Deloitte ยังพบว่า ถึงแม้คนรุ่นใหม่เลือกทำงานที่สอดคล้องกับความเชื่อ ค่านิยมของตนเป็นพิเศษ แต่ถ้าหากพวกเขาหางานที่อยากทำไม่ได้ ก็จำเป็นต้องทำงานทุกอย่างที่หาได้ เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจถดถอยและค่าครองชีพที่พุ่งสูง

แล้วจะทำอย่างไรเมื่อรู้ตัวแล้วว่าไม่มีความสุขในการทำงาน แต่จะลาออกก็ไม่ได้ เพราะกลัวจะไม่มีเงินใช้ 

  • ปรับความคิด สร้างมุมมองเชิงบวก

คนทั่วไปมักจะวางแนวทางในการทำงานแบ่งเป็น 3 แนวทาง คือ 1.งานที่ทำเสร็จแล้วได้รับเงินทันที หรือ จ็อบ (Job) 2.อาชีพ (Career) เป็นงานที่แต่ละคนวางแผนไว้ในอนาคตเพื่อสร้างการความก้าวหน้าและสร้างรายได้ให้มากขึ้น 3.งานเสริมที่ทำด้วยความรัก (Calling) เป็นงานมีคุณค่าในตัวเอง หรือทำเพื่อบรรลุจุดประสงค์ทางสังคม หรือความต้องการส่วนตัว เช่น บล็อกเกอร์ รับงานรีวิว ตลอดจนอาสาสมัครต่าง ๆ 

คนส่วนใหญ่มักมองงานที่ตนเองทำอยู่เป็นลักษณะของงานที่ทำให้จบ ๆ ไป ทั้งที่ความจริงแล้วมันคืออาชีพ และจะสามาสรถทำได้ยั่งยืนถ้าทำด้วยความรัก

ดังนั้นหากคุณกำลังรู้ตัวว่าไม่มีความสุขกับงานที่ทำอยู่ ลองเปลี่ยนแนวคิดที่มีต่องานนั้น ๆ 

ลอรี ซานโตส ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยเยล ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาความสุข ยกตัวอย่าง “การสร้างมุมมองเชิงบวก” ให้แก่หน้าที่การงานมากกว่าการมองรายละเอียดงานในแต่ละวันไว้ว่า “หากคุณไปถามพนักงานวางยาเบื่อหนูว่างานของพวกเขาคืออะไร เขาจะตอบว่า เป็นการแก้ไขปัญหา และช่วยเหลือผู้คน ซึ่งเป็นมุมมองที่ช่วยให้เกิดความพึงพอใจในงาน มีค่ามากกว่าเงินเดือนหรือรางวัลใด ๆ เสียอีก”

แน่นอนว่าการเปลี่ยนความรู้สึกที่มีต่องาน จากไม่ชอบให้กลายเป็นรู้สึกดี ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป เนรี คาร์รา ซิลลามาน ผู้เชี่ยวชาญด้านการเป็นผู้ประกอบการและกลยุทธ์ แนะนำให้ลองหาว่า งานของคุณสร้างคุณค่าอะไรให้กับตัวเอง หรือช่วยผู้อื่นได้อย่างไร

ตัวอย่างเช่น หากคุณเป็นทนายความ แทนที่จะรู้สึกว่ามันเป็นงานที่น่าเบื่อ ลองปรับความคิดใหม่เป็นว่างานของคุณสามารถช่วยคนจำนวนมากให้ได้รับความยุติธรรม ขณะเดียวกันตัวคุณเองได้ผึกสกิลการพูด อัปเดตข้อมูลกฎหมายอยู่เสมอ

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Research in Personality ได้ทดลองกับคนสองคนที่ทำงานเดียวกัน แต่มีวิธีคิดต่างกัน โดยคนหนึ่งจมอยู่กับความคิดลบ ๆ ที่มีต่องาน อีกคนมีความคิดว่างานนี้จะช่วยให้มีโอกาสเข้ามาในชีวิตมากขึ้น ซึ่งผลวิจัยพบว่า คนที่มีวิธีคิดเชิงบวกจะช่วยให้คุณสามารถก้าวหน้าในอาชีพได้ไกลยิ่งขึ้น 

นอกจากนี้ คุณต้องสำรวจให้รู้ว่าอะไรคือปัญหาที่ทำให้คุณไม่มีความสุขในการทำงาน เพื่อจะได้สร้างความเข้าใจโดยละเอียดถึงต้นต่อของปัญหา และจะได้หาวิธีแก้ไขได้อย่างยั่งยืน

 

  • เปลี่ยนงานน่าเบื่อให้เป็นงานที่รัก

หลังจากปรับแนวคิดและสำรวจปัญหาแล้ว ก็ถึงเวลาออกแบบงานที่คุณทำใหม่เพื่อให้ตรงกับค่านิยมและความสนใจของคุณ ด้วย “Job Crafting”

เอมี่ เวอร์เซสสเนปสกี นักจิตวิทยาองค์กร ได้คิดแนวคิด Job Crafting เป็นการปรับรูปแบบงานที่เรากำลังทำอยู่ให้ตรงกับจุดแข็งและความสนใจของตนเองให้มากขึ้น เหมือนกับการคราฟต์งานเดิมที่น่าเบื่อขึ้นมาใหม่ ให้กลายเป็นงานที่อยากทำทุกวัน ด้วย 3 รูปแบบ ได้แก่

1. ปรับวิธีการทำงาน (Task Crafting) ด้วยการเพิ่มหรือลดรูปแบบงาน ขอบเขตงาน จำนวนงานที่ทำในแต่ละวัน รวมถึงจัดลำดับงานใหม่ให้เหมาะสม เช่น ทำงานเบา ๆ ในตอนเช้า จะได้ไม่เกิดความเครียดเกินไป

2. ปรับความสัมพันธ์ (Relationship Crafting) สร้างปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน สร้างการมีส่วนร่วมในการทำงาน แลกเปลี่ยนความคิด ทำให้เปิดมุมมองใหม่ ๆ  และเสริมความคิดสร้างสรรค์

3. ปรับวัตถุประสงค์ในการทำงาน (Cognitive Crafting) สร้างเป้าหมายและหาคุณค่าในการทำงาน ว่ามีประโยชน์ต่อใครบ้าง จะทำให้งานที่เราทำมีความหมายและคุณค่ามากยิ่งขึ้น

 

  • ฝึกสกิลใหม่ ๆ 

นอกจากพยายามปรับความคิดของตัวเองให้อยู่รอดในองค์กรแล้ว ควรฝึกสกิลใหม่ อัปสกิล และ รีสกิล ด้วยการลงเรียนคอร์สออนไลน์ การอบรม เวิร์คชอปต่าง ๆ ซึ่งถือเป็นการลงทุนสำหรับอนาคต  เปิดโอกาสให้ตัวเองได้พบกับประสบการณ์ใหม่ ๆ อีกทั้งจะช่วยให้คุณมีทางเลือกมากขึ้นในการหางานใหม่ ๆ เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม 

ทั้งนี้การฝึกฝนทักษะต่าง ๆ สามารถช่วยให้พนักงานรู้สึกพึงพอใจกับงานมากขึ้น พร้อมกับช่วยลดความคับข้องใจที่ต้องเผชิญในที่ทำงานได้อีกด้วย ขณะเดียวกันสามารถให้คุณสามารถเข้าใกล้เป้าหมายในการทำงานได้โดยไม่จำเป็นต้องลาออกจากงานปัจจุบัน

หากคุณกำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ออฟฟิศที่เป็นพิษ ท่ามกลางสังคมที่พร้อมจะหักหลัง เงินเดือนไม่คุ้มค่าเหนื่อย อยู่ไปก็มีแต่ทำลายสุขภาพกายและใจ คุณสามารถลาออกได้เลย ไม่จำเป็นต้องทนอยู่

อย่างไรก็ตาม ไม่มีงานใดที่ไม่มีปัญหา และเกือบทุกงานสามารถทำให้คุณไม่มีความสุขได้ตลอดเวลา ดังนั้นจึงจำเป็นต้องหาวิธีแก้ไขปัญหา เพื่อให้สามารถทำงานต่อไปได้โดยกระทบต่อการใช้ชีวิตน้อยที่สุด ในขณะเดียวกันก็วางแผนสำหรับอนาคตของคุณด้วยการหาสกิลใหม่ และเปิดกว้างต่อทุกโอกาสที่เข้ามาหา


ที่มา: Harvard Business ReviewInsiderRadical FIRERefineryVietcetera